รีวิว Valerian and the City of a Thousand Planets

Valerian and the City of a Thousand Planets

ภาพสวยล้ำบนดาวสหประชาชาติ

 

ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า “จินตนาการด้านภาพ” ของ Valerian and the City of a Thousand Planets โดยผู้กำกับ ลุค เบสซง ได้เติมเต็มจินตนาการวัยเด็กของเขาเองกับการดัดแปลงคอมมิค Valérian and Laureline ในวันที่เทคโนโลยีพร้อมหลังจากเกิดขึ้นของ Avatar ได้อย่างน่าอัศจรรย์และตื่นตะลึง เขาสร้างโลกในศตวรรษที่ 23 ที่มีสายพันธ์ุเอเลี่ยนมากมายอยู่สถานีอวกาศเดียวกันนับหมื่นนับล้านสายพันธุ์บนดาวที่ชื่อว่า “อัลฟ่า” นับเป็นการขยายโลกอนาคตให้เห็นความเป็น Multi-Cultural (พหุวัฒนธรรม) หมายถึงสังคมที่มีความหลากหลายเชื้อชาติ และวัฒนธรรม อยู่ร่วมกันบนดาวอัลฟ่า ซึ่งเป็นภาพจินตนาการล้ำอนาคตของต้นฉบับคอมิคที่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1967

Valerian and the City of a Thousand Planets ว่าด้วยเรื่องราวของดาวอิสระที่ชื่อมิวต์ ดาวที่มีอาณาเขตอันสวยสดงดงาม ดั่งเกาะสวรรค์ ผู้อาศัยคือชาวเพิร์ลส ซึ่งมีผิวพรรณและรายละเอียดสวยงามแบบเดียวกับชาวนาวีใน Avatar แต่แล้วดาวมิวต์ ก็โดนถล่มจนดาวแตกดับ จนหนึ่งในชาวเพิร์ลสนั้นถึงแก่ความตาย แต่ก่อนตายวิญญาณมีพลังวิเศษ ที่ทำให้เรื่องราวของเขาเข้าไปอยู่ในฝันของ วาเลเรียน (เดน เดอฮานนักสืบของดาวอัลฟ่าผู้มีหน้าที่จัดการอาชญากรรมในจักรวาล โดยมีคู่หูคือ ลอเรลีน (คาร่า เดเลวีญ)  ทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงจีบกัน โดยมีภารกิจของเขาคือการตามจับโจรที่ขโมยของประหลาดมาจากซากขยะในอวกาศ รวมถึงภารกิจอันปกป้องดูแลท่านนายพลอีกด้วย

ชาวเพิร์ลส บนดาวมิวต์

ความพิเศษ Valerian and the City of a Thousand Planets นั่นคือความเพลินใจกับการดูงานด้านภาพที่สวยสดงดงามเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างเอเลี่ยนแปลกประหลาด ที่สร้างสรรค์คาแรคเตอร์ได้อย่างตื่นตาและชวนมอง หรือเมืองในดาวอัลฟ่าที่มีตึกราระฟ้าและสีสันสดใสผสมหลากวัฒนธรรมและเชื้อชาติเหนือเกินจินตนาการ และที่สำคัญฉากตลาด (Big Market) โลกเสมือนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งคนที่จะเข้าไปตลาดนี่นั้นต้องใส่แว่นตา VR (วิชวลเรียลิตี้) ที่จะทำให้เห็นโลกเสมือนซิมูเลชั่นขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ จนเกิดเป็นฉากแอคชั่นที่แปลกประหลาดในการทับซ้อนของสองโลกไปมา   

อย่างไรก็ตามด้วยงานด้านภาพอันวิตรเจิดจรัส ด้วยทุนสร้างมโหฬาร แต่ตัวเรื่องราวและการดำเนินเรื่องกลับทำได้อย่างแบนราบและไร้มิติ โดยเฉพาะการที่ภาพยนตร์ดึงจุดศูนย์กลางไปที่เรื่องราวจีบกันระหว่างคู่พระนาง ซึ่งดูจะสนใจจีบกันมากกว่าภารกิจของเรื่อง ทำให้ดูจะเหมาะอยู่ในหนังรอมคอมสักเรื่องมากกว่าจะทำให้เชื่อได้ว่าทั้งคู่คือหน่วยปฎิบัติการพิเศษผู้เก่งกาจในพิภพจักรวาล แถมยังมีเล่นมุขประเภท ที่วาเลเรียน ถามลอเรลีนว่า “จะขับยานได้หรอ” ซึ่งยิ่งทำให้ดูไร้สาระกับเรื่องราวของเรื่องไปกันใหญ่

หนังให้น้ำหนักกับการจีบกันของตัวละคร และใช้พล็อตขับเคลื่อนเพื่อหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายดาวมิวต์ลง โดยระหว่างภารกิจนั้นก็จะนำพาไปพบกับวิชวลสไตล์ต่างๆ ที่น่าตื่นเต้นและคาดเดาไม่ได้ ถึงแม้ว่าภาพเหล่านั้นอาจจะทำให้นึกถึงหนังไซไฟหลายเรื่องที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ยังคงเพลิดเพลินกับความตระการตาไปได้ในหนังเรื่องนี้

นอกจากการไม่แคร์มิติตัวละครแล้ว ยังมีการสร้างความขัดแย้งของจุดพลิกผันของเรื่องอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะแรงขับเคลื่อนของผู้ร้ายในเรื่องนั้นค่อนข้างขัดแย้งกับโลกในศวตวรรษที่ 23 ที่เป็นโลกแห่งความหลากหลายทางเชื้อชาติหรือการอยู่ร่วมกันได้แม้จะแตกต่างกัน ในภาพยนตร์กลับใช้จุดพลิกผันเป็นการที่มีนายพลซึ่งยังคงมีความเผด็จการสุดโต่ง และพยายามจะขจัดดาวสักดาวไปอย่างง่ายดายและไร้ร่องรอยอย่างไม่เป็นธรรม จนน่าสงสัยถึงความง่ายดายในระบอบปกครองของดาวอัลฟ่า ซึ่งเป็นไปได้ว่านี่คือการนำมาจากคอมิค โดยไม่ได้ปรับให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งตัวละครแบบนี้ จึงเป็นเหมือนภาพของ “ฮิตเลอร์” ซึ่งในคอมิคอาจจะยังพอเข้าใจเพราะผีร้ายฮิตเลอร์ยังคงหลอกหลอนยุคสมัยอยู่เนื่องจากคอมิคเกิดขึ้นครั้งแรก 1967 แต่สำหรับปี 2017 ที่พูดถึงโลกศ.23 ที่ไม่ใช่แนวดิสโทเปีย (ดิสโทเปียเผด็จการจะกลับมาในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า) การนำภาพแบบนี้มาใช้โดยไม่สร้างมิติให้ตัวละครได้ดีพอก็ทำให้เป็นตัวร้ายที่ไร้การสมเหตุสมผลจนไม่เชื่อว่าจะมีอยู่ในโลกอนาคตแบบนี้

นี่ยังไม่นับการทอดทิ้งอุดมการณ์ของตัวละครอย่าง บั๊บเบิล (ริฮันน่า) ที่เป็นตัวช่วยวาเลเรียนในการเข้าไปช่วยลอเรเลียนอีกที เธอเป็นเอเลี่ยนนางโชว์ที่สามารถแปลงกายเป็นใครก็ได้ โดยเธอมีข้อแลกเปลี่ยนในการช่วยเหลือว่า วาเลเรียน ต้องช่วยทำให้คนที่ไร้ตัวตนอย่างเผ่าพันธุ์ของเธอมีที่ยืนในสังคม ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ทำให้หนังดูโตขึ้นทันที เพราะเธอเป็นเหมือนตัวแทนคนชายขอบในดาวอัลฟ่า ถึงแม้ในดาวอัลฟ่าจะมีความหลากหลายเชื้อชาติมากขนาดไหน ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมทางสังคมอยู่ดี แต่หนังกลับใช้แรงขับเคลื่อนนี้เพื่อสร้างความดราม่าให้ตัวละครเฉยๆ แถมยังทอดทิ้งตัวละครอย่างง่ายดายเมื่อเธอหมดคุณค่า มิหนำซ้ำแรงขับเคลื่อนของเธอก็ไม่ถูกสานต่อแม้หนังจะจบแล้ว ซึ่งนี่เป็นความอ่อนด้อยละเลยของบทภาพยนตร์ที่ไม่ยอมปิดบาดแผลที่ตัวเองเปิดไว้ได้

สรุปแล้ว Valerian and the City of a Thousand Planets จึงทำได้แค่เพียงหนังภาพสวยและเลิศล้ำจินตนาการ ที่ทำให้ได้รับประสบการณที่ดีในการรับชมภาพที่หาดูได้ยากนักกับความปราณีตวิจิตรบรรจงจินตนาการล้ำเลิศ เพียงแต่เมื่อเริ่มเดินหน้าด้วยเรื่องราวที่ต้องมีบทภาพยนตร์เป็นแกนสำคัญ หนังก็ไม่สามารถช่วยเหนี่ยวนำ และลุ้นตามต่อได้ เพราะด้วยความที่หนังเอาเวลาไปใส่ใจกับการดีไซน์ภาพจนหมดสิ้นแล้ว

คะแนน 6.5/10

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ