We need to talk about Kevin

วันสองวันที่ผ่านมาเราคงได้ยินคดีสะเทือนขวัญเรื่องที่ลูกชายคนโตฆ่ายกครัวครอบครัวตัวเองถึง 3 ศพ คือ พ่อแม่ และน้องชาย ทำให้ผมคิดไปถึงหนังที่ดูไปไม่นานคือ เรื่อง We need to talk about Kevin(2011) ซึ่งเกี่ยวกับลูกชายคนโตเหมือนกันที่ก่อคดีคล้ายกันเพียงแต่เขาฆ่าคนมากกว่า และยังหลงเหลือผู้เป็นแม่ให้กลายเป็นผู้ร้ายของสังคม หลังจากเธอต้องถูกตีหน้าว่าเป็นคนที่เลี้ยงลูกออกมาให้กลายเป็นฆาตกร

หนังสร้างความซับซ้อนโดยให้ผู้ชมได้ติดตามตัวละครแม่ที่ไม่เข้าใจมูลเหตุของการก่อเหตุสะเทือนขวัญและก็ไม่มีท่าทีว่าเธอจะเข้าใจลูกของเธอได้เลย ผู้ชมจึงถูกจัดวางคล้ายกับผู้เป็นแม่เพื่อมองย้อนกลับไปยังอดีตและคำนึงคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆเพื่อหาวิธีตอบคำถามถึงมูลเหตุอันน่า ประหวั่นพรั่นพรึงเหล่านี้ให้จงได้ แต่สุดท้ายหนังก็กลับค้างคา ไม่ยอมหาบทสรุปเป็นหนึ่งเดียวให้ผู้ชมได้เข้าใจ ซึ่งต่างจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่พยายามเขียนข่าว ให้เป็นยิ่งกว่าเรื่องเล่า มีที่มาที่ไปและมูลเหตุต่างๆ เสมือนว่าชีวิตคนเป็นเรื่องเล่าต้นกลางจบ แบบง่ายหรือสรุปให้ผู้รับสารไม่ต้องคาดเดาใดๆ

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรคือมูลเหตุให้เกิดก่อการฆาตกรรมอันเลือดเย็น และฆาตกรนั่นมีความชั่วช้าอยู่ในสันดานหรือไม่ หรือสังคมควรมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยหรือเปล่า ?

มีแนวคิดหนึ่งที่ว่าความชั่วนั้นเป็นผลจากการที่มีเซลล์ชั่วฝากฝังอยู่ในโครโมโซมตั้งแต่กำเนิด ทั้งนี้จากการทดลองศึกษาจากผู้ร้ายระดับชาติ ข้อสรุปของการศึกษาพบว่า ผู้ร้ายเหล่านี้มักมีเซลล์ที่ทำให้เกิดการกระทำชั่วเหมือนๆกัน ทำให้คนเชื่อว่า คนชั่วนั้นเกิดมาก็ชั่วเลย ไม่สามารถขจัดความชั่วออกจากสันดานไปได้แต่อย่างใด

วิธี คิดต่อมาคือ ความชั่วนั้น เป็นผลมาจากสังคม ฆาตกรถูกปลูกฝังจากการเลี้ยงดู หรือถูกสร้างขึ้นมาจากสังคมที่ตัวเองดำรงอยู่ ดังนั้นหากเชื่อในแนวคิดข้อนี้ เราสามารถที่จะไปศึกษาฆาตกรได้จาก สภาพสังคมที่ดำรงอยู่ หรือการเลี้ยงดูที่ได้รับจากครอบครัว ดังนั้นฆาตกรที่ทำชั่วก็เป็นเศษเสี้ยวมาจากความเลวร้ายของสังคม

ภาพยนตร์เรื่อง We need to talk about Kevin อยู่ในรอยต่อระหว่างแนวคิดทั้งสองนี้ ว่าสรุปแล้วแม่คือคนเลี้ยงลูกให้เป็นฆาตกร หรือ ฆาตกรเกิดมาก็กลายเป็นฆาตกรเลย ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่อาจสามารถสรุปได้ว่า ฆาตกรต้องมีมูลเหตุมาจากสิ่งใด เพราะสุดท้าย ฆาตกรก็คือฆาตกร คือบุคคลที่ทำผิด คือคนที่ถูกสังคมที่ตัดสินไปแล้ว การที่เราจะมาหามูลเหตุจึงไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะผลของการกระทำมันตอบสิ้นทุกอย่างแล้ว

สิ่งเดียวที่ฆาตกรควรจะเรียนรู้หลังจากได้กระทำโศกนาฎกรรมคือการยอมรับผลของการกระทำ รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำ และหยุดพร่ำบอกว่าถ้าผมย้อนกลับไปได้จะไม่กระทำแบบนี้ได้อีก เพราะถ้าคิดเช่นนั้นแสดงว่าการตัดสินใจของผู้กระทำนั้นไม่ได้วางอยู่หลักการรับผิดชอบของการกระทำอยู่เลย และการที่เราตัดสินกระทำอะไรก็ตามโดยไม่ได้วางอยู่บนหลักการของการรับผิดชอบ เราก็จะทำมันไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่นนั้นผลของการกระทำก็จะตามหลอกหลอนเราอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์

ดังนั้นไม่ว่าเราจะลงมือกระทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีก็ตาม โปรดจงตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง และโปรดรับมือและรับผิดชอบต่อการกระทำ เท่านี้แล้วการกระทำของเราก็จะมีความหมาย และไม่เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบที่ต้องดูแลผลของการกระทำที่เราตัดสินใจผิดพลาดชั่วชีวิต

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ