รีวิว-The-Theory-of-Everything

The Theory of Everything (2014)

7.25 /10

เป็นไปตามคาด เป็นหนังที่อยู่ในมาตรฐานออสการ์ แต่ไม่ใช่มาตรฐานของหนังที่เราจะชื่นชมเท่าไหร่ อาจเพราะมันไม่เหนือความคาดหวังหรือต่ำจนเกินไป มันจึงเป็นหนังที่อยู่บนเส้นแบ่งกำลังพอดี รักษาสมดุลหนังแบบออสการ์ไปตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และยิ่งเป็นหนังอังกฤษด้วยแล้ว ขนบประเพณีบางอย่างจึงถูกผสานเข้าไว้ในหนัง จนองค์ประกอบและงานอาร์ตของหนังราวประหนึ่งว่าเราอยู่ในโบสถ์ที่ดูชีวิตของนักบุณคนหนึ่งเลยทีเดียว

และที่เดาไม่ผิดเลยคือหนังจะวกมาเล่นประเด็นเรื่องศาสนา เพราะ นักวิทยาศาสตร์แนวทางนี้มักจะเชื่อพระเจ้าไม่ได้ เพราะขัดแย้งกับทฤษฎี แต่สุดท้ายเมื่อมันเป็นหนังตามขนบที่บอกไป ความเชื่อกับวิทยาศาตร์ก็มักจะกอดหอลงโรงสมฤดีไม่มีใครผิดใครถูก เป็นดังพ่อแม่จับมือกันร้องเพลงอย่างมีความสุขเลยทีเดียว

น่าประหลาดที่หนังไม่ค่อยเอาอาการเจ็บป่วยของสตีเฟ่นมาใช้เป็นข้อจำกัดกับการคิดค้นทฤษฎีเท่าไหร่ เหมือนว่าความเจ็บป่วยทางร่างกายไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานอะไรเลย และอัจฉริยะย่อมเป็นอัฉริยะวันยังค่ำ ทำให้รู้สึกว่า ที่เขาเจ็บป่วยทำให้เขาต้องพยายามอย่างหนักมากกว่าจะคิดค้นทฤษฎีได้แบบนี้ กลับกันเรากลับรู้สึกว่า หนังทำให้เห็นว่า ความเจ็บป่วยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอัฉริยะทางสมอง และบางครั้งก็เพราะเจ็บป่วยนี่แหละ เขาถึงได้เป็นอัฉริยะ ตามตรรกะที่เรามักจะเคยได้ยินกันว่า คนอัฉริยะมักจะไม่ปกติ สิ่งที่หนังพอจะทำให้เรารู้สึกว่ายากลำบากคือการที่เขาต้องเขียนหนังสือโดยการกดเครื่องช่วยทีละตัวคล้ายๆ กับตอนเด็กที่เราตั้งชื่อในเกมส์บอย ที่ต้องเลื่อนพิมพ์ทีละตัว ทำให้เราเห็นความยากกว่าที่จะเขียนได้แต่ละตัวอักษรจนเป็นเล่มหนังสือประวัติย่อของกาลเวลาจึงรู้สึกมีคุณค่า คุณค่าความยากลำบากในการกด ไม่ใช่คุณค่าเพราะอาการเจ็บป่วยทำให้เราเกือบไม่ได้ความคิดของเขา

ส่วนที่ชอบของหนังคือการพยายาประยุกต์เรื่องทฤษฎีหลุมดำของสตีเฟ่น ผ่านทุกสิ่ง เราจึงจะได้เห็นรูปทรงของสิ่งที่คล้ายหลุมดำผ่านการจัดองค์ประกอบของสถานที่บ่อยครั้งมาก และสุดท้ายยังให้ชีวิตสตีเฟ่น เป็นเอกภาพแบบหลุมดำเองซะด้วย ซึ่งก็กล้าคิดดี แม้ลึกๆแล้วเราจะแอบตลกก็ตาม เพราะมันทำให้ชีวิตดูมีความหมายยิ่งใหญ่จนแอบตะหงิดใจไปบ้าง

ทั้งหมดมันจึงเป็นหนังตามมาตรฐานอย่างที่บอก แม้จะเล่าความสัมพันธ์ได้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่ถึงขั้นอินหรือยี้ก็ตาม และยังเป็นหนังที่ชื่นชมความสำเร็จของนักทฤษฎีฟิสิกส์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก แม้มีอาการเจ็บป่วยทางกาย แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคทางสมอง มันจึงเป็นหนังที่เชิดชู ชื่นชม ได้แบบขาวสะอาด และดูยิ่งใหญ่ เหมาะสมแล้วที่เป็นหนังของอังกฤษ ที่ความเพลิดเพลินและดูได้อย่างปริ่มล้น ทุกเพศ ทุกวัย

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ