รีวิว-Die-Tomorrow

ไม่ค่อยอะไรกับ Die tomorrow โดยเฉพาะทอปปิกความตาย เพราะไม่ได้อิมแพคเท่าวันที่รู้ว่าเพื่อนรักจากไปจริงๆ ไม่ได้อิมแพคเท่าวันที่อ่านข่าวออนไลน์แล้วรู้ว่าเพื่อนอีกคนประสบอุบัติเหตุตาย ไม่อิมแพคเท่าการที่คนในครอบครัวเจอโรคร้ายติดๆกัน โดยเฉพาะโมเมนต์ทีรับรู้ว่าอีกไม่นานจะต้องมีคนหายไป ในเวลานั้น กลิ่นไอเวลานั้นความตายมันคุกรุ่นเตะจมูกเหลือเกิน หนังจึงแค่ทำให้เรารู้สึกนิ่งเพื่อมองตัวละครทั้งหลายพ่นไดอะล็อกก่อนที่เราจะรับรู้โครงสร้างของหนังจะต้องมีคนหายไป หนังเล่นกับการเป็นหนังสารคดีกับฟิคชั่น เอาเหตุการณ์ตายประหลาดมาสร้างสถานการณ์เป็นเศษเสี้ยวเหมือนเรื่องเล่าขนาดสั้น หลากหลายมุมมอง

ความสนุกคือการเฝ้ามองตัวละครเหล่านั้นกับการคาดเดาว่าใครที่กำลังจะหายไป ตัดสลับกับสารคดีบทสัมภาษณ์ของนวพลกับเด็กและคนชรา ที่พูดคุยเกี่ยวกับความตาย หนังพูดความตายในแบบคนไม่ได้กำลังจะตาย แต่เป็นหนังความตายสำหรับคนที่จะอยู่ ความตายที่ลึกลับที่พร้อมมาหาเราได้ทุกเมื่อ หนังเป็นเครื่องมือเตรียมพร้อมรับรู้ถึงความตาย เพื่อครุ่นคิดถึงมันโดยใช้กิมมิคของหนังเป็นตัวสื่อว่าทุกๆวินาทีในหนังจะมีคนตายตลอดเวลา แต่เมื่อหนังจบลงนาฬิกานับจำนวนคนตายบนโลกก็จบลงไปด้วย คนดูใช้ชีวิตกันต่อไปหลายคนอาจจะลืมนาฬิกาความตายไปแล้ว บางคนอาจติดนาฬิกาความตายเก็บไว้ในใจและครุ่นคิดต่อไป ทุกคนต่างมีความตายแตกต่างกัน

หนังเรื่อง Die Tomorrow ไม่ได้สร้างอิมแพคที่จะลงลึกถึงความตายได้อย่างแท้จริงลุ่มลึก แต่ Die Tomorrow เปรียบเป็นภาพยนตร์ที่แช่เวลานาทีแห่งการครุ่นคิดถึงความตายไว้แล้วปล่อยให้คนดูได้คำนึงคนึงคิดเกี่ยวกับความตายในแบบตัวเอง ซึ่งอาจจะเยอะบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

มันจึงเป็นได้เพียงแค่การกระตุ้นเตือนถึงนาฬิกาแห่งความตายที่ทุกคนจะมีกันอยู่แล้วในใจและห้วงคำนึงของทุกคน

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ