รีวิว Kingsman: The Golden Circle

รีวิว Kingsman: The Golden Circle (2017)

สายลับอังกฤษกลิ่นอายอเมริกัน

หากรื้อความจำส่วนตัวสิ่งที่ชอบใน Kingsman: The Secret Service (2014)  โดยผู้กำกับแมทธิว วอห์น จะเป็นเรื่องของการหยิบยืมรูปแบบของหนังสายลับแบบเจมส์ บอนด์ แล้วนำมาล้อเลียนและพาดพิงถึง โดยใช้ตัวร้ายแบบวาเลนไทน์ (ซามูแอล แจ๊คสัน) เป็นพวกจิกกัด ปากร้าย เหมือนหลุดมาจากหนัง Pulp Fiction ซึ่งเป็นหนังที่หยิบยืมหนังเรื่องอื่นมาเหมือนกัน และก็ทั้งพาดพิงและวิพากษ์ไปในตัว ผสมกับการใช้ศิลปะป๊อบอาร์ต สีสันสดใส และฉากดีไซน์การต่อสู้แอคชั่นลองเทค

ฉากพีคในภาคที่แล้ว Kingsman: The Secret Service (2014)

สำหรับภาคต่อนี้ สิ่งที่เคยชอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเหลือหรือไม่เหลืออยู่ในภาคนี้ ก็ไม่อาจทัดเทียมภาคแรกได้  การดีไซน์ฉากแอคชั่นที่เคยเป็นจุดขายก็ดูจะไม่ได้ตื่นตาตื่นใจเหมือนภาคก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว

แต่สิ่งที่เรายังรู้สึกว่าหนังยังน่าสนใจคือการที่หนังตั้งใจทำให้สายลับอังกฤษดั้งเดิม หล่อ เท่ สมารท์ มีระดับ โดยการหยิบยืมรสนิยมชนชั้นสูงแบบราชวงศ์อังกฤษ มาเจอกันกับคาวบอยแบบอเมริกัน แมน เถื่อน เท่ โดยการนำสองวัฒนธรรมมาจ๊ะเอ๋กัน ระหว่างสายลับอังกฤษกับคาวบอยอเมริกัน หนังเหมือนพยายามจะดึงความเป็นสุภาพบุรุษในแบบฉบับของสองวัฒนธรรมมาพบกัน โดยพยายามผูกเรื่องให้ เอ็กซี่ (ทารอน เอเกอร์ตัน) ต้องค้นหาองค์กรพันธมิตรเพื่อร่วมกันปกป้องโลก หนังจึงเปิดตัวองค์กรสเตทแมน ที่อยู่ในเคนตักกี้ ซึ่งทำธุรกิจเป็นโรงเหล้าฉาบหน้า และก็ใช้เพลง Take Me Home, Country Roads ของจอห์น เดนเวอร์ ซึ่งเพลงยังคงโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ และยังใช้ประกอบเพลงในภาพยนตร์หลายเรื่อง หนังจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบโหยหาอดีต มีฉากบาร์เหล้าแบบคาวบอย มีฉากต่อสู้โดยใช้บ่วงบาศก์เป็นอาวุธผสมกับไฮเทคโนโลยี และสำเนียงการพูดที่ต่างกันระหว่างสำเนียงบริทิชกับอเมริกัน

รีวิว-Kingsman-The-Golden-Circle

นอกจากนี้ตัวร้ายในภาคนี้ ป๊อบปี้ ผู้ทำธุรกิจยาเสพย์ติดผิดกฎหมายรายใหญ่ของโลก ก็ยังสร้างแหล่งกบดาน ที่ออกแบบเหมือนหลุดมาจากยุคอเมริกัน 50s-70s บาร์ร้านอาหารที่กลายเป็นแฟชั่นวิเทจแบบปัจจุบัน (Pulp Fiction คือหนังยุคใหม่ที่ทำให้จำบาร์แบบนี้ได้) รูปลักษณ์ภายนอกของบาร์ยังออกแบบให้เหมือนโรงหนังสแตนด์อโลนที่เคยโด่งดังสุดขีด ก่อนที่โรงแบบมัลติเพล็กซ์จะแย่งพื้นที่ไป นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า Kingsman ภาคนี้ยังมีความน่าสนใจในเชิงวัฒนธรรมที่มีการผสมผสานระหว่างสายลับอังกฤษและคาวบอยในบรรยากาศของอเมริกันยุค 50s-70s โดยใช้เพลง Take Me Home, Country Roads เป็นสะพานเชื่อม นี่ยังไม่นับการปรากฎตัวของเอลตัน จอห์น ผู้เป็นหนึ่งในไอคอนยุคนั้น แม้จะถูกนำมาเป็นตัวโจ๊กในหนัง แต่ก็ยังคงเก็บกลิ่นอายอดีตได้ดี ภาพของเอลตัน นั่งเล่นเปียโนในโรงหนัง/ละครแบบคลาสสิกภายใต้ชุดแบบตัวตลก สร้างมนต์เสน่ห์ประหลาดๆ

จริงๆ มีหลายสิ่งในหนังชุดนี้ที่เราไม่เห็นด้วยกับการเล่นมุขประหลาดประหลาดทางเพศที่ชวนช็อคเช่นให้ตัวละครเจ้าหญิงที่มอบเซ็กซ์ทางทวารให้ถ้าเอ็กซี่ปกป้องโลกได้สำเร็จในภาคแรก เพื่อหวังผลให้คนดูตลก หรือภาคนี้มีฉากที่พระเอกได้รับมอบหมายให้นำเครื่องมือสอดแนมไปติดยังผู้หญิงคนหนึ่งแต่หนังกลับใช้วิธีพิสดารคือต้องสอดเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงผ่านการร่วมเพศ ซึ่งสองฉากนี้ทำให้เห็นว่าหนังมีการเขียนตัวละครผู้หญิงในแบบวัตถุทางเพศ ซึ่งอาจเพราะหนังมองผ่านกรอบแฟนตาซีผู้ชาย อีกทั้งหนังก็มีท่าทีล้อเลียนหนังสายลับอยู่ จึงกล้าใส่มุขตลกทางเพศโดยไม่แคร์สื่อใดๆ

อย่างไรก็ตามถ้ามองโดยภาพรวม Kingsman: The Golden Circle ยังคงดำเนินรอยตามวิสัยทัศน์แบบภาคเก่าที่แม้จะไม่โดดเด่นเท่า แต่การสร้างบรรยากาศแบบโหยหาอดีตผ่านบรรยากาศต่างๆ และการใช้เพลง Take Me Home, Country Roads เข้ามาก็ช่วยทำให้หนังยังมีเสน่ห์ในเชิงเก็บภาพรายละเอียดวัฒนธรรมที่ผ่านพ้นมาแล้ว มากกว่าที่จะโฟกัสกับเรื่องตรงๆ ซึ่งไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่  เป็นการดึงจุดร่วมประเด็น จิกกัด สังคม ภาคนี้คือการเล่นกับประเด็นยาเสพติดแบบง่ายๆ ข้อคิดสอนใจประเภทถ้าไม่เสพยาชีวิตก็จะไม่ฉิบหาย หรือนำเสนอภาพของประธานาธิบดีเผด็จการซึ่งเป็นการล้อเลียนยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก็เป็นไปในลักษณะที่ตัดแปะภาพโลกของปัจจุบันผสมกับการโหยหาภาพของอดีต ฉูดฉาด วูบวาบ ขบขัน

“เพียงแต่มันขาดความตื่นตาตื่นใจ เหมือนที่ผู้เขียนหลุดร้องเหี้ยในฉากระเบิดหัวสีสันสดใสเหมือนในภาคที่แล้ว”

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ