รีวิว Toni Erdman

Toni Erdman – ค้นหาความสุขจากหนังเรื่องเยี่ยมจากเยอรมัน

Toni Erdman เป็นหนังตลกขมขื่นชวนค้นหาความหมายชีวิตของคนวัยทำงานอย่างมาก

เรื่องราวว่าด้วย ‘วินฟรีด’ พ่อวัยเกษียณคนหนึ่ง ที่ได้กลับมาพบกับ ‘อินเนส’ ลูกสาวที่เกิดกับภรรยาซึ่งแยกทางกัน เขาพบว่าลูกสาวทำงานบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจกำลังหัวปั่น เครียด เพราะกำลังดีลงานกับบริษัทใหญ่โตในประเทศโรมาเนีย ซึ่งชี้เป็นชี้ตายอนาคตการทำงานระดับสูงของเธอ

ส่วนพ่อของเธอนั้นกลับเป็นพวกบ้าบิ่น แปลกประหลาด และพยายามหาวิธีทำให้ลูกสาวได้มีความสุขจากการใช้ชีวิต

หนังเรื่องนี้จึงแบ่งขั้วความสุขเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคือลูกสาว การไต่เต้าตำแหน่งและเป็นผู้หญิงทำงานหนักเพื่อความสำเร็จของชีวิตนั้นนับว่าท้าทายเธอเป็นอย่างมาก เธอทำงานในระดับที่เรียกว่า หายใจเข้าออกเป็นงาน และแทบไม่มีเวลาส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว และงานของเธอที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจนั้นก็ยังเกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างคนงานอีกด้วย

ส่วนวินฟรีดมีปรัชญาชีวิตในแบบที่แตกต่างจากลูกสาวของเธอ เขาเป็นพวกตลก ใส่ความตลกลงไปในทุกอณูของชีวิต เป็นครูสอนเปียโน ที่คิดงานอำลาเกษียณคุณครูโดยการให้นักเรียนแต่งหน้าผี และร้องเพลงเฉลิมฉลอง จนทำให้งานเต็มไปด้วยอารมณ์ขันแปลกๆ ซึ่งเป็นสไตล์ส่วนตัวของเขา

ถึงแม้ว่าพ่อจะอยู่ในช่วงเข้าสู่วัยเกษียณด้วยสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรม หมาที่รักก็แก่ตาย แม่ของเขาก็ชราจนนับเวลาถอยหลังชีวิต ความขมขื่นเหล่านี้ เขากลับยังสามารถใช้ความตลกแทรกซึมเข้าไปกับชีวิต และในวันที่เธอได้พบกับลูกสาว(ไม่ได้พบกันนานมาก) เขาจึงอยากมอบคุณค่าชีวิตนี้ให้กับลูกสาวของเธอ

แต่การจะมอบคุณค่าสิ่งนี้นั้นไม่ได้ทำโดยการสั่งสอน หรือพูดปาวๆ แบบผู้ใหญ่หัวโบราณ กลับกัน เขากลับใช้วิธีการสุดแผลงนั่นคือปลอมตัวว่าเป็นโค้ชของซีอีโอบริษัทที่ลูกสาวเธอกำลังดีลงานด้วย และเข้าไปปะปนในชีวิตการทำงานของลูกสาว จนทำให้พ่อได้เห็นชีวิตการทำงานของลูกสาว และลูกสาวก็ได้เห็นวิธีการของพ่อ จนทำให้ทั้งสองได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้น ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นำไปสู่การเรียนรู้คุณค่าชีวิตของคนทั้งคู่

นี่เป็นภาพยนตร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์ชีวิตของพ่อลูกคู่หนึ่งอย่างเหมือนจริง ด้วยรายละเอียดของชีวิต การใช้ชีวิตอยู่ การพบปะสัมพันธ์ สังคมการทำงาน การคาดหวังชีวิตที่แตกต่างกันของคนสองเจอเนอเรชั่น คนหนึ่งอยากประสบความสำเร็จจากหน้าที่ทำงานจนลืมชีวิตส่วนตัว และเกือบจะเรียกว่าไร้ชีวิต

“นี่เธอยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า”

พ่อโพล่งคำนี้ออกมา หลังจากเห็นเธอต้องคอยตามติดแม้กระทั่งต้องไปเป็นพี่เลี้ยงช็อปปิ้งให้กับเมียซีอีโอบริษัทที่ปรึกษาเพื่อหวังจะดีลงานกันให้สำเร็จ

เธอเป็นพวกไม่ยอมคน สู้งาน และไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เธอตวาดพ่อตอนเช้า เพราะไม่ยอมปลุกตอนหัวค่ำ จนพลาดไปปาร์ตี้สังสรรค์กับซีอีโอ

ส่วนพ่อเธอเป็นพวกอารมณ์ศิลปิน สร้างอารณ์ขัน ทำตัวนอกกรอบ ปรัชญาใช้ชีวิตของเขาคือ

“อย่าสูญเสียอารมณ์ขันเชียว”
หนังสร้างความอึดอัดในช่วงเวลาทำงานสุดเคร่งเครียดในโลกอันแสนรวดเร็วและวุ่นวาย ที่ลูกสาวต้องมีพ่ออยู่ร่วมกับชีวิตทำงานของเธอ

แต่เมื่อถึงจุดอันแตกหักเมื่อการเล่นแผลงๆของพ่อ(การปลอมตัว)ทำให้ชีวิตจริงๆของลูกสาวเกือบเรียกว่าป่นปี้ จนนำไปสู่ฉากขาดสะบั้น คือฉากที่พ่อปลอมตัวเป็นท่านฑูตเยอรมันและเข้าไปสังสรรค์บ้านของหญิงท่านหนึ่ง และบังคับให้ลูกสาวเธอร้องเพลง Greatest Love Of All ของ วิทนีย์ ฮุสตัน ซึ่งเพลงนี้เหมือนเป็นการปลดปล่อยความรู้สึกภายในผ่านทางน้ำเสียง ความอัดอั้น ผ่านเนื้อหาของเพลง เพลงที่พูดถึงการยืดหยัดในศักดิ์ศรีและรักตัวเอง ในแบบที่ตัวเองเป็นไม่ว่าจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งอินเนสทำมาตลอดทั้งเรื่อง

แต่ถึงที่สุดแล้วหลังจากฉากร้องเพลงนี้ เธอก็เปลี่ยนไป เธอทำให้งานปาร์ตี้วันเกิดของเธอในคอนโด ที่ทางหัวหน้าของเธอต้องการสร้างความกลมเกลียวกับทีมงาน กลายเป็นงาน Naked Party อย่างฉับพลันเหตุเพราะเธอพยายามต่อสู้กับการใส่ชุดรัดรูปอันแสนลำบากของเธอ แต่ทำไม่สำเร็จ จนไปถึงขั้น “ปล่อยแม่ง” นั่นคือแก้ผ้าปาร์ตี้ไปเลย ฉากนี้เป็นเหมือนฉากที่อินเนสเริ่มใช้วิธีคิดแบบพ่อของเธอเข้ามาใส่ในชีวิตของเธอเอง เหมือนที่พ่อของเธอใช้

ในช่วงหนึ่งของหนังที่พ่อเห็นริ้วรอยแห่งความไร้สุขของลูกจากการทำงานหนักจึงพยายามจะชวนคุยเรื่องคุณค่าชีวิตกับเธอ ซึ่งแน่นอนพ่อก็ถูกถามกลับว่า “แล้วอะไรคือคุณค่าชีวิตล่ะ” (ชีวิตที่คุ้มค่า) ของพ่อ พ่อก็หงายเงิบเพราะตอบไม่ได้

จนถึงในตอนท้ายที่อะไรก็ต่างคลี่คลาย พ่อก็มาตอบว่า ปัญหาของการตอบว่าอะไรคือคุณค่าของชีวิตนั้น คือเราไม่มีทางรู้เลยว่า ช่วงเวลาไหนคือช่วงเวลาที่มีความสุขหรือคุณค่าของชีวิต จนกระทั่งเรากลับมาย้อนนึกดูอีกที และเพิ่งตระหนักได้ทีหลังนานเลยว่า ช่วงเวลานั้นที่ผ่านไปแล้วคือความสุข แต่ชีวิตก็ได้ผ่านเลยไปเสียแล้ว

เหมือนเวลาที่เขามาจดจำได้ว่า ตอนที่อินเนสหัดขี่จักรยานได้ครั้งแรก หรือตอนที่เขาหาตัวเธอพบที่ป้ายรถเมล์ตอนเป็นเด็ก คือ เหตุการณ์ที่มีความสุข ก็ต่อเมื่อเวลานั้นผ่านไปไกลแล้ว

ดังนั้นที่สุดแล้วชีวิตและความสุขไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากเหตุการณ์ในชีวิตของคนเราที่ร้อยต่อกันไปเรื่อยๆ เราใช้ชีวิตไป และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร เราจะมีเหตุการณ์ในชีวิตสักชุดหนึ่งที่ใคร่ครวญตอนหลังได้เองว่านั่นแหละคือความสุขและความคุ้มค่าในการใช้ชีวิตของเรา ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

ไม่ต่างกันกับหนังเรื่องนี้ ต่อให้หนังจะมีความยาวถึง 2.40 ชั่วโมง แต่สุดท้าย มันจะมีซีนสักซีนหนึ่งที่เราค้นพบว่า เป็นซีนที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีคุณค่าอย่างมากมาย เมื่อหนังได้จบลง (หนึ่งในนั้นคือฉากลูกกอดกับไอตัวขนๆแบบในภาพ)

คงเหมือนกับชีวิต เหตุการณ์มากมายผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป ชีวิตล่วงเลยถึงวัยของมัน แต่คุณค่าการมีชีวิตนั้นเราจะตระหนักได้เอง เมื่อช่วงเวลาเหล่านั้นได้ผ่านไปแล้ว เราจึงควรใช้เวลาทุกวัน เพื่อหวังว่า ในวันหนึ่งเหตุการณ์ที่เราทำวันนี้ จะกลายเป็นคุณค่าในชีวิตของเราในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า

ปล.หนังเรื่องนี้เข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมา น่าเสียดายที่พลาดท่าให้กลับ The Salesman หนังอิหร่าน

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ