คานส์แบนหนัง Netflix

หลังจากเกิดกรณีที่ Theirry Fremaux ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ได้ประกาศว่าปีนี้ ภาพยนตร์ของ Netflix ทุกเรื่องจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าชิงรางวัลทุกสาขา แต่ยังสามารถส่งภาพยนตร์เข้าฉายในงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดความถกเถียงเป็นประเด็นว่า การปิดกั้นหนัง Netflix ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ซึ่งก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ปี 1946 มีอายุ 72 ปี ให้ความรู้สึกว่าคานส์ตามโลกไม่ทัน หรือเรียกว่าไดโนเสาร์ ตามที่เห็นในคอมเมนต์คนไทยได้หรือไม่ ?

เพราะอย่าลืมว่าพฤติกรรมของคนยุคนี้ใช้มือถือเป็นหลัก และหนังของ Netflix ในยุคนี้ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน การจะไปสร้างเกณฑ์ว่าหนังของ Netflix ต้องมาฉายโรงก่อน ก็ดูจะเป็นการใจแคบ และที่สำคัญการมีอยู่ของ Netflix กรุยทางวิธีการดูหนังแบบใหม่ ที่ทั้งไร้พื้นที่ (ดูที่ไหนก็ได้) และไร้เวลา(ดูเมื่อไหร่ก็ได้) โดยไม่ต้องง้อการดูหนังรูปแบบเก่าในโรงภาพยนตร์ และถ้าหนัง Netflix มีคุณภาพจริงๆ มันจะถูกยกย่องเอง การปิดกั้นของคานส์ยิ่งทำให้เห็นว่า นับวันการดูหนังรูปแบบใหม่กำลังใกล้ได้รับชนะแล้ว และคานส์ก็เป็นเพียงไดโนเสาร์ล้าหลังเท่านั้น

แต่ในแง่ของฝั่งเทศกาลคานส์ก็มองว่าการนำภาพยนตร์ Netflix มาเข้าชิงรางวัลใหญ่ของคานส์ แต่เมื่อถึงเวลาฉาย (ต้องกล่าวข้อเท็จจริงก่อนว่าหนังของคานส์จะยังไม่ได้รับการฉายที่ไหน ต้องพรีเมียร์ที่คานส์เป็นที่แรก แต่เมื่อถึงเวลาที่ฉายคนทั่วไปทาง Netflix เองกลับไม่ได้เปิดให้ฉายในโรงหนังฝรั่งเศสเลย) นั่นเท่ากับว่าประเทศที่ให้โอกาสหนังหรือกระทั่งให้รางวัลในเมืองคานส์ คนทั่วไปจะไม่ได้โอกาสสัมผัสภาพยนตร์เรื่องนี้บนโรงภาพยนตร์ในประเทศที่เห็นคุณค่าของหนังเรื่องนั้น

นี่ก็ยิ่งทำให้ทางผู้จัดรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจและต้องสร้างกฎเหล็กนี้ขึ้นมา เพื่อควบคุมว่าถ้า Netflix อยากได้รับการปฎิบัติแบบหนังทั่วไป ก็ควรยอมรับกฎข้อนี้ นั่นคือต้องให้ฉายในโรงฝรั่งเศสอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่างในปีที่แล้วทั้ง Okja และ The Meyerowitz Stories

Theirry Fremaux กล่าวว่าคนของ Netflix อาจรักการนำเสนอผลงานบนพรมแดง แต่พวกเขาก็เข้าใจว่าแนวคิดที่ใช้อยู่นั้น สวนทางกับคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เขายังเสริมว่าแนวทางที่ Netflix (รวมทั้ง Amazon) ทำอยู่นั้น คือการสร้างพื้นที่ลูกผสมใหม่ของโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นคนละพื้นที่กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปัจจุบัน

ประโยคด้านบนทำให้สรุปได้ว่า เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์สื่อภาพยนตร์แบบดั้งเดิมที่ก่อตั้งมากว่า 100 ปีแล้ว มนต์เสน่ห์ของภาพยนตรแบบดั้งเดิมคือการสัมผัสประสบการณ์บนโรงภาพยนตร์เท่านั้น

ขณะเดียวกัน Netflix คือพื้นที่การฉายภาพยนตร์รูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคอินเตอร์เน็ตซึ่งหนังเรื่องเดียวกันสามารถเข้าถึงคนทั่งโลกได้ถ้ามีบริการ Netflix นั่นเท่ากับว่าในบางประเทศที่ไม่มีภาพยนตร์บางเรื่องเข้าฉายก็ยังสามารถดูผ่านทาง Netflix ได้ แต่ขณะเดียวกันวิธีการของ Netflix ก็อาจถูกมองว่าเป็นการทำลายภาพยนตร์ทางอ้อม เพราะถ้าเทศกาลที่มีประวัติศาสตร์และให้ความสำคัญกับรูปแบบการฉายในโรงภาพยนตร์ เปิดโอกาสให้รางวัลหนังที่กำลังทำลายรูปแบบฉายที่ตัวเองจะคงรักษาไว้ โดย NF ไม่แคร์เลยว่าจะฉายในโรงฯ หรือไม่ ก็ดูจะเป็นการใจร้ายเหลือเกิน

สุดท้ายไม่ว่าข้อถกเถียงที่ว่า “คานส์เป็นไดโนเสาร์” หรือ “Netflix ทำลายวงการภาพยนตร์” จะไม่มีข้อยุติ แต่สำหรับตัวผมเองที่เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ดั้งเดิม และชื่นชมการมีอยู่ของ Netflix ที่สร้างพื้นที่การดูภาพยนตร์ในรูปแบบใหม่

การมีอยู่ของ 2 อุตสาหกรรมนี้ต่อไป นับได้ว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าสำหรับคนรักภาพยนตร์ที่สุดแล้ว

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ