อะไร ? ที่ Bill Murray กระซิบในฉากจบของ Lost in Translation

 

ครบรอบ 10 ปีเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Lostin Translation ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาเขียนบท โดยหนังเข้าฉายวงกว้างครั้งแรกที่อเมริกา เมื่อ 3 ตุลาคม 2003 คำถามได้ยินกันมากคือ “คิดว่าบิล เมอร์เรย์ กระซิบอะไรกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ในตอนจบของ Lost in Translation ?” นี่เป็นสิ่งที่คั่งค้าง ตราบใดที่เรายังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเขาพูดว่าอะไร แม้กระทั่ง โซเฟีย คอปโปลา ผู้กำกับ/เขียนบทก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำ เพราะในฉากนั้นเป็นการอิมโพรไวส์ (ด้นสน) ของเมอร์เรย์ ที่แตกต่างไปจากบทดั้งเดิม อย่างไรก็ตามตลอดเวลา 10 ปี ผู้คนต่างพยายามใช้เครื่องมือหรือจินตนาการเพื่อถอดรหัสคำพูดสุดท้ายใน Lost in Translation เราลองไปอ่านกันเล่นๆ ครับ

 

นี่เป็นคลิปที่โด่งดัง แม้เราจะไม่แน่ใจว่าถูกจริงมั้ย แต่ก็ถูกอ้างอิงอย่างมากมายตลอด 10 ปี

“I have to be leaving, but I

won’t let that come between us. Okay?”

ผมต้องไป แต่จะไม่ให้อะไรมาแทรกกลางระหว่างเรา โอเคนะ ?”

 

ส่วนนี่ก็เป็นคลิปที่น่าสนใจ เพราะฟังเผินๆแล้วบางคำก็อาจเชื่อว่าเป็นไปได้

“I love you. Is the best thing I can [???]. At some point, he has to tell it to her.”

ผมรักคุณ นี่เป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมทำได้ [???] และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็จะบอกแบบนี้กับเธอ”

หรือจะเป็น 3 คลิปต่อจากนี้ ที่มีนัยของการให้สารภาพความจริงต่อสามีของเธอ (ใช้ Him)

“I won’t see you till the next making of Santori. Go to that man and tell him the truth, okay?”

ผมจะไม่เจอคุณจนกระทั่งที่ Santori ไปหาเขาและบอกความจริง ตกลงนะ”

“You’ll always be an independent woman, don’t part mad. Tell the truth. Okay.”

คุณเป็นอิสระเสมอ อย่าทำอะไรบ้าๆ ไปบอกความจริงซะ โอเคนะ”

“When John is waiting on the next business trip … go up to that man, and tell him the truth. Okay?”

เมื่อจอห์นกำลังไปทำงานคราวหน้า เข้าไปหาเขา แล้วบอกความจริงซะ โอเคนะ”

นอกเหนือจากคลิปแล้วยังมีหลักการทางอินเตอร์เน็ตมากมายที่ทำให้หนังชวนพิศวงมึนงงเข้าไปอีก

หนึ่ง ในคนที่แสดงความเห็นในเว็บ Reddit ได้อธิบายว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาของ เมอร์เรย์ที่เป็นสามีเธอได้เดินทางมาจากอนาคต เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของเธอ แถมยังมารับงานโฆษณาเพราะค่าเดินทางมันแพงมาก แต่สุดท้ายเขาก็กระซิบให้เธอจากเขาไปเพราะเขาไม่ดีพอสำหรับเธอ และเพื่อทำให้เธอมีความสุขกับชีวิตปัจจุบันของเธอได้อีกด้วย อ่านทฤษฎีนี้

ยัง ไม่หมดแค่นั้นยังมีคนบอกว่า จะเถียงกันไปทำไม เพราะการกระซิบไม่เคยเกิดขึ้นจริง มันเป็นแค่แฟนตาซี เพราะถ้ากลับไปสังเกตให้ดี จะเห็นสการ์เล็ตต์อยู่ในลิฟต์แล้วเดินกลับห้อง ก่อนที่จะตัดไปที่รถของเมอร์เรย์ แล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ทั้งสองจะมาพบกัน เพราะเธอไม่มีทางเดินเร็วได้ขนาดนั้น อ่าน

หรือ มีการนินทากันว่า เมอร์เรย์ชอบเล่นแผลงๆกับแฟนๆในนิวยอร์คโดยการ เข้าไปด้านหลังพร้อมเอามีปิดตา และกระซิบว่า “ให้ทายว่าใคร” พอเฉลยแล้วก็บอกว่า “No one will ever believe you” แล้วก็เดินจากไป ทำให้มีคนเชื่อว่าเขาพูดแบบนั้นกับสการ์โจ (ตามนี้) แต่จากบทสัมภาษณ์เมอร์เรย์ เขาก็บอกว่ามันเป็นแค่เรื่องตลกไป และไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด

ทั้ง หมดก็ทำให้เห็นว่า ทฤษฎีและหลักการมันเป็นเพียงแค่การสุ่มเดากันออกไป อาจจะดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็หาใช่ไม่ เพราะการดูหนังเป็นวัฒนธรรมแบบหนึ่ง และการที่ตัวหนังหรือฉากหนึ่งของหนังยังถูกพูดถึงก็กลับเป็นการช่วยยกฐานะ ให้หนังยังคงมีค่าต่อการพูดถึง แม้ว่าเวลาจะผ่านเป็น 10 ปีแล้วก็ตาม

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ