เด็กควรได้เรียนรู้ สมัครใจ ในการเลือกนับถือศาสนา ไม่ควรถูกบังคับ

เด็กๆ รวมถึงวัยรุ่น หลายๆคนเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่นับถือศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไรก็ตาม เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ พวกเราเห็นพ่อแม่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่วัยเยาว์ เช่น การไหว้พระ ไหว้เจ้า สวดมนต์ เข้าวัด เข้าโบสถ์ หลายครั้งเราก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ พ่อแม่สอนให้พวกเราทำตาม โดยปฎิเสธไม่ทำไม่ได้เลย หลายครั้งที่เราเลือกไม่ปฎิบัติตาม พวกเราจะถูกดุด่า ว่ากล่าวตักเตือน บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือ เจ็บตัวฟรีๆ จนกระทั่งสมองส่วนเหตุผลของเด็กๆนั้นบังคับจิตใจให้ยอมทำตามไปแบบขอไปที เพื่อความอยู่รอดไม่ให้ถูกตี แม้ยังมีข้อสงสัยอยู่มากก็ตาม

เวลาตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำแบบนั้นแบบนี้มักนำพาให้เกิดบรรยากาศมาคุ กลับกลายเป็นว่าการที่เด็กอยากรู้คำตอบจากปากพ่อแม่ พ่อแม่กลับมองว่าลูกพวกเขาดื้อด้านไม่เชื่อฟัง จนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน เด็กๆจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ และจำใจปฎิบัติตามโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังทำคืออะไร เหลือแต่เพียงพิธีกรรมให้ปฎิบัติตาม แต่ไม่รู้ถึงแก่นนื้อแท้ของสิ่งนั้นว่ามันมีคุณค่าอย่างไร

โธมาซิน ในภาพยนตร์เรื่อง The Witch คงไม่ต่างจากเด็กๆ ในย่อหน้าด้านบน เธอเป็นเด็กวัยรุ่นสาวที่กำลังอยู่ในวัยเติบโตเข้าสู่ผู้ใหญ่ เธอทำตามหลักปฎิบัติศาสนาคริสต์ของพ่อแม่อย่างเคร่งครัด ไม่ตั้งคำถาม หรือสงสัยใดๆ ท่องบทสวดจากคัมภีร์ได้ถูกต้องทุกตัวอักษร

แต่เรื่องราวมันอยู่ที่ว่าวันหนึ่งเธอพาน้องคนเล็กที่ยังเป็นทารกไปเล่นนอกบ้านใกล้ป่า และถูกหญิงแก่จับตัวทารกน้อยและวิ่งหายไป ซึ่งเป็นเหตุการณ์ชวนช็อคที่เธอและใครๆคงไม่อยากให้เกิด หลังจากนั้นเธอก็ถูกมองว่าเป็นตัวซวยประจำครอบครัว เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดีก็จะมองว่าเธอเป็นตัวมารขวางโลก แม้บางเหตุการณ์พ่อจะรู้อยู่แก่ใจว่าตนผิด แต่ก็ปล่อยให้แม่ดุด่าลูกสาวไป เพื่อให้ลูกตัวเองกลายเป็นตัวมารร้ายของครอบครัว มิหนำซ้ำยังกล่าวเลื่อนลอยว่าโธมาซิน ถูกซาตานล่อลวง และเพื่อปลอบใจตัวเองว่าพระเจ้าไม่ได้กำลังทอดทิ้งพวกเขา เพื่อทำให้ศาสนาที่ตัวเองกำลังนับถือมีความหมาย และโบ้ยให้กับความผิดของซาตานที่อยู่ในคราบลูกสาวของตัวเอง

นี่คือตัวอย่างของครอบครัวที่นับถือศาสนาอย่างบ้าคลั่งจนลืมคิดถึงหัวจิตหัวใจของครอบครัวตัวเอง ของลูกตัวเอง ศาสนาจึงถูกยัดเยียดให้มีอิทธิพลต่อลูกของคุณจนกลายเป็นส่วนเกินที่ไม่สามารถขว้างทิ้งได้ เพราะตราบใดที่ลูกยังอยู่ในใต้ความดูแลของพ่อแม่ลูกก็ไม่มีสิทธิ์ต่อต้าน เพราะลูกรู้ว่าไม่มีอำนาจบารมีใดจะทำได้อยู่แล้ว กลายเป็นความอิหลักอิเหลื่อสำคัญของเด็กวัยรุ่นในยุคใหม่ที่พ่อแม่ไม่ได้ทำให้พวกเขาอินไปกับศาสนาอย่างจริงใจ แต่ใช้วิธีการบีบบังคับสั่งสอนถ้าไม่ทำตามถือว่าผิด

เด็กๆเหล่านี้เมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่จะกลายเป็นสองขั้ว หากไม่โตเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ตัวเองเคยเกลียดพ่อแม่ที่ชอบบังคับทางศาสนา และนำไปปฎิบัติต่อลูกของตัวเองอีกทอดในแบบเผด็จการจนเป็นการสืบทอดความเกลียดชังแบบพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เกลียดศาสนาและยอมเดินห่างออกจากศาสนาจนเปลี่ยนศาสนาไปหรือเป็นคนไร้ศาสนาไปเลยก็มี

ผู้ใหญ่ควรตระหนักรับรู้ก่อนที่จะสายเกินแก้ว่า การนับถือศาสนาควรจะเป็นความสมัครใจไม่ใช่การบีบบังคับ, อุปาทานหมู่ หรือเป็นเทรนด์ของผู้มีศีลธรรมจรรยาดีเพียงเท่านั้น

และการที่เราผลิตลูกออกมา ศาสนาไม่ได้เชื่อมโยงผ่านมาได้ภายใต้สายสะดือ ศาสนาเป็นวัฒนธรรมที่เราศึกษาเรียนรู้ปฎิบัติกันโดยเริ่มจากครอบครัว หากเรารักศาสนาที่เรากำลังปฎิบัติอยู่จริงๆ เราควรทะนุถนอมมันโดยการเห็นคุณค่า ถ่ายทอดสู่ลูกของเราอย่างมิตรไมตรี หากเราไม่สามารถถ่ายทอดในแบบนั้นได้ สิ่งที่เราควรถามใจตนเองนั่นคือเรารักศาสนา นับถือมันจริงหรือไม่ หรือเราก็แค่เป็นลูกที่เกลียดพ่อแม่ที่ชอบบีบบังคับเราก่อนจะมาเอาคืนจากลูกอีกทอดหนึ่ง

ส่วนลูกที่ถูกบังคับจนกลายเป็นความเกลียด กลัว และฝังใจต่อศาสนานั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับว่าเขาเป็นคนเลว เบี่ยงเบนออกจากศาสนา แต่อาจเพราะว่า หากศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แล้วไยพ่อแม่ถึงทำกริยาวาจาแบบเลวใส่ลูก แล้วศาสนาจะกลายเป็นการสืบทอดทะนุถนอมและควรอนุรักษ์สืบไปได้อย่างไร ถ้ามันเริ่มจากการไม่ควรตั้งคำถาม ไม่ควรรู้ถึงที่มา และแก่นแท้ของมันเลย มีแต่การดุด่า ตี และอารมณ์เสียใส่กัน

เมื่อนั้นศาสนาจะมีความสำคัญอะไรเล่า…มันก็แค่บีบบังคับขู่เข็ญและทำให้เกิดการสมยอมเมื่อเติบใหญ่เพียงเท่านั้น

อ่านจบแล้วช่วยประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ