Midnight in Paris

Midnight in Paris (2011) โดยผู้กำกับ วู้ดดี้ อัลเลน เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพของตัวละครที่โหยหาอดีตอย่างชัดเจน โดย กิล ที่กำลังหาแรงบันดาลใจในชีวิตรวมทั้งตกหลุมรักเมืองปารีสเข้าอย่างจัง และจินตนาการว่าตัวเองได้หลงเข้าอยู่ในปารีสปี 1920s ซึ่งมีศิลปินรวมกลุ่มอยู่ในค่ำคืนของปารีสอย่างมากมาย ทำให้ตัวเองสุขล้น และแทบจะไม่สนใจใยดีกับชีวิตปัจจุบัน จนทำให้ชีวิตของกิลติดอยู่กับความหอมหวานแต่อดีตและหลุดพ้นไปไม่ได้ กระทั่งไม่สามารถมองเห็นสิ่งดีงามที่กำลังจะเกิดหรืออยู่รายล้อมตัวเขาได้ เลย

ภาพยนตร์เองพยายามจำลองบรรยากาศปารีสในยุคนั้นกลับคืนมาที่ไม่มี ทางเกิดขึ้นได้จริงอีกแล้ว ทำให้ผู้ชมร่วมดื่มด่ำบรรยากาศเสมือนจริงเหล่านั้นเข้าไปด้วย นี่เป็นการตอกย้ำความคิดของผู้คนร่วมสมัยของเราที่มักมีภาวะอารมณ์ถวิลหา อดีตอยู่เต็มหัวใจ

ถึงแม้ตัวหนังพยายามหลอกล่อให้เราหลงอยู่ในภาวะ อารมณ์แบบนั้น ก็กลับมีตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในปี 1920s คือ อะเดรียน่า เธอก็เกิดภาวะอารมณ์โหยหาอดีตเช่นกันแต่ย้อนกลับไปไกลกว่าอดีตของกิล หรือพูดง่ายๆว่า ขณะที่คนหนึ่งมองว่ายุคสมัยที่เธออยู่ที่น่าหลงใหล ตัวเธอเองกลับไม่คิดเช่นนั้น แถมยังมองว่ายุคที่น่าหลงใหลต้องกลับไปในอดีตอีก (เป็นวัฎจักรการโหยหาอดีต)

นี่ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์โดยสามัญไม่พอใจปัจจุบันตัวเอง และชอบคิดเพ้อกลับไปโหยหาอาวรณ์กับอดีตที่มันผ่านพ้นมาแล้ว – Midnight in Paris จึงแสดงเหมือนว่าภาวะอาการแบบนี้คล้ายคลึงกับการเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง

ทั้ง นี้ทั้งนั้นบทสรุปของหนังก็ให้คำตอบในแบบควรจะเป็น เมื่อ กิล ได้เรียนรู้ว่า ภาวะโหยหาอดีต มันเป็นคล้ายกับอาการแบบหนึ่ง จึงทำให้ตัวเองเริ่มหันมามองเล็งเห็นคุณค่าเล็กน้อยในปัจจุบัน ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนร่วมสมัยควรที่จะเรียนรู้และปรับตัวมิใช่โหวกเหวก โวยวายร้องหาแต่ภาพอดีตที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกแล้ว

เพราะสิ่งสำคัญ ผู้เขียนมองว่า ภาวะโหยหาอดีตเป็นสิ่งมีค่าของปัจจุบันและเราไม่สามารถสละทิ้งไปได้เลย แต่ความงดงามของอดีตอย่างที่ว่ามันควรทะนุถนอมให้มีคุณค่าคงไว้ในฐานะความ ทรงจำก้อนหนึ่ง เพื่อคอยย้ำเตือน เพรียกหา ดั่งเสมือนแรงบันดาลใจให้เราได้ดำเนินก้าวต่อไปในปัจจุบัน และต่อให้อดีตจะชั่วร้ายหรือสว่างไสว ผู้เขียนเองเชื่อว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วงเวลาเหล่านั้น มันก็มีคุณค่าต่อตัวเราเองในปัจจุบัน

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ