เมื่อวันที่ฉันจากไป เธอจงยืนหยัดด้วยเหตุผลของเธอ
ไม่น่าเชื่อว่า ภาพยนตร์คู่กรรม ประจำปี ๒๕๕๖ ที่กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่นที่กำกับโดย เรียว กิตติกร ในนามบริษัท M39 จะถูกกระแสลบโจมตีใส่อย่างไม่คณาในสังคมเว็บบอร์ดขนาดใหญ่อย่างพันทิปถึงขนาดที่ผู้เขียนไม่อาจจะเชื่อสายตาตนเองว่าจะมีปรากฎการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางไหน ผู้เขียนกล้าเอ่ยปากอย่างมั่นใจว่า สิ่งที่ปรากฏมันมีทั้งความบริสุทธิ์ใจซึ่งเกิดขึ้นได้จากความไม่ชอบในตัวหนัง และผู้คลั่งไคล้นวนิยายต้นฉบับ แต่ที่ประหลาดและเคลือบแคลงสงสัยคือมันมีการทำงานหรือวิจารณ์อย่างจงเกลียดจงชังจนอาจเรียกได้ว่านี่คือการวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์และมีผลประโยชน์เคลือบแฝงทับซ้อนอย่างที่บุคคลทั่วไปเช่นผู้เขียนจะสามารถเข้าใจได้แต่หากใครที่เข้ามาอยู่ในยุทธจักรเช่นนี้ย่อมรู้ดีว่า ก่อนหน้านี้สังคมเว็บบอร์ดแห่งนี้ก็ไม่ได้สะอาดเท่าไหร่ มันเป็นที่แหล่งรวมพลของคนมุ่งร้ายเพื่อความสะใจ(บางกลุ่ม) และสันนิษฐานว่ายังเป็นที่ทำการตลาดของค่ายหนัง เพื่อขจัดกระแสวิจารณ์แง่ลบออกไปเพื่อหวังสร้างกระแสชื่นชมปากต่อปากเพื่อกอบโกยรายได้มาอย่างนมนาน หรือผู้เขียนอาจจะทึกทักเอาเองได้ว่ามีตำแหน่งนักสร้างกระแสทางเว็บบอร์ดมืออาชีพกันเลยทีเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับค่ายหนัง M39 ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ต้องจดจำเอาไว้อย่างแยบยล เพราะนอกจากไม่สามารถทำให้เกิดการชื่นชมตัวหนังได้อย่างสะอาด ยังถูกรังควานไปถึงตัวค่ายเองด้วยซ้ำ หรือกล่าวง่ายๆว่า กระแสลบในครั้งนี้ มีผู้คนไม่ปรารถนาดีพยายามจะปลุกกระแสเพื่อบอกว่าภาพยนตร์ของค่าย M39 จะย่ำแย่ตลอดไป (นี่ถือเป็นการหาโอกาสตัดแข้งตัดขาทางธุรกิจเลยทีเดียว) นี่ยังไม่นับก๊กเหล่าที่เกิดขึ้นในส่วนของแฟนคลับที่หลากหลายหลากเหลื่อนจนทำให้ลดทอนความสร้างสรรค์ที่จะเกิดการวิจารณ์เพื่อให้เกิดพัฒนาต่อวงการภาพยนตร์ได้

ผู้เขียนเองไม่อยากจะจับจ้องปรากฎการณ์เช่นนี้มากนักเพราะสิ่งที่ค้นพบคือการสังเกตแบบเลื่อนลอยเท่านั้น มิได้เป็นข้อเท็จจริงแต่ประการใด เพราะสิ่งที่ผู้เขียนทำได้คือ การเขียนถึงตัวหนังอย่างที่เคยทำมา อย่างผู้มีใจรักการเขียนต่อตัวหนังในศิลปะภาพยนตร์คนหนึ่งจะทำได้ และรู้สึกไม่ค่อยอยากทานทนเท่าไหร่ต่อการแข่งขันอันดุจแกร่งแข็งกร้าวอย่างไม่รามือต่อระบบธุรกิจภาพยนตร์เช่นนี้ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนมักละเลยที่จะไปชมภาพยนตร์ไทยในโรงภาพยนตร์ เพราะบางครั้งคำวิจารณ์ในแดนบวกมากจนเชื่อว่า ตัวหนังที่แท้จริงคงไม่สามารถทะลุความดีงามที่ผู้เขียนได้ยินมา-มากกว่านี้อย่างแน่นอน

แต่สำหรับภาพยนตร์คู่กรรมนั้น ในความคิดแรกควรจะเป็นเหมือนภาพยนตร์ที่แข่งขันทางด้านรายได้เหมือนพี่มากอย่างสนุก แต่ผิดนักมันกลับร่วงระนาว ดั่งไก่ฟ้ากลายเป็นหมาวัด ตั้งแต่วันแรกที่มีการฉายรอบสื่อด้วยซ้ำ แถมหนำซ้ำยังโดนถาโถมอย่างกระหน่ำตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทั้งผู้บริสุทธิ์ใจ หรือคนที่รับไม่ได้กับการดัดแปลงบทประพันธ์ แต่ที่เห็นจะมากหน่อยผู้คือประสงค์ร้ายที่หวังจะใช้โอกาสอันนี้เป็นการทำลายตัวหนังอย่างชัดเจน โดยไม่สามารถคาดเดาว่าส่วนหลังนี้มาจากที่ใด

และนี่เองคือสิ่งที่น่าสนใจ เพรามันไม่ได้เดินอยู่ทำนองคลองธรรมที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังถูกกลบฝังดินด้วยกระแสอันมหาศาลของพี่มาก..พระโขนง จนทำให้ผู้เขียนไม่อาจนิ่งดูดายได้และขอพิสูจน์ด้วยกรอบแว่นสายตาของตนเอง ว่าอะไรคือสิ่งแท้จริง ในถ้อยคำความเห็นที่เราควรจะเข้าใจต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยการดูทั้งพี่มาก…พระโขนงและคู่กรรม ในวันเดียวกันไปเลย

เยิ่นเย้อและมากความเพื่อเข้าสู่ประเด็นในบรรทัดต่อไป คู่กรรม ของคุณเรียว กิตติกร เท่าที่อ่านบทความในนิตยสารภาพยนตร์ทำให้เห็นว่าคุณเรียว ให้น้ำหนักสนใจไปกับความเป็นประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่แท้จริง เพื่อลดทอนรายละเอียดเรื่องราวมหาศาลของบทประพันธ์ให้เหลือเพียงระยะเวลา 2 ชั่วโมง โดยการชี้ชัดจุดเน้นไปถึงเรื่องความรักของหนุ่มสาวต่างสัญชาติ และลดทอนเรื่อชาตินิยมจากบทประพันธ์ให้เหลือเพียง เรื่องความรักกับสงครามที่ไม่ได้แบ่งข้างชัดเจน

นี่เป็นเรื่องปกติทีคุณเรียวจะใช้สายตาของคนปัจจุบันเข้าไปหยิบจับเรื่องราวเอามานำเสนอโดยมีเรื่องยุคสมัยที่ต่างกันออกไป และในสภาพปัจจุบันคงไม่มีใครดัดจริตมองถึงสงครามในระดับลึก เพราะคนสมัยปัจจุบันไม่ได้มีอารมณ์ร่วมเรื่องสงครามในแบบชาตินิยม เพราะคุณค่าที่เราถูกปลูกฝังในสมัยนี้คือ สงครามไม่ว่าจะฝั่งฝ่ายไหน คือความสกปรกโสมมแทบทั้งนั้น ซึ่งต่างจากการมองในแบบต้นฉบับซึ่งมียุคสมัยในสมัยนั้นเป็นตัวตั้ง และคุณทมยนตี ก็เข้าใจถึงความเป็นสงครามในระดับที่แทบจะเรียกว่ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้งยุคสมัยและการเข้าไปเก็บข้อมูลหลังสงคราม นี่จึงเห็นว่าการสร้างเรื่องราวโกโบริกับอังศุมาลินเกิดขึ้นได้เพราะเราใช้สายตาของคนปัจจุบันเข้าไปมองอดีต

แต่ในความเป็นปัจจุบันเราไม่สามารถเข้าใจความเป็นอดีตที่เราจะต้องอยู่ด้วยความแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอีกต่อไป มีสิ่งเดียวที่เรายังคงมีร่วมกันในความเป็นบทประพันธ์ดั้งเดิมคือความรัก และสงคราม โดยสงครามที่มองจากสายตาปัจจุบันจึงเหลือเพียงการห้ำหั่นที่ไม่มีฝ่ายดี เพราะสงครามคือสิ่งเลวทรามในมุมมองคนปัจจุบันและสันติภาพเท่านั้นที่เราถูกปลูกฝัง นี่จึงเห็นว่า โกโบริ ไม่ได้รักชาติมากเหมือนที่เราควรจะเข้าใจ หรือมองกว้างออกไปหน่อย เรื่องพี่มาก…พระโขนง จะเห็นว่า มาร์ค(มาริโอ เมาเร่อ) ก็ไม่ได้รักชาติและปกป้องประเทศเท่าที่ควร สนใจแต่การกลับมาหาคนรัก ไม่ใช่เพราะนี่คือความดัดจริตของคนสร้าง แต่เราถูกปลูกฝังและเข้าใจยุคสมัยด้วยความเป็นไปแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เราเป็นไปในยุคสมัยของเรา

ดังนั้นการที่ผู้กำกับตีความโดยลดทอนเรื่องสงครามให้กลายเป็นศัตรูของความรักเท่านั้น แม้มันจะทำให้บทประพันธ์ถูกตีความใหม่ แต่มันก็ทำให้เห็นว่าช่องว่างของยุคสมัยที่เราอ่านมีส่วนช่วยทำให้สิ่งที่เราอ่านลื่นไหลไปแล้วไม่มีทางตาย แม้ว่าจะมีทฤษฎีที่ว่าการตายของผู้สร้างเกิดขึ้น แต่คู่กรรมของคุณทมยันตี ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2512 จะไม่มีทางตาย เพราะว่า การตีความของเราด้วยยุคสมัยทำให้คู่กรรมต้นฉบับมันยืนยงคงกระพัน และสุดท้ายก็ต้องถูกเรียกร้องให้อ้างกลับมาถึงผู้สร้างอย่างแท้จริง คือ คุณทมยันตี ไม่มีทางที่ใครจะสามารถย่ำยีบทประพันธ์ได้(บางคนเก็บไว้บนหึ้ง) แต่การทำใหม่หรืออ่านใหม่ มันเป็นดึงเรื่องราวของเก่าให้ยังมีความเป็นอมตะอยู่ได้ในปัจจุบัน ทัศนะที่ผู้เขียนสามารถเข้าใจในกรณีได้คือ ยิ่งมีการทำใหม่สร้างใหม่หรือตีความใหม่เท่าไหร่ ความเป็นต้นฉบับจะมีคุณค่าและเป็นอมตะสูงส่งมากขึ้นเท่านั้น

คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้เริ่มต้นด้วยความวานแหววในสไตล์การ์ตูนตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อทำให้ผู้ชมรับรู้ว่า คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้มีความเป็นตัวเองสูงในการตีความขึ้นใหม่ โดยใช้มุมมอง(point of view) ของโกโบริ[b](ณเดชน์ คูมิกิยะ) [/b]เป็นแกนหลักตลอดเรื่อง โดยสร้างความรับรู้ตั้งแต่ฉากแรกเลยว่า โกโบริหลงใหลเด็กบ้านๆอย่างอังศุมาลิน [b](อรเณศ ดีคาบาเลส)[/b] และต้องการสร้างความสัมพันธ์เชิงเพื่อนชาย ไม่ต่างจากการจีบกันใหม่ของหนุ่มสาวในสมัยปัจจุบัน นี่คือโครงสร้างที่ถูกเลือกนำมาเสนอตั้งแต่เปิดเรื่อง โดยเริ่มด้วยความเรียบเฉย เรื่อยเปื่อยจนทำให้ผู้ชมอาจรู้สึกถึงความธรรมดา และใช้ดนตรีขับเน้นสบายๆในทุกๆฉาก จนทำให้เกิดความรู้สึกไม่มีอะไรเกิดขึ้น และซีนแล้วซีนเล่าที่ล่วงเลยไปก็ไม่ได้ช่วยขับเน้นให้ให้ความเข้มข้นมากขึ้นแต่อย่างใด จนทำให้รู้สึกได้ว่ากระแสที่เกิดขึ้นคงจะเป็นเรื่องจริงอย่างที่เขาว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ด้วยความธรรมดาเหล่านี้มันทำได้ให้เราพบว่า ผู้กำกับกำลังทำงานในแบบที่แตกต่างจากแบบแผนของภาพยนตร์ไทย แต่ไม่ใช่ต้องการทำหนังอาร์ตไม่สื่อสารอย่างที่เขาประชดประชันกัน ด้วยการใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นสำคัญ บทพูดจะเกิดขึ้นได้เมื่อถึงคราวจำเป็นเท่านั้น อีกทั้งปฎิกิริยาโต้ตอบของอังศุมาลินที่มีต่อโกโบริอยู่ในระดับที่แปลกประหลาดและแข็งกร้าว และไม่มีการสื่อสารตอบกลับอย่างที่ภาพยนตร์หรือละครไทยที่เราคุ้นเคยกระทำกัน จนหลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์การแสดงของน้องริชชี่ว่านี่คือการแสดงที่แสน ”ห่วย” แต่เมื่อได้เห็นคนออกมากล่าวอ้างว่า น้องริชชีเล่นไปตามสิ่งที่ผู้กำกับต้องการ ทำให้เห็นได้ว่าหลายคนต้องการปกป้องนักแสดงเพื่อเทความสาดเสียเทเสียทุกอย่าง ไปที่ผู้กำกับ แต่เพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ตามในความเห็นผู้เขียนกลับรู้สึกตรงกันข้าม ขอย้อนกลับที่ตอนต้นที่บอกว่าภาพยนตร์คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้ผู้กำกับเลือกมุมมองของโกโบริเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ผู้ชมจะต้องได้เห็นมุมมองของโกโบริอย่างจัดเต็ม และมุมมองทั้งหลายก็ผ่านสายตาของโกโบริ หรือแทบทุกฉากต้องมีโกโบริอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เป็นการลดทอนที่เราจะรับรู้ถึงอังศุมาลินไปโดยปริยาย นี่เป็นกลวิธีหนึ่งที่ผู้กำกับต้องคิดหาและเลือกใช้ ไม่ต่างจากการประพันธ์ในนวนิยาย คือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราจะเล่าในมุมมองของใคร ผิดกลับละครที่เราจะพบเห็นทั่วไปเพราะขนบของละครไทยคือ ผู้ชมคือผู้รู้ทั้งหมดเพราะผู้กำกับเลือกเล่าในมุมมองของผู้ชมเป็นหลัก ทำให้ ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร  ผู้ชมจะต้องรู้ก่อนอยู่เสมอ
ซึ่งแตกต่างจากกรณีนี้เพราะเมื่อผู้กำกับเลือกมุมมองใครแล้วก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองในสิ่งที่ตัวเองเลือก มิเช่นนั้นมันก็จะสะเปะสะปะและขาดความมีเอกภาพในองค์รวมของภาพยนตร์ กล่าวถึงที่สุด จะว่าผู้เขียนสวนกระแสก็เป็นได้ แต่เมื่อมองงานโดยรวมแล้วมันย่อมเป็นเช่นนั้นจริงๆ นั่นคือ ยิ่งมีคนวิพากษ์การแสดงของอังศุมาลินในการที่เธอเล่นได้อย่าง แข็งกร้าว หน้าบึ้ง ไร้ความรู้สึก บางครั้งก็ทำหน้าครุ่นคิดจนผู้ชมอาจ งง ว่าเธอต้องการอะไร มากเท่าไหร่ เธอยิ่งต้องถูกชื่นชมว่านี่คือการดีไซน์อย่างถูกจุดว่า เมื่อมุมมองถูกโฟกัสไปที่โกโบริ ซึ่งไม่เข้าใจว่าอังศุมาลินมีเหตุผลอะไรในการเฉยเฉียบเย็นชาต่อเขา ซึ่งเป็นลักษณะเดียวที่ผู้ชมมองไปยังตัวอังศุมาลินอย่างไม่เข้าใจ แล้วจะให้ผู้เขียนเรียกว่านี่คือการแสดงที่ไม่ดีหรือผู้กำกับตีความผิดพลาดได้อย่างไรเมื่อมันตอบสนองภาพรวมของสิ่งที่จะสื่อสารได้ในภาพยนตร์
[center][img]http://f.ptcdn.info/123/004/000/1365868643-5-o.jpg[/img][/center]
ใช่ครับ การแสดงแบบนี้มันดูน่ารำคาญ แต่ความน่ารำคาญมันก็คือการแสดงมิใช่หรอ !!!
ดังนั้นเราไม่สามารถวัดคุณค่าของการแสดงได้ด้วยวิธีการแสดงออกมาของนักแสดง แต่เราต้องดูด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นไปในคาแรคเตอร์ตัวนั้นๆ แต่ผู้เขียนเชื่อว่า น้องริชชี่มีประสบการณ์น้อยจนเกินไป และยังไม่เพียบพร้อมที่จะมองว่านี่คือนักแสดงที่เล่นดี แต่มากเกินไปกับการที่ถูกมองว่าแสดง “ห่วยบรม”
แต่ข้อเสียที่มองเห็นในภาพยนตร์คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้ เล็งเห็นว่าจะเป็นเรื่องของบทภาพยนตร์ หรือการดัดแปลงบทประพันธ์ที่เลือกส่วนที่จะโฟกัสได้แล้ว แต่ไม่ได้สร้างความเป็นคู่กรรมออกมาของตัวละครให้มีชีวิตเป็นตัวเอง กล่าวโดยง่ายๆคือ ผู้กำกับยังก้ำกึ่งระหว่างความเป็นคู่กรรมต้นฉบับมากจนเกินไปจึงมิได้สร้างเอกภาพของเรื่องราวประหนึ่งว่านี่คือเรื่องราวที่ผู้กำกับสร้างขึ้นมาเองกับมือ ทำให้ผู้ชมยังรู้สึกนึกถึงอ้างถึงเวอร์ชั่นต้นฉบับอยู่เสมอ มันยังไม่ได้มีการดำเนินเรื่องที่เกิดผลลัพธ์ในเวอร์ชั่นนี้เท่าไร เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนแรก ในองค์แรกนั้นภาพยนตร์ไม่ได้สร้างความเข้มข้นให้บังเกิดดอกผลจนรู้สึกว่าน่าติดตามเท่าที่ควร หรือมีการสร้างสถานการณ์จนเรื่องราวได้สร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านเข้าสู่กลางเรื่อง สิ่งที่แปลกประหลาดในความรู้สึกก็เกิดขึ้น เพราะยิ่งผ่านระยะเวลามากไปเท่าไรภาพยนตร์ก็ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกรับรู้ถึงความรู้สึกอะไรบางอย่างผ่านเรื่องเล่าในเวอร์ชั่นนี้ มันเป็นความรู้สึกอยู่ภายในจิตใจที่ไม่สามารถพรรณนาออกมาเป็นคำพูด อาจเพราะหนังเลือกใช้การเล่าด้วยภาพมากพอจนเกิดผล จนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่หนังสามารถมีพลังดึงดูดขึ้นมาในแบบฉบับตนเอง บางคนอาจเรียกว่า มันคือการ “ซึมลึก” ซึ่งวิธีการนี่พบเห็นได้ในหนังญี่ปุ่นที่ไม่ได้เน้นการเปิดเผยหรือแสอดงออกแต่กลับใช้วิธีการ “เก็บกัก” ไว้ภายใน ซึ่งตัวละครอังศุมาลิน ต้องใช้วิธีการแสดงนี่บ่อยครั้งแทบทุกซีน
ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพยนตร์ยังโชว์ความอหังการของผู้กำกับในการออกแบบดีไซน์ฉากข่มขืนที่ผู้เขียนไม่เคยพบเจอมาก่อนในโลกภาพยนตร์ มันเป็นแบบฉบับที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความทะเยอทะยานของผู้กำกับแต่เพียงผู้เดียว มันไม่ใช่การขืนใจในแบบฉบับที่เราพบเห็นในความเป็นละครหรือภาพยนตร์ไทย มันมีการดีไซน์ที่อาจเรียกว่าศิลปะการแสดงของร่างกายที่มีท่วงท่าลีลาและจังหวะจะโคนที่น่าดูชมแม้อาจจะแปลกแปร่งไปเสียหน่อย แต่มันน่าตื่นเต้นและใช้พื้นที่และระยะเวลาได้เหมาะสมจนสุดท้ายไปบรรจบได้ในวงแขนของกันและกัน แม้ว่านี่อาจจะยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าประทับใจแต่ที่แน่ๆ มันถูกจดจำและพูดถึงอย่างแน่นอน
แม้ว่าในซีนต่อมาผู้เขียนอาจถึงผิดหวังเพราะหนังสร้างสิ่งแตกต่างให้มากถึงเพียงนี้แต่ก็ยังไม่จบที่ความโครตคลิเช่(Cliche) ที่การข่มขืนถูกตัดฉับให้เหลือเพียงการขอโทษ เพราะจะว่าไปตามระยะเวลาแล้วฉากศิลปะข่มขืนที่ถูกกล่าวถึงบรรทัดก่อนหน้าได้เล้าโลมให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความคล้อยตามแต่กลับถูกตัดจบด้วยฉากอันขาวสะอาดต่อจากนั้น นี่เป็นจุดบอดให้เห็นว่า ผู้กำกับวางโครงสร้างเรื่องให้อังศุมาลินต้องมีลูกไว้แล้วนั่นเอง มันจึงได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ ที่ดีไซน์ฉากนั้นด้วยความพิเศษพิสดารแต่กลับติดตรอกประตูของโครงสร้างเรื่อง ผู้เขียนจึงคิดว่าหากไม่มีฉาก Sex ได้นั้น ก็ไม่ควรที่จะให้อังศุมาลินมีลูกด้วยซ้ำไป
สิ่งสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ องค์รวมของความเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ แม้ตัวเนื้องานโดยภาพรวมอาจจะยังไม่เลิศเลอเพอเฟ็กต์และสมบูรณ์ยกย่องได้อย่างไม่ขาดปาก แต่คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้มีคุณค่าให้พูดถึงในหลายสถาน
1. คือทำให้เกิดปรากฎการณ์บางอย่างในโลกโซเชียลมีเดีย
2. ทำให้มีการถกเถียงที่น่าสนใจต่อการตีความและดัดแปลงบทประพันธ์ซึ่งทำให้เกิดเป็นวิวาทะกันอย่างย่อมๆในหลายพื้นที่ และถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้วสิ่งเหล่านี้ก็คงพูดถึงกันในวงแคบเท่านั้น และ
3 . ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียน รู้สึกตื่นเต้นในความเป็นไปในข้อนี้มากที่สุด คือ “เนื้องาน” ที่มีความฉีกออกไปจากภาพยนตร์ตลาดทั่วๆไปในโรงภาพยนตร์มันมีส่วนผสมหลายอย่างที่ที่ทำให้เห็นถึงความทะเยอทะยายของผู้กำกับที่ต้องการ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องด้วยภาพ และสื่อสารทางความรู้สึกที่น้อยนักจะพบในหนังตลาด และสุดท้ายการที่การใช้เทคนิคภาพยนตร์ ทั้งฉากระเบิด, ฉาก Slow Motion ซึ่งนี่ถือเป็นความทะเยอทะยานเพื่อสร้างความรู้สึกและให้เกิดการจดจำต่างๆ
ตามหลักผู้เขียนที่ว่า ภาพยนตร์เรื่องนั้นจะมีคุณค่าติดอยู่ห้วงความรู้สึกในผู้ชมระดับปัจเจกชนได้หรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าผู้กำกับสร้างฉากจุดขายเหล่านั้นให้ติดแน่นฝังตรึงได้มากแค่ไหนกัน สำหรับผู้เขียนแล้วฉาก การขี่จักรยานของโกโบริหลังระเบิดบนสะพานพุทธด้วยกล้องติดตามตัวละครทั้งสองมันให้ความรู้สึกที่น่าจดจำ จนกระทั่งก่อนลงจากสะพานรอยยิ้มเล็กของโกโบริก็เกิดขึ้น เป็นฉากที่ยังคงจดจำในรายละเอียดได้เป็นอย่างดีและสุดแสนประทับใจ
แม้ในฉากสุดท้ายมันเหมือนจะเป็นการเปิดเปลือยเปิดเผยจิตใจของตัวละครทั้งหมด แต่ผู้กำกับก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างน่าดูชม โดยการสร้างความฟูมฟายให้น้อยที่สุด น้อยจนกระทั่งที่ว่าไม่ยอมใช้เพลงประกอบเร่งเร้าเรียกน้ำตาผู้ชมให้ถึงขีดสุด จนอาจกล่าวได้ว่า คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้มันค้างๆคาๆ อาการค้างๆคาๆ คืออาการที่มันติดแน่นฝังลึกในใจ ไม่สามารถขจัดออกไปได้ จะเกลียดก็ไม่ใช่ จะรักก็ไม่เชิง
หารู้ไม่ว่า อาการติดแน่งฝังลึกในใจด้านความรู้สึกไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆในการรับชมภาพยนตร์ และมันก็ไม่ใช่อาการทุเรศทุรังแต่อย่างใด มันเป็นอาการที่หลายคนอาจไม่ชอบ อาจไม่ถูกใจ แต่ก็ไม่ได้มีพิษภัยถึงขั้นต้องทำร้ายซึ่งกันและกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ดีเด่นเว่อร์เวินอะไร แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นรากฐานของภาพยนตร์ไทย ที่นักทำหนังรุ่นใหม่ จะได้พบเห็นความแตกต่างในหนังใหญ่และหนังตลาดไทย และในฐานะคนดูหนังคนหนึ่ง มีความรู้สึก และปรารถนาว่า สักวันภาพยนตร์ไทยที่จะมีความหลากหลายในระดับที่สามารถเลือกชมภาพยนตร์หลากหลายแนวได้อย่างเสรี โดยไม่ขึ้นยึดอยู่กับแนวทางใดๆ ก็หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นแสงเล็กๆที่ทอแสงประกายทางสู่อนาคต
แม้วันนี้อาการป่วยบางอย่างมันยังมากล้นอยู่ในสังคมไทยก็ตาม
คะแนน 7.75
ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ