มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบคิดแทนคนอื่น คิดแทนแม้กระทั่งสัตว์

บรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในโลกนี้เห็นจะมีมนุษย์เท่านั้นที่พยายามจะคิดแทนผู้อื่น ทึกทักว่าเขาต้องคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ ตามที่ตัวเองกำลังคิดอยู่ เพื่อปลอบประโลมจิตใจตัวเองว่าโลกไม่ได้โหดร้ายเกินไป ทำให้ทุกอย่างดูเป็นโลกโรแมนติกไปเสียหมด

อารยะธรรมมนุษย์ยิ่งใหญ่ดั่งเช่นทุกวันนี้ได้ เพราะการทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางจัดลำดับชั้นเอื้อให้ตัวเองสูงส่ง ไม่ต่างจากคนขาวยึดครองอาณานิคม มนุษย์เองจับสัตว์ให้กลายมาเป็นของเล่นพักผ่อนหย่อนใจในสวนสัตว์ เพื่อบอกว่านี่คือการศึกษา หรือเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์พวกมันให้มีต่อไปในประวัติศาสตร์ จนลืมไปว่าก็เพราะมนุษย์เองนั่นแหละเป็นตัวการเร่งทำให้มันกำลังสูญพันธุ์หมดจากโลกนี้

นอกจากนี้ มนุษย์ ยังพยายาม คิดแทนพวกสัตว์อีกต่างหาก โดยใช้จริยธรรมและมนุษยธรรม ที่ตัวเองมี ไปสวมไว้ในสัตว์ แล้วคิดว่ามันต้องเป็นแบบนี้ พยายามลบล้างทำลายสัญชาตญาณที่พวกมันมีนั่นคือ ความโหดร้าย ความเป็นสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่มันมีมาแล้วแต่ดั้งเดิม

มนุษย์จับสัตว์ป่าใส่ไว้ในกรงขัง เพื่อให้กลายเป็นความพักผ่อนหย่อนใจของผู้มีอารยะธรรมเช่นมนุษย์

มนุษย์ลบล้างสัญชาตญาณดิบของมัน ให้เหลือเป็นความน่ารักที่คิดไปเอง เด็กๆ มองเสือ, กอริลล่า หรือสัตว์ประเภทอื่นๆที่ถูกขังไว้ในลักษณะที่เพลินใจแต่อีกใจนึงก็กลัวมัน ความกล้าๆกลัวๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์รู้สึกกับสัตว์เสมอ ต่อให้เราพยายามฝึกมันเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่อาจแน่ใจว่า มันจะสามารถเป็นได้ในแบบที่มนุษย์เป็นหรือเปล่า

ดังนั้นในแง่หนึ่ง การที่สัตว์ถูกจับมาไว้ในสวนสัตว์ก็เป็นการเหยียดเผ่าพันธุ์พวกมันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเหตุผลกลใดก็ตาม แล้วทำให้เห็นความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของมนุษย์ แต่ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นในสวนสัตว์ก็คาดเดาไม่ยากว่า มนุษย์จะต้องปกป้องใครก่อนกัน ระหว่าง สัตว์ หรือ มนุษย์ ต่อให้ถ้านับมูลค่าในเม็ดเงินที่ลงไปสัตว์แต่ละตัวในการเลี้ยงดูอาจจะมหาศาล ยิ่งเป็นพันธุ์หายากที่อาจมีที่เดียวในโลก แต่ถ้าวัดคุณค่าแล้ว ยังไงสัตว์ก็มีคุณค่าน้อยกว่ามนุษย์แน่นอน ดังนั้นถ้าให้เลือกจบชีวิต สัตว์หรือมนุษย์ คาดเดาไม่ยากว่า จะต้องปกป้องชีวิตมนุษย์ไว้ก่อน เมื่ออยู่ในช่วงเวลา “กล้าๆกลัวๆ” ในแบบที่กล่าวไป

แต่เมื่อจบชีวิตมันแล้ว ในพื้นฐานที่มนุษย์เล็งเห็นคุณค่ากันเองมากกว่าสัตว์นั้น แล้วทำไมเราต้องมานั่งฟูมฟายกัน ต้องมานั่งเสียใจว่าทำไมต้องฆ่าพวกมัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นอีกคุณลักษณะของมนุษย์ นั่นคือ “ความสงสาร” สงสารในสิ่งที่ด้อยค่า มีอำนาจน้อยกว่าตัวผู้สงสาร จนเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เป็นความน่ารัก โดยเฉพาะสัตว์เล็ก ที่มนุษย์รักไม่ว่าจะเป็น หมา แมว ฯลฯ

แต่สำหรับสัตว์ใหญ่ที่เรายังไม่แน่ใจว่า พวกมันคิดยังไงกับมนุษย์ นี่จึงเป็นความรู้สึกอันน่าหวาดหวั่นมาก ว่าจะเลือกทางไหนดี ถึงแม้ว่าจะเลือกไม่ฆ่าสัตว์ และสัตว์ก็ไม่ทำร้ายมนุษย์ ทุกฝ่ายพอใจ มนุษย์ก็จะตื่นตากับคำว่า “สันติภาพ” เหมือนที่หนังดิสนีย์พยายามจับภาพความรู้สึกตรงนี้มาอยู่ในหนังหลายเรื่อง แต่หากมีฝ่ายหนึ่งต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมนุษย์ที่ถูกทำร้าย แน่นอนเรื่องมาตรการความปลอดภัยจะถูกยกขึ้นมาพูดเป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่จะทำให้มนุษย์โรแมนติกหยุดชะงักคือ สัตว์ยังคงมีความโหดร้ายในแบบของมันและไกลห่างกับโลกแฟนตาซีแบบดิสนีย์ที่หล่อเลี้ยงพวกเขามาตลอด

อย่างไรก็ตามเมื่อบทสรุปมันออกมาเป็นว่า มนุษย์เลือกที่จะจบชีวิตสัตว์ลงก่อนเพื่อรักษามนุษย์เอาไว้ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างกันขึ้นมา และทุกฝ่ายยอมรับได้ นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไปกระทบกระทั่งกับโลกดิสนีย์โธเปีย (Disneyland+Utopia) ของพวกมนุษย์ขี้สงสาร และพยายามจะคิดแทนสัตว์ในลักษณะต่างๆนานา เพื่อพยายามปกป้องโลกแฟนตาซีโรแมนติกที่พวกเขามีว่า สัตว์มีคุณธรรมและจริยธรรมในแบบที่มนุษย์มี เหมือนภาพยนตร์หลายเรื่องที่พยายามจะทำให้สัตว์กลายเป็นภาพแทนของมนุษย์ในแบบต่างๆ ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง กระแสการคิดแทนสัตว์ของมนุษย์จึงเกิดขึ้นทันที เพราะพวกเขาเหล่านั้นกำลังหล่อเลี้ยงภาพฝันหวานของมนุษย์ผู้มีอารยะธรรมสูงส่ง และกำลังจะทำให้ทุกสิ่งที่มนุษย์ข้องเกี่ยวด้วยดีงาม และมีคุณธรรมไม่ต่างจากมนุษย์เช่นกัน

แต่สิ่งที่มนุษย์อาจลืมกันไปก็คือ โลกแห่งความจริงไม่ได้ฝันหวาน โรแมนติกขนาดนั้น และมนุษย์เองก็เลวร้ายไม่ต่างกันกับสัตว์ที่มีสัญชาตญาณดิบเลย เพียงแต่มนุษย์สร้างอารยะธรรมขึ้นเพื่อปกปิดความเลวร้าย ซ่อนอยู่ ใต้พรม ที่บางทีพวกเราไม่ทันได้สังเกต

การคิดแทนสัตว์ของมนุษย์เป็นภาพฝันหวานโรแมนติกที่มนุษย์พึงใจเสมอเหมือนดูภาพยนตร์ดิสนีย์ แต่นี่คือเรื่องจริง และมันก็ไม่ได้สวยงามแบบที่ใครอยากให้เป็นเลย

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ