รีวิว-Dunkirk

รีวิว Dunkirk (2017)

ภาพยนตร์ทั้งเรื่องของ Dunkirk เหมือนภาพยนตร์ที่เริ่มต้นปุ๊บก็พาเข้าสู่องก์ 3 ทันที นั่นคือไม่มีการเปิดตัวละครเยิ่นเย้อให้มากความ ไม่มีการมานั่งเล่าเหตุผลจูงใจ เหตุผลเดียวของหนังคือการลุ้นว่า ทหาร 4 แสนนายจะกลับบ้านโดยมีชีวิตรอดได้หรือไม่ วิธีการของหนังเหมือนมีแค่องก์ 3 แต่ขยายให้ยาวขึ้น 2 ชั่วโมง (ช่วงไคลแม็กซ์ทั้งเรื่อง) โดยใช้วิธีการตัดต่อสลับเหตุการณ์แบบบ Cross Cutting ซึ่งเป็นวิธีอันโดดเด่นที่หนังโนแลนมักเลือกใช้อยู่แล้วในหนังเรื่องอื่นของเขา นั่นคือเล่าหลายเหตุการณ์ไปพร้อมๆกัน ก่อนที่จะไปบรรจบยังจุดหมายเดียวกัน เพื่อบีบคั้นอารมณ์คนดู

รีวิว-Dunkirk

โดยหนังเรื่องนี้ใช้ทั้งหมด 3 เหตุการณ์

1.ทหารอากาศที่ต้องขับเครื่องบินรบเพื่อพยายามสกั้ดกั้นจู่โจมจากเครื่องบินรบของฝ่ายนาซีในเวลา 1 ชั่วโมง

2.กลุ่มทหารที่พยายามกลับบ้านด้วยเรือใน 1 สัปดาห์

และ 3.พลเรือนใจกล้าที่ขับเรือยอร์ชของตัวเองเพื่อมารับทหารกลับบ้านกลางสมรภูมิใน 1 วัน

3 เหตุการณ์ที่กล่าวจะถูกตัดสลับ อย่างตื่นเต้น อึดอัด ด้วยดนตรีประกอบเสียดหู สร้างความระแคะระคาย น่ารำคาญ และนั่งอยู่ไม่สุขให้กับอารมณ์คนดู  ราวกับว่าดนตรีพยายามดึงคนดูเข้าสู่ความรู้สึกภายในของสมรภูมิรบ โดยทั้งสามเหตุการณ์จะมีเส้นเรื่องและเวลาของมันเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกัน นั่นเท่ากับว่าหนังทำให้เห็นเวลา 1 สัปดาห์ได้ในเวลา 2 ชั่วโมง และทำให้เห็นเวลา 1 ชั่วโมงยาวเป็น 2 ชั่วโมงได้ นี่เป็นวิธีที่ภาพยนตร์สามารถเนรมิตบิดผันเวลาของตัวมันเองอย่างอัศจรรย์ ที่สำคัญยังมีตัวละครหนึ่งตัวที่อยู่ถึง 2 เส้นเรื่อง เพื่อเป็นการเปรียบเทียบตัวละครเดียวกันสองสถานะ

รีวิว-Dunkirk

เทคนิคด้านภาพคือการทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของสถานที่ และความสมจริงของการใช้เครื่องบินรบบนน่านฟ้า ฉากโดดเด่นที่ยังตรึงใจคือ ฉากแรกของการจู่โจมโดยเครื่องบินของนาซีทิ้งระเบิดลงบนชายหาด ตัวละครหลักของเรื่อง ทอมมี่ (เฟียน ไวท์เฮด) นอนหมอบราบอยู่ทางฉากหน้าสุดของภาพ และมีทหารนอนราบไปจนเกือบสุดภาพของฉากหลัง บนฟ้ามีเครื่องบินรบนาซีทิ้งระเบิดลงสู่ชายหาดด้านล่างไล่ระดับมาเรื่อยๆ จากด้านไกลสุดของภาพมายังใกล้สุด ทรายแตกกระจายไล่ตามๆ มาจากด้านหลังสู่ด้านหน้า ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย พลันที่ระเบิดลูกสุดท้ายจะลง ทรายก็แตกซ่านสาดกระเซ็นร่วงหล่นจากฟากฟ้ากระทบเข้าที่ใบหน้าของทอมมี่ที่นอนหมอบราบตื่นกลัวอยู่ฉากหน้าของภาพแบบได้จังหวะพอดิบพอดี เป็นจังหวะที่ทั้งลุ้นระทึกและสวยงามในตัว เป็นจุดเริ่มที่ทำให้เห็นว่าหายนะกำลังตามมา ด้วยเทคนิคด้านภาพที่สวยสดงดงาม และน่าตื่นตาตื่นใจ

เช่นเดียวกับฉากเครื่องบินรบ ซึ่งการถ่ายทำที่ใช้วิธีถ่ายจริงด้วยเครื่องบิน โดยการไม่ใช่ CG เป็นผลทำให้ทุกอย่างเกิดภาพเหมือนจริง นอกจากนี้ทางบกยังมีการใช้นักแสดงประกอบนับพันคน เหมือนผู้กำกับพยายามอย่างหนักที่จะลอกเลียนแบบสงคราม ไม่ว่าจะทางอากาศ, บนบก และเรือ เป็นผลให้เกิดความรู้สึกจริงชั่วขณะในการดู เหมือนว่าคนดูกำลังมีส่วนร่วมกับสงครามบนจอภาพยนตร์

รีวิว-Dunkirk

อย่างไรก็ตามการที่หนังเริ่มต้นด้วยการถล่มความรู้สึกเต็มแม็กอันลิมิตด้วยเทคนิคทางภาพยนตร์อย่างจัดเต็มตั้งแต่ต้น ทำให้เมื่อเข้าสู่กลางเรื่อง เมื่อถึงจุดที่ทางออกยังไม่คลี่คลาย ความอึดอัดนั่งไม่ติดเก้าอี้จึงเริ่มเกิดขึ้น ก่อนที่เมื่อถึงจุดที่ชาชิน ความตื่นตาตื่นใจ ตื่นเต้น ตึงเครียด ก็จะลดลง ถึงแม้ว่าหนังจะยังระดมด้วยมาตรฐานระดับเท่าเดิมก็ตาม อย่างไรก็ตามส่วนตัวแล้ว ความตื่นตาตื่นใจจากงานด้านภาพของ Dunkirk นั้น ก็ยังไม่สามารถสู้ได้กับเรื่อง Gravity ซึ่งเป็นหนังว่าด้วยการเอาตัวรอดเหมือนกัน เพียงแต่เรื่องนั้นถ่ายทำโดยใช้ CG มากกว่า

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น Dunkirk ทำให้เห็นหนังของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ในทิศทางที่แตกต่างจากเดิม เขาคลายเขี้ยวเล็บหนังหม่นมืด-ฟิล์มนัวร์ลงตั้งแต่ Interstellar ส่วนเรื่อง Dunkirk นั้นไม่ได้เน้นไปกับปมตัวละคร แต่เน้นไปที่สถานการณ์แทนเพื่อเชิดชูให้กับเหล่าทหารและพลเรือนเพื่อมีชีวิตรอด นอกจากนี้ยังเน้นเทคนิคงานสร้างภาพยนตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านกำกับภาพ งานโปรดักชั่นการจำลองสงครามให้เหมือนจริง สกอร์และซาวน์ที่บีบคั้นหัวใจ ทำให้เห็นช่วงเวลาตะเกียกตะกายของทหารสหราชอาณาจักรก่อนหนีกลับบ้านเพื่อไปตั้งรับและปกป้องประเทศในแดนตัวเองต่อไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ควรค่าต่อการรับชมในโรงภาพยนตร์จอใหญ่ๆอย่างแน่นอน

คะแนน 7.75/10

รีวิว-Dunkirk

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ