รีวิว-La-famille-Bélier

La famille Bélier (Eric Lartigau,2014)

– มายาคติประเภทหนึ่งที่มักพบเห็นสำหรับคนดูหนังในไทยคือ เวลาเจอคนดูหนังที่เป็นภาษาที่ 3 มักชอบคิดนำไปก่อนว่ามันจะดูยาก ฟังไม่รู้เรื่อง และไม่เข้าใจ ซึ่งความคิดนี้ไม่ถูกใช้ในภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่หลายต่อหลายคนก็ไม่ได้ฟังภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อได้หมดจดทุกตัวอักษร อีกทั้งต่อให้หนังมันจะพูดภาษาอะไรก็ตาม เราก็ยังคงต้องพึ่งซับไทยในการเข้าใจอยู่ดี แต่เรากลับเห็นปัญหากลัวไม่เข้าใจในหนังภาษานอกเหนือจากอังกฤษไป ซึ่งเป็นผลจากการที่วัฒนธรรมของเราติดอยู่กับภาษาอังกฤษ ทำให้หนังที่พูดภาษาที่ 3 จึงไม่ค่อยมีพื้นที่เท่าไหร่นัก ทั้งๆที่หนังจากภาษาที่ 3 หลายเรื่อง มันมีแก่นเนื้อหาที่น่าจะเข้าถึงจริตคนไทย ได้มากกว่าหนังที่พูดภาษาอังกฤษหลายเรื่องด้วยซ้ำไป

– La famille Bélier นี่เป็นตัวอย่างที่ดีเลยว่า แก่นเนื้อหา สไตล์การนำเสนอ เหมาะกับจริตคนไทยมากๆด้วยซ้ำ หนังมันมีแก่นเรื่องที่เป็นสากลในเรื่องของการตามหาความฝัน แต่มันกลับวิกฤติเพราะว่าถ้าความฝันนั้นมันเป็นขัดแย้งกับพื้นฐานของครอบครัว ถ้ามีพรสวรรค์ด้านเสียง แต่ครอบครัวดันหูหนวกล่ะ ไอเดียตั้งต้นมันก็น่าจะกินใจพอะทำให้คนทั่วไปอยากดูหนังได้ แต่ด้วยวัฒนธรรมการดูหนังที่เรายึดติดกับความคุ้นชินอะไรหลายอย่างก็ทำให้ตัวหนังมันก็เดินไปได้ไม่ไกลพอ ความน่าตลกคือว่าหนังที่โคตรแมสในประเทศฝรั่งกลับกลายเป็นแค่หนังสำหรับคอหนังในประเทศเท่านั้น

– กลับมาที่ตัวเนื้อหา ภาพในหัวสำหรับเราเมื่อคิดถึงหนังฝรั่งเศสเรามักติดภาพกับวัฒนธรรมปัญญาชนหรือชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ซึ่งทำให้ตัวหนังมันมีความคิดอะไรที่ต้องมีการศึกษาระดับหนึ่ง ซึ่งผิดกลับหนังเรื่องนี้ ที่นอกจากมันไม่ต้องการพื้นฐานความคิดอะไรมาก มันยังนำเสนอแบบตรงไปตรงมา เพื่อนำหวังให้ทุกคนประทับใจ ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว หนังก็ทำได้สำเร็จในระดับที่มันต้องการอย่างน่าชื่นชน แม้ว่ามันจะเป็นรักษากระตุ้นหรือปลอมประโลมให้คนดูมองเห็นความงดงาม ซึ่งในความเป็นจริง คนทุกคนก็ไม่ได้จะมีพรสวรรค์อะไรได้แบบนั้นทั้งหมดทุกคน

– สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราคือ เมื่อหนังต้องการนำเสนอเรื่องความแตกต่างของครอบครัวหูหนวกที่ดันมีลูกสาวแกะดำ(หรือขาว?)มีพรสวรรค์ด้านดนตรี ซึ่งขัดแย้งกับครอบครัว โดยตัวหนังก็ยังสร้างพื้นหลังครอบครัวให้เป็นคนหูหนวก ที่ถูกมองว่าไม่ได้ปกตินั้นอยู่ในเมืองที่เป็นชนบท คือเลี้ยงสัวต์ ปลูกผัก และทำขนมปังโฮมเมดขาย หรือเป็นอาชีพเชิงเกษตรกรรม ซึ่งแสดงภาพแทนลักษณะสากลไม่ต่างจากละครไทย ซึ่งพอเป็นคนตจว ก็จะมีความซื่อระดับนึง ทั้งการพูดจา การแสดงออก การพูดเรื่องเซ็กซ์แบบโจ่งแจ้ง คือหนังใช้วิธีที่ทำให้คนตจวกับคนหูหนวกรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน //สังคมชนบทเกษตรกรรมจึงถูกมองด้วยสายตาที่แปลก เพราะวิถีชีวิตแบบเก่า การใช้ชีวิตชนบทจึงมีความแตกต่าง เปรียบได้กับคนหูหนวกในสังคมเหมือนกัน

– เราจะเห็นว่าประเด็นหนึ่งนอกจากประเด็นหลักเรื่องการตามหาความฝันของนางเอกเสียงดีแล้ว มันยังมีเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นกลายๆเหมือนกัน แม้ประเด็นนี้จะทำได้ไม่แข็งแรง แต่มันประเด็นสากลที่น่าสนใจ ที่น่าเอามาคิด เพราะมันอยู่ในวัฒนธรรมฝรั่งเศสซึ่งเราไม่ค่อยได้ดูหนังฝรั่งเศสด้วยประเด็นนี้เท่าไหร่

– เรื่องความเป็นเมืองกับความชนบท มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อของครอบครัวเบลิเยร์ที่กำลังมีการเลือกตั้งในหมู่บ้านครั้งใหม่ ซึ่งนโยบายของผู้ลงสมัคร ซึ่งดำรงตำแหน่งมาก่อนในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถื่น โดยจะทำให้เมืองชนบทที่เป็นไร่นากลายร่างเป็นเมืองให้หมด ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของพ่อในครอบครัวเบลิเยร์ที่ต้องการเก็บความเป็นชนบทไว้ต่อไป ถึงขั้นตัวเองลงเลือกตั้งเพื่อสร้างนโยบายรักษาชนบท ทำให้ประเด็นรองของหนังน่าสนใจมาก เพราะมันเป็นการต่อสู้ระหว่างชนบทและเมือง โดยหนังก็พยายามสร้างภาพของพ่อ ให้เป็นคนที่มีลักษณะดุดันแบบภาพคนชนบท หรือสะท้อนภาพของสังคมสมัยเก่าได้พอควร ไม่ว่าจะสื่อสารผ่านร่างกาย และด้วยเคราเฟิ้มของพ่อ ทำให้นึกถึงความคนป่าได้เหมือนกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นบุคลิกของคนชนบทดั้งเดิมขนานแท้ ที่สำคัญนโยบายหนึ่งของพ่อคือไม่ให้มีการใช้อินเตอร์เน็ตซึ่งยิ่งขับเน้นประเด็นนี้ชัดขึ้นมา แม้ว่าเรามันจะน่าคิดว่ามันถูกต้องหรือไม่ ที่มาเล่นประเด็นนี้ไปพร้อมกับความเป็นคนหูหนวก เพราะทำให้คนหูหนวกถูกทำให้ภาพให้กลายเป็นคนที่แตกต่างในเชิงปกติและอุดมการณ์ไปพร้อมกันทันที

– ส่วนน้องหนู พอลล่า ที่ดันเกิดมาแตกต่าง ซึ่งทำให้เธอได้เข้าไปเรียนในโรงเรียน ได้เรียนวิชาวรรณกรรม ได้เรียนการร้องเพลงประสานเสียง ซึ่งภาพเหล่านี้บ่งบอกถึงคุณค่าของสังคมชนชั้นกลางแบบฝรั่งเศส โดยเฉพาะการร้องเพลงคลาสสิกประสานเสียง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ผูกกับความเป็นชนชั้นสูงอยู่แล้ว ดังนั้นการที่เธอดันมีพรสวรรค์ในสิ่งที่ครอบครัวเธอไม่มี เธอจึงตกอยู่ระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นคนปกติกับคนที่ไม่ปกติ หรือการทำตามความฝันหรือไม่ทำ และการตีความในประเด็นรองที่ว่า ระหว่างการเป็นเด็กสาวชนบทหรือจะยกระดับตัวเองขึ้นสู่ชนชั้นกลางแบบฝรั่งเศส ซึ่งทำให้พรสวรรค์เสียงร้องของเธอจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เธอปีนป่ายขึ้นไปสู่ชนชั้นที่สูงกว่าตามมาตรฐานสังคมได้ แต่ที่มากกว่านั้น หนังก็ไม่ได้ตัดสินพิพากษาว่าทัศนคติแบบใดที่ควรเป็นเพราะครอบครัวเบลิเยร์ก็ต้องเลือกใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองผูกพันต่อไป เหมือนกับการเป็นคนหูหนวกที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ได้แต่อยู่กับมันด้วยความสุขที่สุด แต่สำหรับพอลล่า ซึ่งเธอสามารถเลือกในสื่งที่ตัวเองมีทางเลือกได้ ซึ่งต่อให้ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน เชื่อว่ามันก็เป็นความงดงามในแบบของเธอมียู่ดี

– ที่สุดแล้วหนังมีฉากไฮไลท์ที่น่าจดจำถึง 3 ฉาก นั่นคือ 1. ฉากที่เธอร้องเพลงให้พ่อฟังเพื่อแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ของเธอน่าเสียดายที่พ่อไม่อาจสัมผัสได้ทางกายภาพได้แต่พ่อสัมผัสได้ด้วยหัวใจ 2.ฉากที่เธอไปออดิชั่นคัดเลือกการร้องเพลงโดยมีครอบครัวไปด้วย เธอร้องด้วยการใช้ภาษามือไปด้วยเพื่อต้องการสื่อสารสิ่งที่เขาบอกผ่านเสียงเพลงในสิ่งที่พ่อแม่ไม่เคยเข้าใจ และ 3. ฉากที่หวังจะพบเจอในหนังคนหูหนวกนั่นคือการที่หนังนำเสนอมุมมองของคนหูหนวกหรือไม่ได้ยินเสียงให้คนดูได้เข้าใจซึ่งหนังก็ทำได้ถูกที่ถูกเวลาและเป็นจุดสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากๆ

– ทั้งหมดทั้งมวล La famille Bélier จึงมีความสากล และเข้าถึงคนวงกว้างได้ ด้วยประเด็นที่มันเป็นแก่นของสังคมที่ปรากฎได้ในทุกวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตามหาความฝัน และความแตกต่างกันระหว่างชนชั้น หรือความแตกต่างกันระหว่างคนปกติและไม่ปกติ แต่ทุกคนก็ต้องดำเนินเส้นทางของตัวเองไปในทางที่ตัวเองเชื่อมั่น ซึ่งทำให้เป็นหนังที่น่าประทับใจและสื่อสารง่ายๆตรงไปตรงมา ซึ่งขัดแย้งกับชื่อเรื่องที่ทำให้เรางงเหมือนกันว่าจะออกเสียงมันว่าอย่างไร

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ