พี่ชาย My Hero

 

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ ถูกนำเสนอผ่านกรอบสายตาของผู้กำกับชาวเกาหลีใต้นาม จอช คิม ถ่ายทอดเรื่องราวเช้าวันหนึ่งของโอ๊ต (โทนี่ รากแก่น) วัย 21 ปี ซึ่งถึงวันครบกำหนดตรวจเลือกเกณฑ์ทหาร โดยเขาได้ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาวัยเด็กของเขา (นำแสดงโดย อิงครัต ดำรงศักดิ์กุล) ผ่านการเรียนรู้ชีวิตและการเติบโตของพี่ชาย เอก (ถิร ชุติกุล) ที่พี่น้องทั้งสองอาศัยอยู่กับป้าหลังจากสูญเสียพ่อแม่ไป เอกจึงไม่ต่างจากหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องเลี้ยงดูน้องชายของเขา และหวังว่าน้องของเขาจะเป็นคนดีของสังคมเมื่อเติบใหญ่ต่อไป

หากดูอย่างผิวเผินภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้วิธีการนำเสนอและพัฒนาตัวละครในแบบภาพยนตร์ Coming of Age หรือภาพยนตร์ที่ใช้ตัวละครเป็นเด็กโดยส่วนมาก-ให้ได้เรียนรู้ชีวิตผ่านสถานการณ์ที่หนังสร้างขึ้นมาเพื่อให้ได้เผชิญอุปสรรคก่อนจะเรียนรู้และได้เข้าใจเมื่อภาพยนตร์จบลง

ภาพยนตร์เริ่มต้นด้วยภาพของ โอ๊ต ที่เป็นเด็กสดใสไร้เดียงสา ช่างคิด ช่างสงสัย ในทุกเรื่องรอบตัวไม่ต่างจากเด็กทั่วไปในสังคม ก่อนที่โอ๊ตจะค่อยๆ ได้พบเห็นสังคมรอบกายเขาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ความรักเพศเดียวกันของพี่ชาย คือเอกและไจ๋ (อาเธอร์ นวรัตน์)  ทั้งคู่ต่างมีสถานะชนชั้นทางสังคมที่ต่างกัน สรุปอย่างง่ายคือ เอก จน และ ไจ๋ รวย ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่โอ๊ตได้เรียนรู้ผ่านกรอบชนชั้น นอกจากนั้นโอ๊ตก็ยังได้เรียนรู้เรื่องผู้มีอิทธิพลของสังคม ,ยาเสพติด  และอื่นๆที่ไม่ขอกล่าวเพื่อไม่ให้เปิดเผยเนื้อเรื่องมากไป แต่ที่สำคัญภาพยนตร์พยายามทำให้เรื่องทั้งมวลเริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยการคัดเลือกเกณฑ์ทหารของชายไทย

อย่างไรก็ตามด้วยการที่หนังใช้ภาพความทรงจำของตัวละครโอ๊ต ตอนโตเป็นหลัก ทำให้การถ่ายทอดด้วยภาพและเสียงบรรยายถูกเล่าอย่างสวยงาม อบอุ่น หรือมันเป็นภาพในความทรงจำของโอ๊ตอีกที ผู้ชมจะเห็นได้ว่าภาพทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำเสนออย่างฟุ้งฝัน หลุดลอย เหมือนภาวะความทรงจำในชั่วเวลาหนึ่ง ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเลวร้ายหรือสวยงามก็ตาม แสงสีที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอได้อย่างแปลกตา ซึ่งการผสมผสานระหว่างประเด็นความจริงในสังคมกับการถ่ายทอดด้วยภาพที่มีการประณีตล้นเกิน หรือเล่นกับแสงเงาอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดภาวะเลือนระหว่างความเหมือนจริงกับความเหนือจริง ซึ่งสอดคล้องกับการถูกนำเสนอด้วยการที่มันถูกทำให้เป็นความทรงจำของโอ๊ตตอนโตได้ดี

สิ่งหนึ่งไม่อาจละเลยหรือแสร้งไม่กล่าวถึงได้เลยก็คือ การที่ภาพยนตร์กำลังนำเสนอให้เห็นความคิดของโอ๊ตกับเรื่องราวการเดินทางในชีวิตที่ทำให้เขาได้เติบโต ผ่านเรื่องราวในอดีต ผ่านเรื่องรางชีวิตของพี่ชาย ผ่านมุมมืดในสังคม ซึ่งทำให้ตัวเขาเองเปลี่ยนจากเด็กตาใสซื่อบริสุทธิ์ ค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สามารถเอาตัวรอดในสังคมไทยได้ ซึ่งภาพยนตร์ก็พยายามหยิบจุดนี้มาเล่น ผ่านการใช้การแข่งขันหมากฮอส กับกฎ 4 วิธีเพิ่มเข้ามา

หมากฮอสกับวิธีเอาชนะจึงสำคัญมากสำหรับผู้เขียนในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนี่ไม่เพียงเป็นแค่การเรียนรู้ของโอ๊ตในภาพยนตร์ที่ตัวเขาเองต้องหาวิธีชนะหมากฮอสพี่ชายเพื่อให้ได้ไปพบเจอกับเรื่องราวบางสิ่ง ที่เป็นจุดซ่อนเร้นบางอย่างที่พี่ชายปกปิดไว้เท่านั้น มันยังกลับมาตั้งคำถามต่อผู้ชมเองด้วยว่า การเรียนรู้ของโอ๊ตจากวัยเด็กจนถึงปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สมควร มีเหตุผล หรือควรจะต้องถูกวิพากษ์ แต่การเรียนรู้หรือพัฒนาการของโอ๊ตจากวัยเด็กที่อยู่ในขนบของหนัง Coming of Age นั้น มันได้เข้าไปทะลุทะลวง แทรกซึม หรือลอดผ่าน วิธีคิดของสังคมในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเป็นภาพแยกขาดระหว่างอุดมการณ์ของรัฐส่วนกลางที่พยายามปลูกฝังให้ทุกคนต้องเป็นคนดี กลับภาวะที่มันเกิดขึ้นในสังคมจริง ที่ถูกปกปิดเอาไว้ หรือถูกทำเสมือนว่ามันไม่เคยอยู่ในการรับรู้ของรัฐ องค์กร หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย

ดังนั้นการเรียนรู้ของโอ๊ตในภาพยนตร์นอกจากก้าวข้ามการเรียนรู้ในสังคม จนเหมือนจะเป็นเซียนทางปัญญาที่สามารถรู้ลึกตื้นหนาบางของสังคมได้อย่างดีแล้ว เขายังสามารถใช้ประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่จากการเรียนรู้มาจากพี่ชายของเขาเอง ซึ่งทำให้การตัดสินใจของเขาในตอนจบของภาพยนตร์ แม้มันจะท้าทายอำนาจหรืออแสดงภาพไม่ยี่หระอันใดอีกต่อสังคมต่อไป จนเหมือนกับว่าเขาตอกหน้าสังคมที่อยู่อาศัยของเขาเข้าอย่างจังเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ