#รีวิว ภวังค์รัก (ลี ชาตะเมธีกุล,2014)

#รีวิว ภวังค์รัก (ลี ชาตะเมธีกุล,2014)

0. เรื่องราวผลกระทบที่พังครืนลงของพิษเศรษฐกิจปี 2540

1. วันที่พ่อโดดตึกทำให้มัด (อนันดา) ต้องกลับจากนิวยอร์กมาสะสางปัญหาของครอบครัว เขาต้องห่างแฟนสาวต่างชาติสักพัก และกลับมาเสพย์อารมณ์ถวิลหาอดีตที่บ้านเกิด หวนหาความรักครั้งเก่าอีกครั้ง แม้ความรักครั้งนั้นจะคล้ายกับกรุงเทพ 2540 เปรียบคล้ายหลังตึกยักษ์ถล่ม สถาบันความมั่นคงทางเศรษฐกิจพังทลาย เหมือนคนรักหายสาบสูญไป

2. น้องชายอนันดาผู้ยังค้นหาตัวเองและเรียนรู้ความรักจนได้มาพบกับสาวบาร์อพาร์ทเม้นฝั่งตรงข้ามที่ยังเลื่อนลอยดั่งการรอราชรถมาเกยสู่ฟากฟ้า

3. ทราย (เจนสุดา) สาวสวยอดีตนักแสดงที่ผันตัวเองมาเปิดบริษัทวิจัยการตลาด เธอมองชีวิตด้วยท่าทีโรแมนติก ปรารถนามีคอนโดหรูริมน้ำ พร้อมชายหนุ่มที่หมายปอง

4.วิกฤติเศรษฐกิจ 2540 กระทบให้ตัวละครซวนเซ เสียหลักยึด หลงโคลนตม จ้ำอ้าว เดินหน้ายากลำบาก กลับหลังเห็นแต่ซากปรักหักพัง

5. ความรู้สึกเป็นแค่ภวังค์ที่เลือนหาตามเวลาที่ผ่านพ้นไป

6. หนังใช้สื่อแห่งยุคสมัยเข้าช่วยเพื่อทำให้ความรู้สึกของยุคสมัยนั้นกลับมา โฆษณาที่ถูกอัดเยียดใส่เราในตอนนั้นกลายเป็นเศษค้างความทรงจำของเราในตอนนี้ MV ที่ระบายสีความรู้สึกของวัยจ๊าบ ความปั้นปึงของอารมณ์รู้สึก

7.หนังหลุดไปใช้การปลอมแปลง MV ให้คล้ายกับตอนนั้นให้มากที่สุด ซึ่งมันให้ความรู้สึกประหลาดแปร่งเพราะในขณะที่หนังพยายามปลอมแปลงทางด้านสไตล์ภาพละองค์ประกอบศิลป์ ซึ่งเป็นวิธีการสามัญเวลาทำย้อนยุค หรือโหยหาอดีตแล้ว คนทำเหมือนมองเห็นว่าเจ้า MV สามารถดึงความรู้สึกของความร่วมสมัยของปี 2540 กลับมาได้ แต่การไปเคาะประตูบ้านเอาความรู้สึกจาก MV นั้นมันก็ไม่ใช่การเคารพแบบตรงไปตรงมาอีกแล้ว เพราะเมื่อเราถูกกีดกั้นจากความรู้สึกคนละห้วงยุคเวลา การเสพย์ความรู้สึกเหล่านั้นในช่วงเวลานี้ มันจึงเป็นการลักลั่นกันระหว่างการเข้าถึงปี 40 ได้กับการเข้าไม่ถึง เพราะเราตลกทุกครั้งที่หนังดึงแอคชั่นแอบเสริ์ดบางอย่างใน MV ออกมา เช่น ชายหนุ่มเรียกร้องความสนใจต่อหญิงรักด้วยกริยาที่ล้นเกินแต่สื่อสารได้ชัดเจนไปกับเนื้อเพลง หรือมีสไตล์ภาพหรือวิธีการตัดต่อที่ขโมยมาจากยุคนั้นที่ทำให้เราหลุดขำซึ่งความรู้สึกนี้ก็เป็นท่าทีเชิงวิพากษ์ยุคสมัยที่ผ่านมาแล้วในตัวเราเองเหมือนกัน

8.ภาพหลอกความรู้สึกลวงให้หลงติดอยู่ในประตูกาลเวลาระหว่างอดีตและปัจจุบัน

9.การติดหล่มเชิงโครงสร้างและพัฒนาเส้นเรื่องของภาพยนตร์ น่าสนใจมาก เพราะถ้าพูดตามจริงการที่หนังไม่ไปไหน หรืองกๆเงิ่นๆ อยู่กับซีนที่เน้นความรู้สึกมากกว่าความหมายก็ถูกจะหมายหัวว่าเป็นหนังที่ไม่เอาอ่าวอยู่แล้ว เพียงแต่ภาวะนี้ของหนังมันโยงล้อไปกับความรู้สึกของตัวละครที่ถูกภาวะกระทบกระเทือนทางสังคมและเศรษฐกิจระดับชาติ จนทำให้ “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็เดินไม่ถึง เหมือนมีอะไรมาดึง ไม่ให้เราเลือกทางใด” – เหมือนอยู่ในภวังค์

10. แต่มันไม่ใช่ภวังค์ที่เราครุ่นคิดรู้สึกอยู่ในฟีลลิ่งใดฟีลลิ่งจนเราตกผลึกกับความรู้สึกนั้น แต่มันเป็นภวังค์ที่แปลกๆกระโชกโฮกฮาก พร้อมที่จะกระชากการแสดงแบบมินิมอล แล้วเปลี่ยนรูปแบบเป็น MV หรือความเหมือนจริงกลายเป็นเหนือจริงในตอนจบของภาพยนตร์ จนตอนจบกลายเป็นฉากที่ทำร้ายภวังค์หรือมู้ดของหนังให้พังทลายลง เหมือนคล้ายภาวะมั่นคงของเศรษฐกิจก่อนที่มันจะพังลงอย่างพินาศย่อยยับ ประหนึ่งหญิงสาวในคืนวันแต่งงานแต่เธอก็ด่วนจากไปอย่างใยดี โดยไม่มีแม้แต่สัญญาณบอกถึงการจากลา จนเกิดเป็นความรู้สึกรับไม่ได้ กลายเป็นภาพทุกข์ระทมของความรู้สึกอย่างปัจจุบันทันตัว คล้ายกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ล่มสลายเพียงพริบตาเดียวโดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่ทำใจ

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ