ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ

ความสุขคืออะไรวะ ?

1. หนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงหนังแบบ “นีโอนัวร์” ซึ่งนีโอนัวร์มักจะนำเสนอตัวละครในด้านดาร์คไซด์ของสังคมที่ตัวละครอาศัยอยู่ และสะท้อนภาพภายในจิตใจของเขาออกมา โดยตัดผ่านจริยธรรม หรือกระทั่งศีลธรรมปกติที่มีอยู่ในสังคมนั้นๆ หรือกล่าวได้ว่าตัวละครแบบนีโอนัวร์ มักสะท้อนให้เห็นในมุมมืดภายในจิตใจของคนเพื่อสะท้อนให้สังคมร่วมสมัย เพื่อหวังทำการวิพากษ์หรือกล่าวถึงทำให้คนดูได้ตระหนักถึงสังคมแบบนี้ได้ ถ้าจะยกตัวอย่างแบบทันด่วนที่สุด ก็คือ Nightcrawler ที่ตัวละครเจคก็เป็นภาพแทนของระบบสังคมการทำงาน ที่เข้าใจระบบจนไปป่วนปั่นวัฒนธรรมการบริโภคข่าวสารของคนดูแล้วยืนอยู่บนเส้นด้ายทางศีลธรรมของสังคมแบบไม่ระอาใจใดๆ

2. ยุ่นก็เป็นแบบนั้น ยุ่นเป็นภาพสะท้อนของระบบของทุนนิยมแบบสุดขั้ว ที่ทำให้คนยึดติดกับงาน งานเป็นความสุขสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตสำหรับยุ่น การทะเยอทะยานหรือประสบความสำเร็จได้คือการทำงานให้ดี ถูกชื่นชม และเป็นที่หนึ่งให้ได้ เราอาจวัดค่าได้ว่าการที่ยุ่นออกมาเป็นฟรีแลนซ์นั้นเป็นอีกระดับขั้นของคนที่ทำงานดีมีผลงานจนมีชื่อเสียงในวงการระดับหนึ่ง จนใครๆ ก็อยากมอบหมายงานให้ทำโดยไม่ต้องยึดติดกับการเป็นพนักงานประจำ ยุ่นทำแต่งาน รับงานอย่างอิสระ เพื่อจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งของวงการกราฟิกดีไซน์ให้ได้ และนั่นคือความสุขที่สุดของยุ่น

3. การที่หนังนำเสนอภาพการทำงานของยุ่นแบบฮาร์ดคอร์ผ่านดนตรีประกอบที่ทำให้นึกถึง Whiplash = มือกลองที่ต้องการเอาชนะตัวเองและครูเพื่อเป็นที่ 1 ในยุทธภพ และ Birdman = คนที่อยากได้รับคำชื่นชมจากการเป็นนักแสดงละครเวทีในฐานะศิลปิน ยุ่นก็ต้องการได้รับความสำเร็จ เราไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความฝันสูงส่งของยุ่น แต่หนังก็ทำให้เห็นว่ายุ่นมองเอ้อระเหยตาลอยกับถ้วยรางวัลคานส์ไลอ้อนถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นรางวัลของที่สุดแล้วในวงการโฆษณาระดับโลก เราจึงเชื่อว่านี่อาจเป็นหนึ่งในความฝันในใจของยุ่นที่อยากจะไปถึงก็เป็นได้

4. การไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนของยุ่นเป็นภาพสะท้อนความแอ๊บเสริ์ดของยุ่นที่คนทั่วไปต่างต้องการใช้เวลาพักผ่อนเป็นจักรกลสำคัญ แต่ยุ่นบียอนด์เหนือสิ่งเหล่านี้ เพราะการอดหลบอดนอนทำงานสามารถเร่งผลิตผลงานได้มากกว่าที่คนทั่วไปทำได้ นั่นก็ทำกับว่ายุ่นมีวิชาพิเศษที่ทำให้ตัวเองเหนือกว่าคนอื่นได้ ซึ่งความคิดของยุ่นแบบนี้นี่เองที่สะท้อนให้เห็นว่าในโลกแห่งการมุ่งสู่ความสำเร็จนั้นมันยากลำบาก หนักหนา และอาจถึงขั้นถ่อยเถื่อนได้ แต่ก็เป็นเพราะเรายอมรับมันเอง ยุ่นรับใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นคติพจน์ในใจ เพื่อก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ และลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เสียเวลา “วันหยุด” “พักผ่อน” หรือกระทั่ง “เดินสยามเพื่อเดินสยามคืออะไรวะ” นี่คือหลักจริยธรรมของยุ่นที่สะท้อนให้เห็นสังคมที่ทุกคนต่างต้องการไขว่คว้าความสำเร็จ

ทุกคนต่างดิ้นรนเป็นหนึ่งในโลกของตัวเอง จนอาจถึงกระทั่งเสียจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ และนั่นทำให้ยุ่นเป็นดั่งเครื่องจักร เครื่องจักรผลิตงาน เครื่องจักรที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวที่เหมือนถูกตั้งค่าโปรแกรมเอาไว้ หรือถ้าจะพูดแบบหนังไซไฟ ก็บอกได้ว่า ในยุคอนาคตที่หุ่นยนต์เริ่มมีความใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นทุกที แต่มนุษย์เองก็กลับเริ่มเป็นเครื่องจักรแทนหุ่นยนต์เข้าทุกวัน นี่คือการไหลเวียนหมุนกลับของโลกทุนนิยมที่งานกลายมาเป็นเป้าหมายของชีวิตโดยที่เราไม่มีใครต้านทานมันได้ลง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

5. จริงๆ หนังมันสามารถเล่นประเด็น ว่ายุ่นพัฒนาตัวเองสู่การเป็นคนทำงานที่ประสบความสำเร็จแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณสุดโต่ง จนกลายเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ได้เลย หรือถ้าเอาแบบล้ำๆ การพัฒนาการของยุ่นมันคือการประชดประชนสังคมทุนนิยมจนตัวยุ่นกลายเป็นมนุษย์เปลี่ยนรูปตัวเองให้กลายเป็นเครื่องจักรแห่งโลกทุนนิยมหรือจะเป็น Post Human ชนิดใหม่ เหมือนหนังเดวิด โครเนินเบิร์กได้

6. แต่หนังมันไม่ได้ไปในทางนั้นแบบสุดทาง (จริงๆ ก็ถือว่ามาไกลแล้วล่ะ เมื่อแปะป้าย GTH ) แต่หนังเลือกที่จะให้ยุ่นเผชิญหน้ากับอาการป่วยจากการใช้ชีวิตของตัวเอง จนต้องมาพบการรักษาของหมอ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วการที่ยุ่นได้เข้ามาพบหมอมันกลายเป็นการปะทะกันของโลกคนละใบ ในขณะที่ยุ่นเป็นดั่งเครื่องจักรทำงานที่ไกลห่างจากความเป็นมนุษย์ไปทุกที หมออิมโดยภาระหน้าที่คือหมอ ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไป หมอถูกทรีตเหมือนเป็นเครื่องจักรวินิจฉัยโรค เป็นคนที่จะรักษาให้เราหาย ดังนั้นหน้าที่ของหมอกับคนป่วยจึงเป็นหน้าที่แบบหมอเป็นเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มาสแกนอาการป่วย สั่งยาให้ จบก็เท่านั้น

แต่ความสัมพันธ์ของหมออิมกับมีความเป็นมนุษย์ที่ต่างจากหมอทั่วไปที่เคยพบเจอ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยุ่นกับหมออิมเป็นอะไรที่กลับหัวคนละด้านกัน กล่าวคือ ขณะที่ยุ่นทำงานกราฟฟิกดีไซน์ที่เป็นงานที่ต้องใช้ความถนัดเฉพาะบุคคลในแบบศิลปินแต่ตัวยุ่นกลับทำงานในแบบเครื่องจักร ผิดกลับหมออิมที่ควรทำงานในแบบเครื่องจักรวินิจฉัยไปตามอาการที่พบเห็นด้วยสายตากลับใช้วิธีรักษาในแบบที่เข้าใจผู้ป่วยหรือมีความเป็นมนุษย์กันมากขึ้น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกเพราะต่างคนก็ต่างผลักหน้าที่ของตัวเองเพื่อเป็นอีกฝั่งหนึ่ง

การที่ยุ่นมารักษาจึงเหมือนต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ที่สุดแล้วความสุขคืออะไร การทำงานหนักเพื่อประสบความสำเร็จแต่สิ่งที่นำความสุขก็เป็นหนทาง “มุ่งสู่ความตาย” อย่างรวดเร็วของตัวเอง สิ่งนี่จะถูกเรียกว่าความสุขได้หรือไม่ โลกของยุ่นจึงถูกสั่นสะเทือนด้วยอาการป่วยและการพบเจอกับหมออิม จากมนุษย์คนหนึ่งกำลังเป็นภาพสะท้อนของคนทำงานหนักและประสบความสำเร็จจนเหมือนเครื่องจักร กลับต้องกลับมาใคร่ครวญว่าอะไรคือความสุขกันแน่วะ ซึ่งในที่สุดการที่ติดอยู่ร่องปล่องทางแห่งการตั้งคำถามก็นำไปสู่การเสียการเสียงาน และทำให้ตัวเองมีเวลาว่าง แต่การมีเวลาว่างก็เป็นจุดที่ทำให้เราเห็นอีกมิติของยุ่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานอีกแล้วนั่นคือปัญหา “ความสัมพันธ์”

7. จากตอนแรกที่เรามองเห็นว่ายุ่นพยายามทำงานเพื่อประสบความสำเร็จ โดยลดทอนชีวิตด้านอื่นให้มินิมอลที่สุดแล้วมุ่งสู่งานอย่างเต็มรูปแบบ แต่เมื่อยุ่นหยุดพักงาน เหมือนคำว่า “งาน” ที่เป็นเปลือกชีวิตของยุ่นถูกกะเทาะไหลออกหมด รวมถึงความเป็นเครื่องจักรของยุ่นได้หยุดทำงาน ทำให้เราเห็นความจริงแท้ของยุ่นว่าชีวิตของเขานั้นช่างเหงาและโดดเดี่ยวแค่ไหน

ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างยุ่นและเจ๋ ที่ต่างสานสัมพันธ์ไปด้วยการงาน แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่ทั้งสองหยุดพัก กลายเป็นความแปลกไปสำหรับยุ่นทันที สายที่เจ๋โทรเข้าเพื่อบรีฟงาน กลายเป็นคำพูดถามไถ่แบบทั่วไป “เอาอะไรมั้ยจะไปญี่ปุ่น” วันปีใหม่ที่คนทั่วโลกต่างนิยามว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุขทุกคนต่างกลับบ้านไปหาครอบครัว ไปเที่ยวกับแฟน แต่สำหรับยุ่นแล้วเมื่อไม่มีงานสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ที่หมออิมมีให้ด้วยมิตรไมตรีจนยุ่นเผลอไผลคิดไปมากกว่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ยุ่นมักไม่ค่อยได้รับเท่าไหร่ จนเมื่อถึงวันที่ตัวเองหายขาดจากอาการป่วย ซึ่งเป็นวันรักษาครั้งสุดท้าย หมายถึงว่าการพบเจอหมอเดือนละครั้งเป็นอันจบลง แน่นอนเป็นความเศร้าแบบช่วยไม่ได้ เป็นความเศร้าคล้ายอาการอกหัก แถมเจ๋เพื่อนหญิงที่สนิทคนเดียวของยุ่นก็ลาออกจากงานเพื่อไปแต่งงาน

นี่เป็นสิ่งตอกย้ำให้ถึงจิตใจด้านในของยุ่นที่เหงา โดดเดี่ยว เมื่อยุ่นไม่ได้ทำงาน เป็นอีกประเด็นที่ต่างจากในช่วงแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุ่นกับงานมันปกปิดคลุมยุ่นเอาไว้อยู่ ในแง่หนึ่งงานที่เราต่างบอกขยันทำเพื่อความประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งเป็นความสุข แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้เห็นว่าการทำงานอย่างมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จนั้นยังผลให้ความสัมพันธ์ของยุ่นมีปัญหา หรือไม่นั้นงานก็เป็นเกราะกำบังให้ยุ่นหลบซ่อนความเหงาของตัวเองออกจากโลกในสังคมสมัยใหม่ที่ตัวเองอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นสะท้อนสังคมร่วมสมัยในอีกมิติหนึ่งนอกจากการที่คนต้องมุ่งหน้าทำงานจนกลายเป็นเครื่องจักร แต่ในสังคมแบบนี้ก็ยังลอกคราบความเป็นมนุษย์ของเราออกไปไม่มากก็น้อยอีกด้วย

8. ช่วงการทำงานพาร์ทสองที่ยุ่นกลับมาเร่งทำงานเเหมือนช่วงต้นนั้นมันจึงเหมือนการประชดประชันชีวิตในด้านที่ตัวเขาไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น กับสังคม กับโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นมิติไหนก็ตาม แถมยังเชื่อด้วยว่างานของตัวเอง ซึ่งแน่นอนมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี เพราะในโลกทุนนิยมงานคือสิ่งเดียวที่ทุกคนต้องทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นจะพังทลายแล้วก็ตาม เพราะงานเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระบบทุนนิยม ซึ่งการที่เราจะมีงานได้ก็ต้องมีความถนัดเฉพาะทางอะไรสักอย่าง ดังนั้นต่อให้คนจะล้มเหลวชีวิตในด้านใดก็ตาม งานก็จะเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ เพราะถ้าเราทำงานไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้ การหันมาทำงานหนักเหมือนเดิมของยุ่นจึงเป็นสิ่งเดียวที่ตัวเองทำได้ โดยไม่แคร์ว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบใดๆก็ตาม เพราะมันถูกทำให้ตัวเองเชื่อว่าความสุขของชีวิตคือการทำงาน อาจเพราะความสุขของชีวิตด้านอื่นแทบจะพังหมดแล้วก็เป็นได้

9. นี่จึงเป็นสิ่งที่เศร้ามากๆ ที่เราได้เห็นตัวละครที่ไม่สามารถบาลานซ์ชีวิตของตัวเองได้ แถมยังพยายามเป็นหนูปั่นจั่น หยุดปั่นคือล้ม เพื่อรอคอยโอกาสของตัวเอง และพยายามจะกลบเกลื่อนชีวิตด้านอื่นลงให้สลายไปเสียหมด ดังนั้นยิ่งการทำงานหนักมากเท่าไหร่ก็เป็นแรงสะท้อนที่ทำให้ภาพผิดหวัง ปวดร้าว ของชีวิตด้านอื่นที่มันพังทลายมากขึ้นเท่านั้น แถมยังพยายามใช้ชีวิตด้านนี้แบบสุดทาง ซึ่งมันเป็นหนทางมุ่งสู่ความตายไปอย่างไม่รู้ตัว ฉากไคลแม็กซ์ที่แสดงให้เห็นว่ายุ่นสามารถพิชิตข้อจำกัดของชีวิตมนุษย์ได้ด้วยการไม่นอนในระดับสถิติโลกเพื่อทำงานนั้นจึงเป็นทั้งความตลก เสียดสี และแกมประชดอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งในแง่สะท้อนสังคมแห่งการทำงาน หรือทำให้เห็นว่ายุ่นถึงขั้นเอาการทำงานเป็นการกลบเกลื่อนชีวิตด้านอื่นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ซึ่งในการที่ยุ่นใช้ชีวิตที่บอกว่ามีความสุขซึ่งนำไปสู่หนทางสู่ความตายนั้น ทำให้ยุ่นได้เข้าสู่ห้วงคำนึงก่อนตาย ซึ่งเป็นภาวะก่อนสิ้นใจที่ทำให้ยุ่นได้ใคร่ครวญไตร่ตรองของชีวิตอีกครั้งหนึ่งว่าสุดท้ายความสุขของตัวเองที่พยายามบากบั่นทำมา มันแค่นี้หรอ เป็นงานศพเล็กๆ ที่แทบไม่มีใคร มีแต่คนที่คนเขาเห็นความสัมพันธ์แต่เป็นสัมพันธ์ที่ผูกอยู่กับการทำงานแค่เท่านั้น คำหนึ่งที่ยุ่นบอกว่า ยังไงทุกคนก็ต้องตายซึ่งมันจริงแบบเถียงไม่ได้ แต่การใช้ชีวิตก่อนตายนั้นมันดีพอแล้วหรือเปล่า เราพลาดอะไรบ้างหรือไม่ถ้าเราจะตายไป เราใช้ชีวิตทั้งหมดที่มีเพื่อให้สิ่งที่เราเชื่อว่ามันเป็นความสุขของเรามันคุ้มค่าหรือไม่ ความสุขของเราจริงหรือเปล่า หรือเป็นความสุขที่ถูกโครงสร้างสังคม ถูกคนมายัดเยียดให้เราอย่างที่เราไม่รู้ตัว

10. เอาเข้าจริงแล้วพอหนังมันหาทางลงด้วยวิธีที่ว่าสุดท้ายแล้วให้หาความสุขของเราสักอย่างหนึ่งแล้วทำเต็มที่ไปให้สุดมันก็อาจไม่ใช่หนทางเดียวในการใช้ชีวิตเท่านั้น ชีวิตคงมีหลายแง่มุมที่รอให้เราบาลานซ์มัน บางคนอาจชอบอยู่คนเดียว แต่เขาก็ยังคนรักษาสัมพันธ์กับคนที่พบเจอได้อย่างไม่เคอะเขิน เช่นเดียวกันกับคนที่ชอบเข้าสังคมอย่างมาก การดูหนังคนเดียวก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก เช่นเดียวกับรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆในการใช้ชีวิตบางครั้งมันดูเป็นเรื่องเสียเวลา ดูไร้สาระ แต่ถ้าเราลองดูสักครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย บางทีความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ต่างหมุนเวียนแปรผันเข้ามาหลายครั้งก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว บางครั้งเนิ่นนาน แต่ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเศษเสี้ยวของชีวิตเราทั้งหมด เราว่าหนังมันทำให้เราเห็นว่าสุดท้ายการยึดติดกับความสุขของตัวเอง ในแบบที่เราออกแบบมันไว้ทั้งหมดนั้น มันก็อาจไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าช่วงชีวิตเล็กน้อยๆ ที่เราพบเจอในแต่ละวัน ที่เราไม่ได้คาดการณ์มันไว้ล่วงหน้า ความสุขของชีวิตมันอาจมาพร้อมกับสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดถึงมันมากนัก แต่เราแค่บอกเพียงว่า เออว่ะ นี่แหละคือความสุขในช่วงเวลานี้ ซึ่งความสุขในโมเม้นต์นั้นเราอาจจะบอกว่ามันโคตรไร้สาระ โคตรคลิเช่ โคตรธรรมดา โคตรเสียเวลาเลยว่ะ

แต่นั่นแหละแค่นี้เราก็เรียกมันว่าความสุขได้แล้วปะวะ.

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ