รีวิว The Sqaure

รีวิว The Square (2017)

– พอหนังมันเสียดสีวงการศิลปะก็ทำให้เห็นว่า ภัณฑารักษ์หอศิลป์คนคูลๆแบบคริสเตียนก็มีมุมกลวงๆ ได้เหมือนกัน หรือพื้นที่พิพิทธภัณฑ์ศิลปะที่อะไรก็ตามที่ถูกจัดวางไว้ในหอศิลป์เหมือนมันจะได้รับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการเป็นศิลปะขึ้นมาทันที ซึ่งคำถามนี้คงถูกท้าทายไปตั้งแต่ครั้นโถส้วนของมาร์แซล ดูว์ช็องเข้าไปวางในหอศิลป์ตั้งแต่ปี 1917 แล้ว

– เราติดใจกับบทสัมภาษณ์แรกของหนังเลย ที่คริสเตียนพูดตรงไปตรงมาว่า หอศิลป์อยู่ได้ด้วยเงิน และการสะสมศิลปะจากคนรวย ที่สามารถใช้เงินในบ่ายวันเดียวได้มากกว่าคนธรรมดาใช้เงินทั้งปี หอศิลป์จึงเหมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยหนังทำให้เห็นพื้นที่หอศิลป์ของ X Royal มันเคยเป็นและอยู่ติดกับพระราชวังมาก่อน (มีฉากที่คนแก่เดินหลงเข้ามา) ก็ทำให้เห็นชัดว่า หอศิลป์ในหนังเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากปูชนียสถานยุคใหม่ของสังคมมนุษย์ การเคลื่อนย้ายรูปปั้นอัศวินสักอย่างลง (ระหว่างเคลื่อนก็ทำพลาดพังล้มลงดั่งขยะ) ก็ยิ่งทำให้เห็นการแทนที่จากสิ่งเก่าๆ และสถาปนาศิลปะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ขึ้นมา

– แต่ขณะเดียวกันนิยามของศิลปะในหนังเรื่องเป็นแบบสุทรียะเชิงสัมพันธ์ หรืองานศิลปะสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบ เห็นได้จากงาน The Square งานจตุรัสที่สร้างความหมายร่วมว่าเป็นพื้นที่แห่งความห่วงใยและเท่าเทียมกัน หรือพยายามทำให้ศิลปะกับความสัมพันธ์กับสังคมดำเนินไปด้วยกัน

รีวิว The Sqaure

– อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่า หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครคริสเตียน และกิจวัตรของเขา ซึ่งทำให้เห็นความแปลกแยกระหว่างแนวคิดของศิลปะที่เขากำลังโปรโมต กับเรื่องราวชีวิตโดยรอบ หนังเน้นย้ำภาพภายนอกที่มีคนจร และขอทาน อยู่เต็มไปหมด มีหลายครั้งก็มีคนขอร้องให้ช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ แต่คนทั่วไปรวมถึงคริสเตียนก็ละเลยและไม่ได้สนใจกับสิ่งเหล่านี้

– ภาพแทนของคนในวงการศิลปะหรือศิลปินในหนังเรื่องนี้ จึงเป็นเหมือนบุคคลที่อยู่ชนชั้นสูงของสังคม โดยมีหอศิลป์เป็นดั่งวัดวาอาราม สถานที่โชว์ผลงาน แต่ด้วยตัวศิลปะที่มันกำลังคอนเน็คกับสังคม กลับกลายว่ามันมีความแตกต่างกันจนทำให้ ความเชื่อมต่อกันเป็นเพียงแค่แนวคิด แต่ไม่สามารถปฎิบัติจริง คริสเตียนจึงเหมือนตัวแทนของคนชนชั้นสูงที่ไม่สามารถสัมพันธ์กับสังคมได้อย่างจริงจังและจริงใจ จนจตุรัสแห่งนี้จึงไม่สามารเกิดขึ้นได้จริงในสังคมได้

– ขณะเดียวกันในตอนที่เขาถูกขโมยกระเป๋าสตางค์และมือถือ ในจังหวะที่คิดว่าเขากำลังได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ก็เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาได้ลองทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจากการเสนอแนะของลูกน้องของเขา นั่นคือการเขียนจดหมายขู่คนที่ขโมยของไปไว้หน้าห้องทุกห้องบนอพาร์ทเม้นท์หนึ่งที่มีขโมยอาศัยอยู่ ซึ่งก็ได้ผลดี แต่กลับกลายว่ามีห้องที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่หว่านแหของเขา

รีวิว The Sqaure

– ส่วนการโปรโมตงานศิลปะจตุรัสด้วยวิดีโอไวรัล ก็เป็นการเล่นกับจิตใจของคนโดยรวม นั่นคือเรื่องของเด็กและขอทาน ซึ่งจะเป็นการสร้างการพูดถึงอย่างมหาศาลทันที เพราะหากพื้นที่จตุรัสเปรียนเป็นสนธิสัญญาที่ทำร่วมกันแล้ว การระเบิดจตุรัสที่มีขอทานเด็กผมสีบลอนด์นั่นคือการทำร้ายจิตใจของคนในประเทศ ซึ่งก็เกิดการพูดถึงแน่นอน แม้ว่าจะผิดหลักจริยธรรมบางอย่าง

– ประเด็นขอทานและคนจรในสังคมสวีเดนนั้น ค่อนข้างจะเป็นปัญหาที่เซนซิทีฟในสังคม เพราะมันเกี่ยวข้องกับการมีอยู่ของสหภาพยุโรป(EU)ที่ทำให้เกิดปัญหาคนใน EU ย้ายมาเป็นขอทาน เพราะสวีเดนได้ชื่อว่าเป็นประเทศใจบุญ เพราะเชื่อว่าประเทศของตัวเองมีความสูงส่งและเป็นรัฐสวัสดิการทีี่ทุกคนเท่าเทียมกัน

– แต่ปัญหาสมัยใหม่ คือ เมื่อมีคนอพยพและขอทานมากเกินไป รวมถึงการเปิดรับผู้ลี้ภัย ก็ทำให้เกิดความแตกต่างทางเชื้อชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่อาจจะเป็นปัญหาสำหรับคนในประเทศสวีเดนเอง หรือเกิดเป็นอคติเหมือนที่คริสเตียนมีกับคนในอพาร์ทเม้นชนชั้นล่าง

รีวิว The Sqaure

– หนังเล่นกับอาณาเขตศิลปะที่เหมือนพื้นที่สูงส่งของคนชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงในสังคมร่วมสมัย ก่อนจะทำให้เห็นว่า คนชั้นกลางเหล่านี้ที่มีแนวคิดห่วงใยกับสังคมโดยรวม แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมส่วนใหญ่ได้ โดยเฉพาะอคติทางชนชั้น และความอีโก้สูงของตัวเอง

– นอกจากนี้หนังได้สร้างบททดสอบมากมายให้กับคนดู ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้เราจะใช้มาตรฐานทางสังคมแบบใดชี้วัด ตั้งแต่ การที่คนป่วยโรคประสาททูเร็ตต์ พ่นคำผรุสวาท ขณะที่มีการสัมภาษณ์ศิลปินในหอศิลป์ จนเกิดเป็นฉากตลกขบขัน ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกผิดได้ไม่ยากเมื่อมีคนในห้องพูดขึ้นว่า ผู้ป่วยไม่ได้อยากเป็นโรคแบบนี้ เราควรเห็นใจ และปล่อยให้เขาเข้าร่วมในงานได้ ความถูกต้องทางจริยธรรมเล่นงานคนดู ฉากแล้วฉากเล่า ไม่เว้นแม้กระทั่งการที่คริสเตียนให้ขอทานคนหนึ่งมาเฝ้าของให้ขณะที่ตัวเองตามหาลูก หรือฉากที่ขอทานเรียกร้องการซื้อแซนวิชไก่ แต่ไม่เอาหัวหอม ซึ่งทำให้เกิดความคิดในใจว่า ‘กุซื้อให้กินก็บุญแล้ว’

– บททดสอบเหล่านี้เล่นงานทั้งตัวละคร และคนดูตลอดเรื่องจน ทำให้หนังมีความตลกร้ายอยู่ตลอดเวลา และเสียดสีแทบในทุกส่วนของหนัง ไม่เว้นแม้กระทั่งฉากเพศสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราวแต่หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายก็ยังมีการแย่งถุงยางกันเพราะความหลงตัวเองของคริสเตียนก็มีสิทธิ์คิดว่าฝ่ายหญิงจะทำอะไรแบบชอบมาพากลกับเขาได้ หรือการถกปรัชญาความรักแบบวันไนท์สแตนที่ทั้งกระกระอักกระอั่นเพราะมันเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์แบบนี้ของคนทั้งสองมันเกิดขึ้นได้จากความสัมพันธ์ฉันอำนาจที่เกิดขึ้นและต่างฝ่ายต่างสมยอมหรือไม่

รีวิว The Sqaure

– ความพีคสุดของหนังคือฉากห้องงานเลี้ยงอาหารในวงการศิลปะ ที่มีการแสดง Performance Art ของศิลปินที่เล่นเป็นมนุษย์ลิงที่เข้ามารังควานคนในห้องที่เต็มไปด้วยความหรูหรา และนำเสอภาพของลิงที่เข้ามารุกราน ซีนนี้เป็นฉากที่ทำให้เกิดการตีความได้หลากหลายมุม เพราะลิงในเรื่องนี้เป็นตัวแทนของคนป่าไร้อารยะ ที่นอกจากจะเป็นการนำเสนอให้รู้สึกกลัวต่อความแตกต่าง นั่นก็คือความกลัวคนอื่น (คนอพยพ,คนต่างชนชั้น) มันยังคือการรุกรานเข้ามาสู่พื้นที่อารยะ คนในห้องอาหารคือคนในวงการศิลปะชั้นสูงเลิศหรู การเข้ามารุกรานคือความป่าเถื่อนดิบกร้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้มีอารยะเคยผ่านมาก่อน การบุกของมนุษย์ลิงจึงทำให้เห็นตัวเองในมุมของความป่าเถื่อนโหดร้ายอีกครั้ง

– The Square เป็นหนังที่เล่นล้ออยู่กับภาวะของคนชั้นกลางค่อนไปทางสูงในแบบคนสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศรัฐสวัสดิการที่มีใครคิดว่ามีความเท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันการมีปัญหาความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นมาหลังจากประเทศสวีเดนดำเนินนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก (ปี 2016 รับผู้ลี้ภัย 1.6 แสนคน) แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนลี้ภัยเหล่านั้นมีความกลมกลืนกับประเทศเจ้าบ้าน นี่จึงยิ่งทำให้เห็นความอคติกับชนชั้นแบบที่คริสเตียนเป็น

– ศิลปะจตุรัส จึงเป็นการหาพื้นที่สมมติที่จะทำให้เกิดจุดตรงกลางที่ทำให้เกิดข้อตกลงร่วมกันในสังคมที่ทำให้พื้นที่ตรงนี้ปลอดภัย ดังนั้นการระเบิดจตุรัสที่มีขอทานเด็กอยู่ จึงเป็นหมิ่นเหม่ศีลธรรม และทำให้คนในประเทศรับไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมจุดนี้ได้อยู่ดี มันจึงเป็นความรู้สึกกระอักกระอ่วนของบรรดาคนในสังคม

รีวิว The Sqaure

– The Square จึงเป็นการตีแสกหน้าสังคม โดยใช้ศิลปะเป็นตัวถางทาง ศิลปะที่สัมพันธ์กับสังคม โดยศิลปะนำเสนอโดยคนชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ซึ่งมีอำนาจสำคัญในการกำหนดบทบาท หรือถกเถียงทางสังคมอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถคืบหน้าไปไหนได้ เพราะสุดท้ายความมีอคติและเกลียดกลัวความแตกต่างก็เป็นปัจจัยหนึ่งในตัวพวกเขาเอง

– ในฉากที่เด็กที่ถูกผลกระทบจากจดหมายขู่ของคริสเตียนจนทำให้เขาเดือดร้อน และมาหาเขาเพื่อต้องการได้รับคำขอโทษจากคริสเตียน แต่คริสเตียนเองกลับไม่สนใจ และไล่เด็กคนนั้นกลับไปอย่างไม่ใยดี ในฉากบันไดกลางของอพาร์ทเม้นต์คริสเตียนนั้น หนังถ่ายมุมสูงจนทำให้เห็นช่องวางราวบันได เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสซึ่งเป็นโมทีฟแสดงให้เห็น ศิลปะจตุรัสที่มีทั่วไปในหนัง ซึ่งเป็นสัญญาประชาคมหนึ่งที่ต้องการนำเสนอ แต่ในขณะเดียวกันเราจะเห็นว่า คริสเตียนเองก็ไม่ได้เรียนรู้ถึงแนวคิดของจตุรัส และยื้อยุดเด็กคนนั้นจนตกบันได โดยไม่ช่วยเหลือใดๆ

– แนวคิดของจตุรัสคือพื้นที่แห่งการห่วงใยกันและทุกคนในสี่เหลี่ยมนั้นมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน การที่ศิลปินจะคิดแนวคิดแบบนี้ได้ นั่นก็แสดงว่าแค่พื้นที่นี้เท่านั้นที่คนเท่ากัน แต่สำหรับนอกจตุรัสนั้นก็เต็มไปด้วยปัญหาความไม่ห่วงหาอาทรและความไม่เสมอภาค ซึ่งเป็นปัญหาสังคมในทุกสังคมโลกไม่เว้นแม้แต่รัฐสวัสดิการอย่างสวีเดน

รีวิว The Sqaure

– อาจเรียกได้ว่าในเชิงสังคมนั้น แม้นโยบายทางด้านศีลธรรมจะเกิดออกมาได้เพื่อแสดงจุดยืนทางมนุษยธรรมนั้น แต่ในความจริงการปรับจูนหรือสร้างสัญญประชาคมที่ทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันนั้นเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะประเด็นความแตกต่างของเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ที่ทำให้คนแบบคริสเตียนที่เป็นตัวแทนของคนชนชั้นกลางไม่สามารถเอาชนะอคติทางชนชั้นของตัวเองไปได้

– หนังจบลงโดยไม่รู้ชะตากรรมของเด็กชายผู้ถูกผลกระทบ และไม่มีทางแก้ปัญหาใดๆ ต่อไป ขณะเดียวกันคริสเตียนก็ยังคนใช้ชีวิตของตัวเองไปได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดนิดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นละมั่ง

– คำพูดปะหัวในคลิปไวรัลที่กล่าวว่า “จะต้องไร้มนุษยธรรมกันขนาดไหนกว่าจะมีมนุษยธรรม” ค่อนข้างทรงพลังและฉุกคิดแต่หากว่ากันในความจริงแล้ว ปัญหาเชิงโครงสร้างนั้นไม่สามารถแก้ไขได้เพียงคนสองคน แต่มันต้องร่วมมือกันทั้งสังคม

รีวิว The Sqaure

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ