Mr.-Nobody-(2009)

จะเล่าเรื่องทางเลือกของชีวิตแต่เล่นท่าโครตยากกกก

น่าสนใจมากเพราะมันโยนปัญหาทางปรัชญาตัวโตๆให้เราว่าชีวิตที่เลือกกับชีวิตที่ไม่ได้เลือก ชีวิตแบบไหนมีความเป็นไปได้มากกว่ากัน เพราะการเลือกของเราก็เท่ากับตัดช้อยส์ที่เหลือออกหมด แต่การยังไม่ได้เลือกช้อยส์ทุกช้อยส์ยังคงอยู่และอาจถึงกับทำให้เราทำนายอนาคตได้อีกด้วย

หนังเลยใช้ชีวิตทำให้เห็นทุกมิติของชีวิตของคนๆหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่ามิติที่ 4 ได้ ทั้ง อดีต อนาคต ปัจจุบัน อยู่ในระนาบเดียวกันของความเป็นไปได้ทั้งหมด

ยังไม่หมดมันยังไปไกลขนาดตั้งคำถามระหว่างผู้สร้างกับการดำรงอยู่ การที่เราอยู่นี่เราดำรงอยู่จริงหรือไม่ หรือเราเป็นแค่เส้นเรื่องที่ถูกกำหนดโดยใคร ทำให้การระลึกถึงบางเส้นเรื่อง เส้นเรื่องนั้นมีชีวิตของตัวมันเอง หรือมันอาจไม่มีอยู่จริงเลยก็ได้

ทำให้ภาวะของหนังเรื่องนี้มันไม่รู้เลยว่าอันไหนจริง เพราะทุกสิ่งอาจลวง หรืออาจเป็นจินตนาการเส้นเรื่องของตัวละครไหนก็ได้ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับมาบนสุดมันก็คือเส้นเรื่องของคนทำหนัง ที่กำลังสร้างช้อยส์ให้ตัวละครในหลายๆ ทาง เช่นกัน

น่าเสียดายที่จาเล็ต เลโต้ หล่อไป เราเลยไม่ค่อยอินไปกับชีวิตของมันเท่าไหร่ หรือหนังอาจสร้างช้อยส์มากไป หรืออาจเพราะเราดูแบบ Director Cut ซึ่งยาว 2.30 ชม. ซึ่งการเลือกของเราก็ทำให้ช้อยส์จำกัดโดยทันที

ความเป็นไปได้ในชีวิตของเรามีจำกัด และแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่เรายังเล็งเห็นทุกการตัดสินใจของเราสำคัญกว่าแม้มันจะทำให้ทางเลือกของเราถูกตัดลง เพราะเชื่อว่าทุกคนก็ต่างวิตกกังวลกับช้อยส์ที่เราตัดไปแล้วเมื่อเราเลือกทางใดทางหนึ่งเสมอ แต่ถ้าให้ยึดสารัตถะว่าถ้าเราไม่เลือกเราจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ชาตินี้ก็คงได้แต่จินตนาการไป หรือรอให้ธรรมชาติมันเลือกให้เราเองแล้วกัน หรือมัวแต่กังวลว่าเวลาเราเลือก เราก็ไม่รู้ว่าเรามีอิสระ หรือจะเป็นอย่างที่เราต้องการมั้ย บอกได้คำเดียวว่า ช่างมัน ถ้าเลือกทางไหนไปแล้ว เราก็ต้องยอมรับว่าเส้นทางที่เราผิดพลาด หรือทำให้ช้อยส์ที่ดีของเราหมดลง หรือเป็นการเลือกที่นำไปสู่ทางที่เราไม่ได้ต้องการ ก็เพราะเราเลือกของเราเองทั้งนั้น

ชีวิตเราก็ไม่ได้มีช้อยส์ในการเลือกมากมายนักหรอก แต่ถ้าเราสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวของเราเอง ก็โปรดอย่ารีรอในการไม่เลือก ต่อให้มันจะเดินไปสู่เส้นทางที่วันหนึ่งเราย้อนกลับมาคิดว่า รู้งี้ถ้าเราย้อนอดีตกลับไปเลือกอีกทางดีกว่า ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบปลอบใจตัวเอง ซึ่งในที่สุดชีวิตของเรามันขึ้นอยู่กับการเลือก ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการไม่เลือก เหมือนที่หนังเรื่องนี้จะโชว์การไม่เลือกทำให้เรามีความเป็นไปได้มากกว่าการเลือก ซึ่งทำให้เรารู้สึกไม่อินกับหนังเรื่องนี้มากเท่าที่คว

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ