บางคนคิดว่าการทำงาน มีเงิน มีบ้าน มีรถ คือ ความสุข แต่แท้จริงแล้วเรามีความสุขหรือเปล่า ?

บางคนคิดว่าการซื้อของที่เราอยากได้ เป็นการซื้อความสุข ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อของที่อยากได้ ใช่, อาจจะเป็นความสุขจริงก็ได้ แต่หลายครั้งมันทำให้เห็นแล้วว่าเป็นความสุขชั่วคราว เป็นเพียงการสุมช่องว่างในจิตใจให้เต็ม

แต่ที่สุดแล้วเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อของชิ้นนั้น เริ่มหมดคุณค่าความหมายกับเราลง ช่องว่างนั้นก็จะเปิดกว้างอีกครั้งรอให้เราเติมมันเข้าไปอีก เป็นวัฎจักรไม่จบสิ้น เราต้องเร่งหาเงิน ซื้อของ อยู่ในวัฎจักรนี้เรื่อยไปแถมหนักขึ้นไปอีก

หลายคนโชคดีที่การเป็นนักบริโภคนิยมสามารถเติมเต็มความสุขในชีวิตได้ ตราบใดที่ยังคงหาเงินได้เก่ง แต่บางคนกลับรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตเหล่านี้ จนไร้ซึ่งความสุข

ในยุคทุนนิยมตอนปลาย เราไม่ได้เพียงแต่ซื้อสินค้าเพื่อประโยชน์ใช้สอยอีกต่อไป แต่เราเสพภาพลักษณ์ของมันด้วย เราเสพย์สิ่งที่มันสร้างคุณค่าให้กับชีวิตเราภายนอกโดยการทำให้ทุกสิ่งเป็นสิ่งของเพื่อซื้อได้

หากเราอยากเป็นหนุ่มสปอร์ต เราก็เพียงแต่ซื้อสินค้าที่มีภาพลักษณ์แบบสปอร์ต เราก็จะได้เป็นหนุ่มสปอร์ตอย่างใจมั่น หากเราอยากเป็นหนุ่มฮิปสเตอร์ เราก็เพียงแต่ใช้ของฮิป ๆ ก็จะกลายเป็นหนุ่มฮิปสเตอร์

ไม่เว้นแต่การซื้อหามนุษย์ด้วยกัน เลยเถิดไปจนการซื้อความรัก เซ็กซ์ ความยุติธรรม ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เงินซื้อไม่ได้ในลัทธิบริโภคนิยม สวนทางกับคุณค่าภายในของเราดันกลับว่างเปล่า ไร้คุณค่า ความหมาย ล่องลอยอยู่ในโลกลัทธิทุนนิยม ที่คุณค่าตัวตนของตัวเองบอกได้จากสิ่งของภายนอกเท่านั้น เทคโนโลยีอัลกอรึทึ่มของเฟสบุ๊กอาจจะรู้จักตัวเราดีมากกว่าที่เรารู้จักตัวเองก็ย่อมได้

ถึงแม้เราจะไม่สามารถหลบหลีกออกจากยุคสมัยแห่งการจับจ่ายได้ แต่ก็มีกลุ่มคนอีกมากมายทางเลือกที่พยายาม จะตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตของตนเอง และสังคม ตั้งคำถามกับรูปแบบชีวิตที่ทุกคนแห่แหนตามกัน

นั่นคือไต่เต้าทำงานให้สูง เงินเดือนเยอะ จะได้มีเงินซื้อของ ซื้อบ้าน ซื้อรถ สะสมสิ่งของ กลุ่มทางเลือกเหล่านี้ที่หน่ายต่อการเร่งเร้าความสำเร็จแบบนั้น จึงเกิดขึ้นในนาม “มินิมัลลิสม์”

หรือคนที่พยายามตั้งคำถามกับการซื้อของของตัวเอง ว่ามันจำเป็นต่อชีวิตตัวเองแค่ไหนกัน ถ้าสามารถลดการบริโภคสิ่งของให้น้อยลงได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วเพื่อหาเงินให้มากขึ้น ก็จะมีเวลาให้กับตัวตนของตัวเอง หรือทำสิ่งที่มีค่ากับตัวเองและคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น เราจึงเห็นบ้านของคนกลุ่มนี้นั้นมักจะมีเสื้อผ้าตัวโปรดไม่มาก มีสิ่งของในบ้านน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขของพวกเขาลดลงเลย แถมยังมีความสุขกว่าแต่ก่อนอีกด้วย

โดยแนวคิดของกลุ่มนี้ถูกนำมาทำเป็นหนังสารคดีของ Netflix ในชื่อ Minimalism: A Documentary About the Important Things ซึ่งโฟกัสไปที่ โจชัว มิลเบิร์น และ ไรอัน นิโคเดมัส สองเพื่อนคู่หูผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ theminimalists.com ที่ออกจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนและมาเผยแพร่แนวคิดของกลุ่มนี้ไปทั่วอเมริกาเพื่อทำให้ผู้คนตระหนักชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง

ถึงอย่างไรก็ตาม แนวคิดไม่ใช่แนวคิดที่ต่อต้านทุนนิยมสุดโต่ง พวกเขาเพียงแค่อยากให้ทุกคนสำรวจกับการบริโภคของตัวเองกันเท่านั้น และเลือกสิ่งที่จำเป็นและมีคุณค่าต่อชีวิตกันจริงๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

 

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ