รีวิว-Kingsman

รีวิว Kingsman: The Secret Service ( Matthew Vaughn, 2014)

1. ครั้งแรกดูหนังของผู้กำกับอีตาแมทธิว วอห์นคือเรื่อง kick ass ซึ่งโดนลากไปดูแบบไม่อยากดูมาก เพราะดูจากหน้าหนังแลดูดูปญอ. คิดคำพูดไว้หลังดูจบแล้วว่าคงเสียดายเงิน แต่พอได้ดูเท่านั้น กล้าพูดได้เลยว่า หนังที่สนุกมันต้องแบบนี้ หนังกวนตีนสุดติ่งมาก โดยเฉพาะเอาความซีเรียสผสมเข้ากับความขี้เล่น ซึ่งเป็นอารมณ์หนังที่เราชอบมาก

2. Kingsman ยังให้รสชาติแบบหนังสนุกที่เราต้องการ กวนตีน จิกกัด ขี้เล่น แต่ความโดดเด่นที่สุดของหนังแมทธิวคือการรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำหนังแนวทางไหนอยู่ โดยให้ตัวละครพูดออกมาว่ามันเคยมีหนังแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ถูกจัดว่ามันเป็นหนังแบบโพสต์โมเดิร์น ที่เควนติน เป็นต้นธารหนังโพสต์โมเดิร์นของเมกันคนเด่นๆที่บุกเบิกเอาไว้

3. อิทธิพลของเควนตินในหนังของวอห์น จึงชัดมากไม่ใช่แค่การหยิบยืมรูปแบบหนังเก่าแล้วมาหยอกล้อเหมือนเพื่อนเล่น แต่การหยิบยืมวัฒนธรรมบริโภคนิยมของเมกัน และการไปให้สุดของความโหดร้ายเอามันส์มีอยู่ในหนังวอห์นทุกกระเบียดนิ้ว

3.1 ลุงซามูเอล แจ๊คสัน จึงเล่นแทบจะถอดบุคลิกมาจาก Pulp Fiction ซึ่งไอพัลพ์ นี่แหละถูกนำมาศึกษาว่าเป็นหนังโพสต์โมเดิร์นที่เด่นๆของเมกัน และในพัลพ์ นี่แหละก็พยายามยัดวัฒนบริโภคนิยมใส่ปากตัวละคร และก็อีตาซามูเอลนี่แหละอีกเช่นกันที่แดกแมคโดนัลด์หรือแฮมไรสักอย่างในตอนนั้น แม็คมันจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์บริโภคนิยม แต่มันยังนำไปสู่การนึกถึง Pulp Fiction อีกด้วย

3.2 ดังนั้นอะไรที่อยู่ในหนังของวอห์นอาจนำไปสู่การอ้างอิงถึงสิ่งต่างๆ ในเชิงยั่วล้อแต่เป็นการยั่วล้อเพื่อการคารวะเพราะตัวเองก็กำลังทำหนังในสิ่งที่ตัวเองล้ออยู่ ผู้กำกับทำให้ตัวละครในหนังรู้ว่ามันเคยมีหนังเกิดขึ้นก่อนที่ตัวละครจะมาอยู่โลกในหนัง หรือตัวละครก็เอาหนัง เช่น เจมส์ บอนด์ มามีผลต่อการดำรงอยู่ต่อตนเองแบบเปิดเผย ไม่ปิดบัง หรือก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่เอกลักษณ์ เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้วเท่านั้น

3.2 หนังขยายวัฒนธรรมบริโภคนิยมออกมาเป็นพล็อตเรื่องของหนัง แต่เป็นการจิกกัดในยุคหลัง 2000 ซึ่งอินเตอร์เน็ตครองเมือง ทำให้มันพามาไกลกว่าหนังแบบ Pulp Fiction เพราะเกิดปี 1994 แล้วอินเตอร์ยังไม่ถูกใช้อย่างกว้างขวางเหมือนทุกวันนี้ หนังพยายามพาไปให้สุดเรื่องการวิพากษ์วัฒนธรรมบริโภคนิยม วัฒนธรรมป๊อบ ลุงซามูเอล กลายเป็นตัวร้ายที่ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เพื่อตลบหลังเอาผลประโยชน์กลับอีกที ซึ่งเป็นสิ่งจริงในสังคมมาก เป็นการทำตัวเป็นเถ้าแก่ใจดีแจกของ แต่แท้จริงนั้นก็มองคนเหล่านั้นไม่ต่างจากคนโง่ที่หลงติดกับบ่วงของบริโภคนิยม และวัตถุ (เรากำลังพูดถึงลุงซามูเอล ไม่ได้พาดพิงถึงใครในประเทศนี้ ^^ )

4. มีฉากที่น่าจดจำ และลืมไม่ลงเลยอยู่ 2 ฉาก ฉากแรกคือฉากที่ต่อสู้ในโบสถ์ซึ่งมันสะเด่าเร้าใจ ฉากนี้หนังพยายามใช้ลองเทคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และไอพวกหนังลองเทคก็มีอิทธิพลมาจากหนังในอาเซียนนี่แหละ โดยเฉพาะหนังที่โด่งดังในช่วงหลังแบบ The Raid โดย The Raid 2 มีการใช้ศิลปะภาพยนตร์เข้าไปใช้มากจนแอคชั่นที่ดิบเถื่อนกลายเป็นความดิบที่มีความสวยงาม ทำให้หนังแอคชั่นแนวโหดในยุคหลังถูกสร้างให้เป็นวัฒนธรรมป๊อบให้เห็นอีกรูปแบบหนึ่งคือทำให้ความโหดสุดขั้วให้สวยงามที่สุด ความโหดแต่สวยงามจะเน้นในฉากที่ 2 ซึ่งเป็นฉากที่น่าจดจำเพราะมันทั้งตลก กวนตีน ขำ โหด แต่มันสวยงาม ซึ่งไปด้วยกันได้ดีกับวัฒนธรรมป๊อบ และวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่เน้นภาพบาดตาบาดใจ หรือเข้าถึงง่าย เน้นสีสัน เน้นความสวยงามไว้ก่อน ซึ่งลุงซามูเอล ก็เป็นตัวร้ายที่ถูกทำภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูเป็นแบบนั้น มันจึงกลายเป็นตัวละครที่เสียดสีวัฒนธรรมป๊อบที่บอกได้อย่างดี

5. ทั้งหมดทั้งมวลจึงทำให้เห็นว่าสไตล์การทำหนังแบบแมทธิว วอห์น นอกจากยังใช้ประโยชน์จากขนบหนังต่างๆ นำมาใช้ในเชิงล้อเล่น จนรู้สึกว่าตัวละครกวนตีนมากๆแล้ว หนังยังมีจังหวะที่สนุกสนานจนกล้าพูดได้เลยว่า วิธีการทำของ แมทธิว วอห์น ในสไตล์หนังแบบนี้ มีความสนุกและน่าติดตามตลอดทุกวินาทีของตัวหนัง จนทำให้ถ้าอยากจะจัดนักทำหนังรุ่นใหม่ที่ทำหนังและเข้าถึงวงกว้างได้ดี ก็เห็นจะแมทธิว วอห์น เท่านั้น เพราะผสมผสานระหว่างหนังแมสคลาสสิกพวกหนังสายลับและหนังฮีโร่เข้ากับไว้กับลูกเล่นสไตล์เควนติน ทารันติโน่ จนต้องยอมศิโรราบกับความสนุกและความกวนโอ้ย ที่หลายๆสิ่งมันดูไม่ได้น่าเข้ากัน แต่ก็คลุกเคล้าเข้ากันได้ อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ