หน้าปกดาวคะนอง

ดาวคะนอง (By the Time It Gets Dark)

ประวัติศาสตร์จำลอง

ภาพยนตร์ดาวคะนองโดย ผู้กำกับ อโนชา สุวิชากรพงศ์ นั้นถ้าหากจะให้เล่าเรื่องย่อหรืออธิบายเรื่องให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมคงจะใช้แบ่งหนังเป็น 2 พาร์ทตามความเข้าใจของผมเอง พาร์ทแรกนั้นเป็นเรื่องของผู้กำกับคนหนึ่งที่อยากทำหนังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยขอสัมภาษณ์แต้ว (รัศมี เผ่าเหลืองทอง) นักเขียนผู้เคยเป็นแกนนำนักศึกษาในช่วงเวลานั้น และพาร์ทสองที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาใดๆ เลย คือเรื่องราวของ ปีเตอร์(เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ) นักแสดงหนุ่ม กับชีวิตประจำวันของเขา และเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ชอบเปลี่ยนอาชีพบ่อยๆ

การแบ่งพาร์ททั้งสองพาร์ทอย่างหยาบๆ นั้น เพื่อทำให้สามารถเขียนถึงหนังได้อย่างชัดเจนมากขึ้น แม้ในความจริงแล้วหนังมีการตัดสลับเป็นห้วงๆ ไม่ปะติปะต่อ ขาดตอนระหว่างตัวละครต่างๆ ไม่มีต้นกลางจบ  และที่สำคัญหนังยังเทน้ำหนักไปกับการให้คนดูได้ดู ‘กระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์’ ในภาพยนตร์อีกด้วย หรือที่เรียกกันว่า Metacinema ซึ่งบิดพริ้วมาจากภาษาวรรณกรรมที่เรียกว่า Mefiction หรือการที่ตัวหนังเองแสดงให้เห็นถึงการเป็นตัวหนังอีกทอดหนึ่ง (หนังซ้อนหนัง)

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ในฉากแรกนั้นหนังเปิดฉากให้เห็นบ้านต่างจังหวัดที่ถูกทิ้งร้างไว้ ด้วยองค์ประกอบภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้ง เศษซากแห่งความเก่า การถูกทิ้งร้าง บานกระจกแตกเผยให้เห็นทิศทัศน์นอกบ้าน ต้นไม้ใหญ่โต แวดล้อมไปด้วยผืนหญ้าในแบบชนบท ก่อนที่จะมีทีมงานถ่ายหนังนำโดยผู้กำกับ แอน (โสรยา นาคะสุวรรณ) มาบวงสรวงที่ต้นไม้นั้น

ก่อนที่ภาพยนตร์จะตัดมาอีกซีนโดยบอกเล่าเรื่องราวของ แอน (วิศรา วิจิตรวาทการ) ผู้กำกับที่นัดนักเขียนรุ่นใหญ่ แต้ว (รัศมี เผ่าเรืองรอง) ผู้เคยเป็นหัวหน้านักศึกษามาสัมภาษณ์ที่บ้านพักต่างอากาศจังหวัดน่านเพื่อหวังทำหนังจากชีวประวัติของเธอ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลานั้น แต่ระหว่างเช้าวันหนึ่ง ผู้กำกับถูกขัดคอเล็กน้อยจากพนักงานสาวในร้านอาหารระหว่างที่คุยกันว่า ทำไมคุณไม่ให้นักเขียน เขียนเรื่องราวของตัวเอง

การขัดคอเล็กน้อยในซีนนี้ กลับเป็นการตั้งคำถามอันน่าชวนขบคิดว่า “เออ จริงๆ ทำไมไม่ให้เขาเขียนเรื่องราวของตัวเองเลยล่ะ ในเมื่อจะทำเรื่องราวของเขาอยู่แล้ว ซึ่งทำให้หนังเป็นเหมือนเป็นการวิพากษ์ตัวเองเข้าไปอีกที”

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ถึงแม้ว่าหนังจะเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย บอกให้เห็นถึงกระบวนการเริ่มต้นการทำหนังของแอนที่สัมภาษณ์แต้วเพื่อใช้เป็นข้อมูลการทำหนัง แต่เมื่อเธอยิ่งรู้ข้อมูลมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะในค่ำคืนที่ไฟดับและเธอได้ชวนแต้วคุยถึงแรงบันดาลใจต่อเรื่องราวของเธอที่เหมือนกับเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต เป็นชีวิตที่มีความหมาย แต่เมื่อได้รับคำตอบจากปากของแต้ว แท้จริงแล้วแอนเข้าใจผิด เพราะเธอเป็นผู้รอดชีวิตไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตแต่อย่างใด นี่ยังไม่นับความคิดเห็นของแต้วที่มีต่อการต่อสู้ของคนสมัยนี้ที่มีเงินมาเกี่ยวข้องไม่ใช่อุดมการณ์จริง ก็ยิ่งทำให้แอนเหมือนจะพบกับอุปสรรคทางความคิดบางอย่าง จากสีหน้าแววตาของเธอ

หนังใช้วิธีตัดสลับกับซีนเรื่องราวของหญิงสาวดาวโรงเรียน(แต้วตอนสาวซึ่งอาจจะเป็นหนังของแอนที่เสร็จแล้ว)ซึ่งเป็นผู้นำนักศึกษาในการขับไล่เผด็จการในยุคนั้น และเรื่องราวความรักที่ไม่ถูกขยายต่อ เป็นเพียงการเดินใกล้ชิดกับเพื่อนผู้ชายที่เธออาจจะชอบ หนังใช้มุมมองภาพด้านหลังขณะทั้งคู่กำลังเดินข้างกายกัน ไม่ได้จูงมือ แต่หลังมือทั้งคู่เกือบชิด หรือสัมผัสเฉียวๆกันบางครั้ง ชวนสร้างอารมณ์เหงาโรแมนติกเบาๆ 

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ฉากการประท้วงของนักศึกษาทำให้ปะติดปะต่อกับเรื่องไม่ยากว่านี่คงเป็นหนัง 6 ตุลา ที่ผู้กำกับแอนในเรื่องได้ถ่ายทำเสร็จแล้ว รวมไปกับฉากแสดงหนังหรือละครในช่วงต้นของหนัง ซึ่งยั่วล้อการเข้าไปกำราบนักศึกษาของตำรวจ และยังมีฉากล้อเลียนตำรวจนายหนึ่งที่ปากคาบบุหรี่ทำหน้าเบี้ยว อีกมืออยู่ที่ไกปืนพร้อมยิงนอกกรอบภาาพ ซึ่งเป็นภาพอันโด่งดังภาพหนึ่งของเหตุการณ์ 6 ตุลาเลยทีเดียว

สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ดาวคะนอง กำลังทำให้เห็นกระบวนการของผู้กำกับหญิงคนหนึ่งที่กำลังทำหนัง 6 ตุลา (กระบวนการ Pre-production) และฉาก 6 ตุลา (Production) รวมถึงฉากนักศึกษาประท้วง ซึ่งเหมือนเป็นเรื่องราวที่ออกมาจากปากแต้ว ที่ถูกกลายเป็นภาพในกาลต่อมา (กระบวนการฉายหนัง) และกระบวนการแก้ไขสีภาพ (กระบวนการ Post-Production)  แต่หนังเรื่องนี้ได้ทำให้กระบวนการเหล่านี้ตัดสลับ เป็นเหมือนความทรงจำหนึ่งในการทำหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมาของผู้กำกับใหม่ อโนชา  ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและสถานที่ แต่เป็นในรูปลักษณ์ของความทรงจำต่อการทำหนังที่ต้องการสร้างหนังจาก 6 ตุลา อีกทอดหนึ่ง

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

อย่างที่กล่าวไป เมื่อแอนเริ่มเจอทางตันบางอย่าง คาดเดาได้จากการที่หนังมีซีนประหลาด เช่น ฉากที่แอน พบเด็กหญิงคนหนึ่งในป่า ตัวเธอวิ่งไล่อย่างสุดความสามารถ หนังใช้วิธีตัดสลับระหว่างระยะภาพเต็มตัวที่แอนกำลังวิ่งไล่ กับมุมมองแทนสายตาของสิ่งที่แอนมองอยู่ ก่อนที่จะตัดสลับเร็วขึ้น จนกลายเป็น ตัดสลับจากมุมมอง 2 แบบ จนเหมือนแอนกำลังวิ่งไล่ตัวเองอยู่ เหมือนกำลังหาตัวเอง ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับฉากก่อนหน้านั้นที่แอนบอกว่า ตัวเธอไม่น่าสนใจ ไม่รู้จะเอาอะไรมาเล่าเป็นหนัง เธอจึงต้องทำหนังจากชีวิตคนอื่น แต่ชีวิตคนอื่นก็มีท่าทีว่าก็ไม่ได้มีคุณค่าอย่างที่เธอเชื่อ ฉากนี้จึงกลายเป็นฉากที่ตัวแอนเหมือนกำลังค้นหาตัวตนของตนเองอยู่ ก่อนที่จะพบเห็ดสีฟ้าอัศจรรย์ เห็ดเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงสิ่งที่เกิดมาจากเชื้อรา แต่กลับเติบโต และคนยังสามารถกินได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา เพราะ 6 ตุลา คือเหตุการณ์ดำมืด เป็นสิ่งที่เป็นเชื้อราต่อความทรงจำของคนรุ่นใหม่ เป็นเชื้อราของประวัติศาสตร์  แต่เราก็เติบโตมขึ้นมาได้จากเชื้อราแบบนั้น  หรืออาจกล่าวได้ว่าการที่หนังทำให้เห็นกระบวนการทำหนังที่ต้องการใช้แรงบันดาลใจของ 6 ตุลา ซึ่งเป็นเรื่องจริงนอกตัวภาพยนตร์ออกมาอีกที เหมือนสร้างชั้นเชิงในการนำเสนอเรื่องจริงผ่านการทำให้ตัวหนังเองเป็นหนังซ้อนหนัง

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

แต่ก่อนเราจะไปเขียนเรื่อง “ความจริง” ในภาพยนตร์ ผมขอพาไปสำรวจ “ยาสูบ” ซึ่งเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ที่เห็นกระบวนการทำไร่ยาสูบ ตั้งแต่เก็บ เอาเข้าเตา เพื่ออบมันให้แห้ง หลังจากมันแห้งแล้วก็ยังมีกระบวนการหลังจากนั้นตามมา ก่อนที่จะกลายเป็นยาสูบ แม้หนังจะไม่ได้ให้เห็นกระบวนทำยาสูบอย่างสมบูรณ์ แต่หนังก็รวบย่ออย่างมีชั้นเชิงเมื่อทำให้เห็น ปีเตอร์(เป้ อารักษ์)  ซึ่งอาจกำลังเล่นเป็นคนทำยาสูบในหนังอีกทอดหนึ่งที่กำลังสูบบุหรี่ อย่างเรียบนิ่ง รวมกับซีนช็อตต่อมาที่เขาขับรถสูบยา กล้องจับโคลสอัพที่บุหรี่ แถมยังสโลว์โมชั่นอย่างมีนัยยะ ไม่ว่าแท้จริงๆ ในซีนนี้จะหมายถึงถึงอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่ผมรู้สึกสนใจและนำมาเทียบเคียงกับเห็ดที่เติบโตมาจากเชื้อรา นั่นคือ กระบวนการเป็นบุหรี่ นั้นมันคือกระบวนสันดาปตัวเองจากพืชโดยใช้ความร้อนให้เปลี่ยนกลายเป็นส่วนหนึ่งในบุหรี่  และถูกคนนำมาใช้ประโยชน์ ยาสูบเป็นสิ่งที่เกิดมาจากการทำให้มันร้อน เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่าง บุหรี่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใบยาสูบถูกเผาด้วยความร้อนระดับหนึ่งก่อนจนมันเป็นเหมือนสิ่งผุสลาย ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ไม่ต่างจากเห็ด

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ยังไม่จบเพียงแค่นั้น ถ้าเราลองเทียบเคียงในความหมายไม่ต่างกัน แต่เปลี่ยนมาสำรวจเนื้อเพลง By The Time It Gets Dark ซึ่งเป็นเพลงที่มีอยู่จริง ร้องโดย แซนดี้ เดนนี่ ซึ่งหนังหยิบนำมาใช้เป็นชื่อเรื่องภาษาอังกฤษของดาวคะนองจากปากคำของผู้กำกับเอง ก็จะพบเห็นว่า เนื้อหาของมันก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลง “เมื่อวานผ่านไปแล้ว จะถูกลืมเลือนไป และวันนี้จะเป็นวันที่ทุกวันเริ่มต้นใหม่…คุณอาจจะเศร้าแต่จะไม่เป็นแบบนั้นตลอดไป”  ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างสื่อความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระหว่างรอยต่ออดีตที่เศร้าและปัจจุบันที่ต้องเดินหน้าต่อไป การที่เราต้องยอมรับและทำใจผ่านความเศร้าสร้อยของวันวานและเติบโตต่อไปในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับเห็ด (เชื้อราที่มันเติบโต) ยาสูบ (พืชที่ถูกเผาแต่กลายเป็นบุหรี่) และเพลง โดยเฉพาะเพลงยังนึกไปถึงยุคสมัย 6 ตุลา ซึ่งเป็นความเศร้าหมองดำมืดในประวัติศาสตร์ที่เราควรเรียนรู้และก้าวข้ามมันไปให้ได้ ซึ่งทำให้หนังจึงกลายเป็นการพูดถึงภาวะความทรงจำของคนยุคหลัง 6 ตุลา ที่ต้องเติบโตต่อไป(ให้จงได้)

ดาวคะนองจึงไม่ใช่หนังที่กลับไปพูดถึง 6 ตุลา อย่างตรงไปตรงมา แต่มันคือภาวะร่วมสมัยของความทรงจำคนยุคหลัง 6 ตุุลา ซึ่งผมเป็นหนึ่งคนในนั้นเช่นกัน เราเกิดไม่ทันเหตุการณ์ ไม่มีส่วนรับรู้ในเหตุการณ์นั้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อเติบโตศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองเรากลับตกใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แถมที่น่าเศร้าก็คือมันยังเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถจับคนอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งถ้าลองศึกษาเข้าไปอีกว่า คนที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมนั้นก็ยังก็ได้ดิบได้ดี นั่นเป็นภาวะเศร้าสร้อยของประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังได้รับรู้ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นมาแล้ว

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

วนกลับมากระบวนการสร้างหนังในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกที นอกจาก “ดาวคะนอง” จะเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่อง 6 ตุลา ผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ทับถมเป็นสำเนาเลเยอร์ของบรรดาชั้นเส้นเรื่อง โดยเลเยอร์ชั้นที่ 1 คือ ‘ผู้กำกับแอน (โสรยา)’ สร้างหนังที่มี ‘ผู้กำกับแอน (วิศรา)’ ที่สร้างหนังที่มี ‘ผู้กำกับแอน (ทราย เจริญปุระ)’ ซึ่งยังสามารถสร้างเป็นสำเนาไม่สิ้นสุดได้เรื่อยๆ  เพราะด้วยตัวโครงสร้างของตัวหนังเอง คล้ายการทำสำเนาเลเยอร์ แบบ Synecdoche, New York (2008) หมายถึงว่า ผู้กำกับ แอน (ทราย เจริญปุระ) ก็อาจยังมีโอกาสสร้างหนังที่ให้ผู้กำกับแอนมาเล่นเป็นตัวเองอีกทอดหนึ่งซ้ำๆ ซึ่งวิธีการแบบนี้ มันจึงตั้งคำถามต่อความเป็นจริงของตัวเรื่องที่คนกำลังดูอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเรากำลังแค่ดูหนังของหนังอีกทีในภาพยนตร์

หลายคนอาจสับสนอ้าวแล้วมันจะแตกต่างอะไรกับหนังปกติ เพราะทุกเรื่องคนดูก็รู้ว่าเป็นหนังอยู่แล้ว ความแตกต่างคือหนังปกตินั้นมันคือการชักจูงผู้ชมเสมือนว่าเรากำลังดูความจริงในจินตนาการอยู่ เราจึง ไม่ตระหนักว่านั่นคือหนัง แต่สำหรับหนังที่เป็น Metacinema เราจะถูกถีบออกมาจากการถูกชักจูงระหว่างดูทันที เพราะเราเห็นโครงสร้างของมันแล้วว่านั่นแค่หนัง แล้วยิ่งถ้ามันซ้อนหนังซ้ำๆ เราจะมีภูมิต้านทานบางอย่างที่ต่อต้าน ”ความจริง” ในหนัง เพราะเราจะเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย หนังซ้อนหนังจึงเป็นเครื่องมือฝึกความต้านทานความจริงในหนัง ดังนั้นถ้าเราลองเปลี่ยนจากหนัง เป็นประวัติศาสตร์ล่ะ ถ้าเรามองเห็นโครงสร้างของประวัติศาสตร์ เราจะถูกถีบออกมาจากประวัติศาสตร์ได้ไหม หรือประวัติศาสตร์มีความจริงมากน้อยเพียงใด ?

นอกจากนี้โครงสร้างแบบนี้ยังทำให้เห็นการวนลูปซ้ำๆ อย่างไม่มีทางออก แน่นอนว่า เมื่อมันพูดถึงประวัติศาสตร์ และตัวหนังเองพยายามจะเขียนโครงสร้างสลับซับซ้อน ตัวหนังเองก็กลายร่างเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างประวัติศาสตร์ไปในตัว โครงสร้างในมิตินี้หมายถึงว่า การวนลูปซ้ำของตัวเรื่อง เป็นตัวสะท้อนลูปซ้ำของประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามุมมองของคนที่ต่อต้านรัฐประหาร การที่อยู่ในยุคสมัยของการรัฐประหารบ่อยครั้ง และถ้ากลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การรัฐประหาร ก็จะพบว่า สิ่งเหล่านี้คือภาพวนลูปซ้ำซากของประวัติศาสตร์ที่ไม่เดินหน้าไม่ไหน ภาพแผ่นป้ายในหนังที่นักศึกษาในยุค 6 ตุลา เราไม่เอาเผด็จการ ทรราชออกไป” ภาพการวนลูปซ้ำของโครงสร้างของตัวเรื่องมันจึงเหมือนเป็นการยั่วล้อประวัติศาสตร์ไปในทันที เพราะปัจจุบันการประท้วงเชิงนี้ก็ยังมีพบเห็นอยู่ได้ในปัจจุบัน  

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

นอกจากนี้การที่หนังครึ่งเรื่องแรก เน้นการพูดถึงกระบวนการสร้างหนัง 6 ตุลา แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง (ตั้งแต่เป้ อารักษ์ ปรากฎตัว) หนังก็เหมือนจะหลุด หลงทาง เถลไถล ไปทันที อธิบายเพิ่มเติมคือ ถ้าเราใช้ขนบการดูหนังปกติของเราคือ เมื่อหนังเปิดเรื่อง มีเส้นเรื่องขึ้นมาให้คนดูติดตาม หนังก็จะดำเนินไปในเส้นเรื่องนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ แต่สำหรับดาวคะนอง เมื่อเปิดเรื่องการสร้างหนัง 6 ตุลา ขึ้นมา แต่เมื่อจุดหนึ่ง ตัวโครงสร้างของหนังกลับเปลี่ยนไปเล่าเรื่องของ ปีเตอร์ และ สาวมากอาชีพแทน เช่นเดียวกับผู้กำกับแอนก็ยังกลับไปเล่าเรื่องส่วนตัวของชีวิตตัวเองแทนเรื่องของพลังจิตเรื่องของพลังจิตแสดงให้เห็นการเป็นคนแปลกแยกของสังคม คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหมือนเรื่องราวลูกนอกคอกของประวัติศาสตร์ไทยที่มักจะเล่าเรื่องของชาตินิยม การรวมชาติ มากกว่า

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้คนดูผลักตัวเรื่องที่เปิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ฉะนั้นเมื่อหนังพาตัวเองเข้าสู่พาร์ทสองแล้ว ประเด็น 6 ตุลา ที่มันยังไม่ได้คืบหน้า-คลี่คลายไปไหน จึงยังติดอยู่ในหัวของคนดูต่อไป (เปรียบคล้ายกับภาวะความทรงจำ) เรื่องราว 6 ตุลา ยังคงวนเวียนล้อมรอบ ตัวละครเป้ และสายป่าน หรือแม้กระทั่งสวนสาธารณะร้างไร้ผู้คน เชื่อว่าคนดูยังรู้สึกว่าประเด็น 6 ตุลา ในพาร์ทแรกที่ถูกเปิดฉากมากนั้นยังไม่จบสิ้นดี และยังเชื่อว่า มันจะมีต่อไป บางคนอาจพยายามมองหาความหมายของความเป็น 6 ตุลา แม้แต่ฉากที่ปีเตอร์กินปูก็ตาม ซึ่งในความจริงแล้ว พาร์ทสอง อาจไม่มีควาหมายเกี่ยวข้องใดๆ เลย กับพาร์ทแรกที่เป็น 6 ตุลา ตัวละครปีเตอร์ หรือเป้ อารักษ์ ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังขัดขวางคนดู จากการปะติดปะต่อเรื่องจากพาร์ทแรก บางคนไม่สามารถลืมเรื่องพาร์ทแรกทิ้งไปได้เลย พอนั่งคิดแล้วก็คงเหมือนกับที่คนรุ่นหลัง 6 ตุลา ก็ไม่อาจลืมเหตุการณ์ออกไปได้จากประวัติศาสตร์  ดังนั้นเรื่องราวจากพาร์ทแรกจึงยังค้างคา หลอกหลอนไปตลอดอยู่ดี

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

อย่างไรก็ตามถึงแม้ตัวละครในพาร์ทสองไม่รู้ ไม่มีสำนึกทางเส้นเรื่องแรก ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับอโนชาเองที่ต้องการ ให้สองพาร์ทแยกขาดกัน  แต่เมื่อหนังมันมาอยู่ในเรื่องเดียว ทำให้พาร์ทแรกกับพาร์ทสองต่อกัน เรื่องราวจากพาร์ทแรกจึงเคลือบคลุมพาร์ทสอง คล้ายหมอกจางๆ อากาศ ที่ปกคลุม โดยเราไม่ทันสังเกตเห็น เป็นผลให้ความรู้สึกของพาร์ทแรกยังล่องลอย คลุคลุ้ง ฟุ้งฝัน อยู่ในพาร์ทสองอย่างช่วยไม่ได้ หรือพูดอีกแบบหนึ่ง เส้นเรื่องพาร์ทสองได้แบกเส้นเรื่องพาร์ทแรกไว้อย่างไม่รู้ตัว ตัวละครทุกตัวยังปนจางความหมายของพาร์ทแรกไว้ ดั่งความทรงจำที่คั่งค้างไม่หายไปไหน

ดาวคะนองจึงเป็นการสร้างโครงสร้างเรื่องเล่าที่พยายามสะท้อนเลียนแบบโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ ต่อให้ปัจจุบันเรื่องราวของอดีต จะหมดอายุขัยของมันจนหมดสิ้นแล้ว แต่ภาวะความทรงจำของเรายังคงจดจำ สำนึกได้ เหนือกาลเวลา เหนือพื้นที่ มันปกคลุม ล้อมรอบ บรรยากาศ มีวิญญาณของยุคสมัยปกคลุม เลื่อนลอยอยู่ 

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

การที่พาร์ทสองเฉไฉออกจากเรื่องราวมากเท่าไหร่ ตัวมันเองกลับกลายเป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์มากเท่านั้น นอกจากนี้ มันยังมีเรื่องรายละเอียดต่างๆ ที่ลืมพาร์ทแรกไม่ลง ไม่ว่าจะเป็นตัวละครสาวเปลี่ยนอาชีพ ที่ยังเป็นเหมือนรอยต่อ ที่ทำให้พาร์ทแรกมีอยู่จริง ฉากการควงแขนระหว่างปีเตอร์กับแฟนสาว ซึ่งมันใช้มุมภาพ และระยะภาพ ที่อ้างอิงไปถึงฉากการไม่ควงแขนได้แค่แตะๆ กัน จากเรื่องเล่าจากความทรงจำของแต้วสมัยมหาลัยกับเพื่อนหนุ่ม รวมไปถึงขณะที่พาร์ทสองมันกำลังสร้างเรื่องเล่าของตัวเองจนแทบไม่สนใจพาร์ทแรกแล้ว ตัวหนังในพาร์ทสองยังมีชั้นเชิงในซีนล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาและไปพบกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ทำให้ความทรงจำลอยคว้างเล่นกับเราให้กับไปพบกับเรื่องในพาร์ทแรก หรือถ้าพูดในเชิงประวัติศาสตร์สัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้เรานึกถึกเหตุการณ์ 6 ตุลาขึ้นมา 

ดังนั้น พาร์ทสอง(ปัจจุบัน) จึงเป็นผลมาจากพาร์ทแรก (อดีต 6 ตุลา, ประวัติศาสตร์) โดยผ่านเรื่องราวของ ตัวละคร ที่แตกต่างทางชนชั้น ปีเตอร์ และ สาว ผู้เปลี่ยนอาชีพบ่อยๆ 

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

นอกจากนี้ดาวคะนอง หากจะมองมันเป็นเลียนแบบของประวัติศาสตร์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง นั่นคือเรื่องของการประกอบสร้างความไม่จริง ให้ดูจริง การที่หนังเล่นล้อโดยใช้ Metacinema เข้ามาช่วย และการสร้างเลเยอร์หลายชั้น ซึ่งทำให้ภาพยนตร์กลายเป็นโลกของตัวมันเอง แต่ที่เหนือชั้นกว่านั้น ผู้กำกับใหม่ อโนชา (ผู้กำกับตัวจริงของดาวคะนอง) พยายามจะสร้างตัวละคร ให้มาจากความจริงของนักแสดง เช่น ฉากที่ปีเตอร์ พูดถึงการรับแสดงหนังอินดี้ ทำให้คนดูหลงลืมไปชั่วขณะว่าบนจอนั้นคือปีเตอร์ ไม่ใช่ เป้ อารักษ์ แต่การสร้างไดอะล็อกให้พูดถึงวงการหนังอินดี้ จนเหมือนกับว่า เป้ กำลังวิพากษ์วิจารณ์วงการหนังอินดี้จริงๆ หรือสายป่าน ที่รับบทตั๊ก ตัวเธอก็พูดว่าตอนนี้กำลังผันตัวเองมาทำงานกำกับบ้าง ซึ่งตรงกับความเป็นจริงสายป่าน ทำให้เห็นความล้อเล่นของผู้กำกับใหม่ อโนชา ที่พยายามหยอกเย้าคนดูไประหว่าง การสร้างหนังที่เป็น Metacinema ที่ใช้เรื่องราวจริงของนักแสดงใส่เข้ามา เพื่อดึงคนดูให้รู้สึกว่า หนังที่เป็น Metacinema นั้นมีความจริงอยู่ จนหลายครั้งคนดูสับสนว่าสิ่งที่นักแสดงพูดนั้นพูดเองหรือเขียนบท อย่างเช่น นักแสดงรุ่นใหญ่ รัศมี เผ่าเหลืองทอง ที่ตัวจริงเคยเป็นผู้นำนักศึกษาสมัย 6 ตุลาจริง ความพร่าเลือนระหว่างกระบวนการสร้างหนังและความจริงนั้น ดาวคะนองทำการยั่วล้อ ล้อเล่น จนเรียกว่าสนุกมือเลยก็ว่าได้ และยังเล่นไปสุดทาง ขนาดที่ว่า มีฉากแล็ปแก้สี มีฉากตัวละครตาย และยังให้การทำงานดำเนินต่อไป และยังโชว์สีที่ถูกแก้จนตัวหนัง เส้นเรื่อง หรือคนดู ก็ตามไม่รู้ว่า จะต้องติดตาม ยึดโยง กับเส้นเรื่องไหน เพราะมันมากมายเหลือเกิน ซึ่งอย่างที่บอกไป สิ่งเหล่านี้ตัวโครงสร้างของหนังเองกำลังสะท้อนภาพของการเลียนแบบประวัติศาสตร์ในเชิงโครงสร้าง ขึ้นมาให้ดูอย่างแยบยล 

หรืออันที่จริงการสร้างประวัติศาสตร์เรื่องเล่าในภาพยนตร์ ก็อาจไม่ต่างกันกับการสร้างประวัติศาสตร์จริงๆขึ้นมา เพียงแต่ว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะ ผู้กำกับคือคนมีอำนาจสูงสุด และจัดสรรเรื่องเล่าในแบบที่เขาพอใจได้ภายในภาพยนตร์ของเธอเอง แต่ประวัติศาสตร์นั้นมันคือการจัดสรรตกแต่ง ประดิษฐ์สร้างลดทอนเรื่องจริงขึ้นมาอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ และคนที่ทำหน้าที่เหล่านั้นก็มักจะเป็นคนมีอำนาจ ที่พยายามผลิตซ้ำ สร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมา เพียงแต่ว่าภาพยนตร์ของผู้มีอำนาจจะมีอิทธิพลต่อคนทั้งประเทศ ทั้งในแง่ของความคิด ทัศนคติ และความทรงจำ ต่อให้เราไม่ได้อยู่ร่วมกับเหตุการณ์ครั้งไหนในประวัติศาสตร์เลยก็ตาม

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ภาพยนตร์ดาวคะนองจึงกลายเป็นภาวะความทรงจำ แตกระแหง เศษเสี้ยว เป็นท่อนห้วง ต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่อง ไม่สมบูรณ์ แสดงให้เห็นการประกอบ/ประดิษฐ์สร้างความเป็นจริงทางภาพยนตร์ การได้รับแรงบันดาลใจ และการวนลูปทางโครงสร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ลืมไม่ได้ ลืมไม่ลง การอึดอัดอธิบายไม่ได้ การเดจาวู การซ้ำ ผุสลาย เกิดใหม่ เป็นวัฎจักรชีวิต ซึ่งเป็นจำลองประวัติศาสตร์ผ่านเส้นเรื่อง และเครื่องมือทางภาพยนตร์ที่ตัวเองมี เพื่อทำให้เห็นว่า

ภาพยนตร์ก็มีรูปแบบคล้ายประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า ประวัติศาสตร์ก็อาจถูกลดทอนว่าเป็นแค่ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องได้เหมือนกัน หมายถึงว่า ความจริงทางประวัติศาสตร์ อาจมีค่าประหนึ่งเรื่องเล่าทางภาพยนตร์ จะอย่างไรก็ตาม ความจริงอาจตายแล้ว และเราก็ดำเนินอยู่บนโลกแห่งการผลิตซ้ำ เป็นสำเนาของอะไรสักอย่าง ความจริงมันอยู่ที่ใด อาจไกล…ไกลเกินกว่าเราจะถกเถียงกันได้ เราไม่รู้ เราแค่ใช้ชีวิตต่อไปในโครงสร้างเรื่องเล่าของใครสักคน ที่อาจกำลังกำกับเราอยู่ เหมือนตัวแสดงในภาพยนตร์

“การดูหนัง Metacinema เรายังรู้ว่านี่คือหนัง เพราะมันกำลังสะท้อนการเป็นหนังอยู่ แต่การใช้ชีวิตของเรา เราไม่มีทางรู้ตัวว่าเลยว่าเรากำลังเป็นตัวแสดงบทบาทของใครกัน เหมือนหญิงสาวผู้เปลี่ยนอาชีพบ่อย สุดท้ายเธอก็อยู่ในโครงสร้างอาชีพเดิม ไม่ได้คืบหน้าใดๆ เราอาจกำลังถูกแก้สีให้ตรงกับสิ่งที่ผู้กำกับต้องการโดยที่เราไม่รู้ตัว เรามีชีวิตจริงๆ หรือเป็นแค่ตัวแสดงในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า ‘ประวัติศาสตร์’ เท่านั้น”

ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ