รีวิว-BKKY

#BKKY เป็นภาพยนตร์ยาวเรื่องที่ 3 โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล หลังจากเขาเคยสำรวจคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งปัญหาข้อพิพาทพรมแดนไทย-กัมพูชา ใน ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง(2013) และปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสายพิษใน สายน้ำติดเชื้อ(2013) คราวนี้เขาเปลี่ยนมาสู่ปัญหาวัยรุ่นใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร โดยยังคงใช้วิธีการทำหนังสารคดีแบบถนัดเป็นตัวจุดประเด็นด้วยการสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่น 100 คน ก่อนที่จะนำเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เป็นเรื่องแต่ง(Fiction) โดยมีจุดศนย์กลางอยู่ที่โจโจ้ (พลอยยุคล โรจนกตัญญู) กับเพื่อนสาว คิว (อนงค์นาถ ยูสานนท์) ที่ทั้งคู่จีบกันจนเป็นแฟน ก่อนที่จะเกิดปัญหาตามมา

รีวิว bkky

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากที่โจโจ้ และ คิว เกี้ยวพาราสีกัน โดยกล้องจับภาพใต้โต๊ะ เห็นแต่ขาของคนทั้งคู่กับเสียงสนทนาเท่านั้น เมื่อไปถึงจุดที่คิวขอโจโจ้เป็นแฟน หลังจากนั้นก็มีเสียงของทีมงานผู้กำกับเล็ดลอดออกมาว่า “ให้ใช้ขาอีก” ทำให้ภาพยนตร์เกิด “Break The Fourth Wall” (ทำลายกำแพงมิติที่สี่) เพื่อทำให้เห็นว่าภาพที่เราดูบนจอนั้นเป็นส่วนของพาร์ทการแสดง ก่อนหนังจะตัดไปพาร์ทสารคดี (Talking Head) สัมภาษณ์นักเรียนเกือบ 100 คน เพื่อให้ช่วยเล่าเรื่องราวชีวิต ความรัก ความฝัน การเรียน ออกมา โดยหนังได้รับแรงบันดาลใจจากคำสัมภาษณ์เหล่านั้นทำให้กลายเป็นเรื่องแต่งในพาร์ทการแสดงของโจโจ้ทันที กล่าวให้เห็นภาพหนังใช้วิธีตัดสลับไปมาระหว่างคำสัมภาษณ์และเรื่องแต่ง ซึ่งคำสัมภาษณ์เหล่านั้นจะถูกทำให้เป็นเส้นเรื่องที่สอดคล้องกับตัวละครโจโจ้ นี่ทำให้เห็นอิทธิพลของรูปแบบหนัง(สารคดี)แบบหนึ่งไปสู่หนังอีกรูปแบบหนึ่ง(Drama) โดยนำเสนอทั้งสองรูปแบบไปพร้อมกัน

รีวิว-BKKY

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากวิธีเล่าเรื่องที่ผู้กำกับพยายามใช้ประเด็นจากบทสัมภาษณ์มาต่อยอดเป็นเรื่องแล้ว ในแง่ประเด็นหนังยังทำให้เห็นว่าเรื่องราวของวัยรุ่นทั้ง 100 คนนั้น เต็มไปด้วยปัญหาวัยรุ่นร่วมสมัยในปัจจุบันทั้งความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นเทรนด์ร่วมสมัยระดับโลกที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง (LGBTQ) ซึ่งนำไปสู่การหาจุดยืนอัตลักษณ์ทางเพศ และความรัก รวมถึงปัญหาความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน การเลือกสถาบันการศึกษา โดยทั้งหมดก็ยังมีคำนึงถึงพ่อแม่เป็นสำคัญแทบทั้งหมด

อ่านบทวิจารณ์ภาพยนต์ Carol กับประเด็นความหลากหลายทางเพศ

ในส่วนเรื่องแต่งของโจโจ้นั้นเราจะได้เห็นหนังวัยรุ่นแนว Coming of Age กับการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองกับคนที่จะรัก ซึ่งทำให้เห็นความเลื่อนไหลของวัยรุ่นสมัยนี้ได้อย่างดี หนังใช้บรรยากาศห้อมล้อมความรู้สึกแบบธรรมชาติแต่ให้ผลทางความรู้สึกที่มากไม่ว่าจะเป็นการที่หนังถ่ายภาพธรรมชาติในป่าที่ตัวละครทั้งสองคนไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งบรรยากาศและความน้อยนิดนี้ แต่กลับให้ผลทางอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ ผู้เขียนชอบความน้อยนิดของบทพูด และกิริยาเล็กๆ เช่น การถ่ายภาพเห็นแต่ขาของทั้งคู่ใกล้ชิดกัน สร้างความโรแมนติดละมุนเบาๆ ทำให้นึกถึงความเล็กน้อยแบบนี้ในหนังของ เจ้ย อภิชาติพงศ์

นอกจากนี้หนังมีบทสัมภาษณ์จากวัยรุ่นลูกครึ่งฝรั่งพูดถึงสถานะวัยรุ่นไทย เรื่องของเสรีภาพทางความคิด การวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งเป็นปัญหาของวัยรุ่นในสังคมไทย ซึ่งตรงกับสถานการณ์ที่หนังเข้าฉายพอดี เพราะในเวลาที่เขียนนี้ การวิพากษณ์ของเด็กรุ่นใหม่ที่ต่อประเทศไทย กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากผู้ใหญ่ เหมือนที่สารคดีได้สัมภาษณ์วัยรุ่นคนหนึ่งที่วิจารณ์การสอนของครูผ่านเฟซบุ๊กว่าครูสอนให้ท่องจำเพื่อเก็งข้องสอบเท่านั้น แต่ไม่ได้สอนให้คิดเป็น…เรื่องดันไปเข้าหูครู จนเกิดเป็นความอึดอัดของตัวนักเรียนแทน หรือการที่หนังนำเสนอความปิตาธิปไตยของพ่อของโจโจ้ที่พยายามควบคุมลูกสาวไม่ให้คบเพื่อนชายจนกว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยซึ่งนี่เป็นอำนาจอันใหญ่หลวงที่พยายามจะกดทับสถานะความเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอ หนังนำเสนอให้เห็นว่าพ่อมีอาชีพขายหมวกตำรวจและทหารซึ่งเป็นอาชีพข้าราชการที่อยู่ในระบบยศตำแหน่ง ซึ่งหนังอาจจะใช้เป็นสัญลักษณ์แทนระบบอำนาจไปในตัว

รีวิว-BKKY

กลับกันโจโจ้กลับไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจเหล่านั้น เธอกลับต่อต้านอย่างดื้อเงียบโดยการแอบออกจากบ้านดึกดื่นตี 1 ตี 2 เพื่อไปพบเพื่อน นอกจากนี้หนังยังนำเสนอให้เห็นปัญหาของวัยรุ่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก หรืออัตลักษณ์ทางเพศ หรือการที่ตัดสินใจอะไรไปแล้วอยากแก้ไขแต่กลับสายเกินแก้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่วัยรุ่นจะได้รู้ได้ลองเป็นประสบการณ์ชีวิตของตัวเองแตกต่างไปแต่ละคน เป็นบทเรียนที่ทุกคนควรได้มีโอกาสสัมผัสเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

อ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์ It Follows วัยรุ่นนอกกรอบกับเมืองพังทลาย

ทั้งหลายเหล่านี้คือสิ่งที่หนังพาไปพบเห็น และสลับให้เห็นถึงหนังในรูปแบบสารคดีจนกลายเป็นเรื่องแต่ง และบางครั้ง เรื่องแต่งก็ใช้วอยส์โอเวอร์ของสารคดีเป็นตัวนำทำให้รูปแบบหนังทั้งสองเลือนเข้าหากัน หรือแทบบรรจบกันพอดิบพอดี #BKKY เป็นการใช้จุดกึ่งกลางของหนังทั้งสองรูปแบบตัดกันอย่างพอดีสวยงามและมีชั้นเชิง

ถึงที่สุดแล้วการยืนทาบกันอย่างองอาจของสารคดีกับเรื่องแต่งในหนังเรื่องนี้ทำให้เรื่องจริงและเรื่องแต่งเลือนลางจางหายไป จนเกิดเป็นโลกเสมือนแบบใหม่ในภาพยนตร์ที่ไม่สามารถนิยามได้ชัดว่าอะไรจริงหรืออะไรแต่งอีกต่อไป เพราะสองสิ่งให้อิทธิพลแก่กัน และเราก็ไม่สามารถบ่งบอกได้อย่างแน่ชัดว่าในส่วนของสารคดีนั้นจะมีความจริงมากน้อยเพียงใด และโจโจ้นั้นเป็นเพียงคนสัมภาษณ์หนึ่งใน 100 หรือเป็นเพียงนักแสดงที่ถูกเชิญมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง

รีวิว-BKKY

อย่างไรก็ตามในส่วนของสารคดีนั้น เชื่อมั่นได้ระดับหนึ่งว่าเรื่องราวจากปากนักเรียนที่สัมภาษณ์หลายคนก็มีความจริงอยู่มาก และเรื่องราวของวัยรุ่นไทยยุคนี้ทั้งเปิดกว้าง เปิดใจ สดใหม่ มีทั้งเรื่องที่ก้าวหน้าไปไกล ทั้งเรื่องของเพศและความรัก อย่างไรก็ตามระบบอำนาจปิตาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไป มีทั้งคนที่พยายามท้าทายอำนาจเหล่านั้นและสมยอม ฉากหนึ่งที่โจโจ้กับคิวโกรธขึงกันในสวนสาธารณะจนไม่ยอมยืนเคารพธงชาติที่แบ็คกราวน์เต็มไปด้วยคนมากมายที่กำลังยืนอยู่ ก็ส่อนัยสะท้อนการต่อต้านอำนาจบางอย่าง แม้ในโลกความเป็นจริงก็ทำเช่นนี้จะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องยากและนอกคอก กลับกันการที่เด็กคนหนึ่งเก็บธงชาติตกพื้นกลับได้รับการชื่นชมราวฮีโร่ของชาติ

ในโลกความเป็นจริงนั้นเด็กวัยรุ่นวิพากษ์วิจารณ์ประเทศหรือบ่นอย่างตรงไปตรงมาต่อสิ่งที่พวกเขามีประสบการณ์ตรงนั้น ยังทำไม่ได้อย่างเสรีมากนักในประเทศไทย อาจสอดคล้องกับระบบการศึกษาที่ต้องการเพียงแค่ให้เด็กเข้าสายพานและสืบทอดอำนาจเดิมๆ ของสังคมแม้จะเป็นสิ่งที่พิกลพิการก็ตาม การสอนให้เด็กตั้งคำถามในประเทศนี้จึงเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งขณะที่หนังเชิดชูความเป็นวัยรุ่นในรูปแบบหลากหลายแต่เมื่อถอยออกมามองโลกข้างนอกหรือโลกแห่งความจริงความหวังเหล่านั้นก็ดูถอยหลังเลือนหายไป เหมือนว่า BKKY นำเสนอปากเสียงของวัยรุ่นในยุคนี้ที่มีหมอกจางๆคลุมขังเขาอยู่ จนทำให้พวกเขาไม่สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่มากนัก

“ยุคสมัยของวัยรุ่นที่ถูกใครบางคนขีดเส้นไว้ให้เดินตามอย่างไม่รู้ตัว”

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ