The Wolf of Wall Street

การดู The Wolf of Wall Street มันสนุกมากเลยนะระหว่างดูในโรงภาพยนตร์ แต่เมื่อดูจบความรู้สึกเหล่านั้นมันก็จางหายไปเลย ไม่เหลืออะไรให้ติดหัว นอกจากไอความสนุกที่หนังประเคนให้ตลอด 3 ชั่วโมง คือมันเป็นความรู้สึกที่มีที่ทางเฉพาะแค่ขณะดูเท่านั้น คือมันผูกติดกับการจ้องมองของเรามาก ถ้าเราสูญเสียการมองไป หนังมันก็ลดคุณค่าของมันโดยทันที

ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเรื่องน่าประหลาด ใจแต่อย่างใดเพราะหนังเล่นกับรูปแบบทาง พื้นผิวอย่างระดมจัดเต็มเท่าที่ศิลปะทางภาพยนตร์จะเอื้ออำนวยให้กระทำได้ ทั้งการใช้รูปแบบสารคดี(ปลอม) การใช้วิธีการตัดต่อ ฟรีซเฟรมภาพ การแพนกล้อง สโลว์ไมชั่น การใช้วอยซ์-โอเวอร์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช้การทดลองใหม่แต่อย่างใด เป็นการย้อนกลับไปเอาของเก่านำมายำใหญ่อีกครั้งให้ลงตัวกับเนื้อหาที่เกี่ยว กับความบ้าคลั่งในตลาดหุ้น และการประชดประชันการโหยหาความร่ำรวยของของคนอเมริกัน

น่าสนใจว่า เมื่อเอา American Hustle มารวมด้วย เราจะเห็นความคล้ายกันของสองเรื่องนี้คือ การใช้รูปแบบสไตล์ให้กลายเป็นเนื้อหาของเรื่องเล่าไป ซึ่งนี่ผิดแปลกจากหนังฮอลลีวู้ดโดยทั่วไปที่พื้นผิวรูปแบบไม่ได้ชี้นำ เนื้อหามากกว่าเส้นเรื่องที่มันจะเล่า หรือนี่จะเป็นเครื่องหมายของหนังฮอลลีวู้ดสมัยใหม่(ซึ่งอาจเกิดมานานแล้วก็ ได้แต่เราไม่ได้สังเกต)

ดังนั้นการระดมใส่รูปแบบเทคนิคทางภาพยนตร์ เข้ามาอย่างไม่คณามือเพื่อให้มัน แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เล่านั้น มันทำให้ประสบการณ์ในการชมของผู้ชมสมัยใหม่จะมีความสุขในการเห็นภาพที่มัน ระดมใส่เข้ามาจนเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีทางพบเจอในความเป็นจริง มันเกิดขึ้นได้เฉพาะแค่โลกของภาพยนตร์เท่านั้น โลกแห่งความจริงไม่มีทางสะท้อนความรู้สึกแบบนี้ออกมาได้ ซึ่งนี่คือพลังของภาพยนตร์โดยแท้

แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือเนื่องจาก ความหมายของสิ่งที่หนังจะเล่ามันอยู่ที่ การนำเสนอทางรูปแบบทั้งหมด ซึ่งถ้าสายตาเราไม่ได้รับชมอยู่ในปัจจุบัน แล้วรูปแบบเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกประทับเป็นความหมายต่อผู้ชม เท่ากับว่าสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนละครจำอวดที่ระดมใส่เข้ามาเพื่อความสนุกใน ขณะที่รับชมอยู่เท่านั้น เมื่อสิ่งเหล่านี้จบลง สิ่งคั่งค้างที่เหลือก็แทบจะปิดตายไป นอกจากเสียว่าผู้ชมจะสามารถแปรสารด้านรูปแบบให้เร็วที่สุด แต่เร็วอย่างไรแต่เมื่อสายตาเราละจากการดูไปแล้ว คุณค่าของมันก็ลดน้อยถอยลงไปกว่าตอนที่ได้จ้องมองอยู่แล้วเป็นธรรมดา

ภาพยนตร์ ในรูปแบบนี้สะท้อนยุคสมัยของพื้นผิวเร้าใจได้มากที่สุด ซึ่งมันเป็นยุคสมัยที่เราสนใจการกระทำทางภาพ ซึ่งมีภาพก็ต้องใช้สายตาในการผูกติดการจ้องมองเท่านั้น เหมือนหนังเรื่อง The Wolf of Wall Street ที่ไม่สามารถทำให้เราได้ค้างคาใจอะไรอีกแล้วเมื่อหนังจบลง

สุดท้ายการ ที่เราเห็นการกระทำทางภาพที่เร้าใจกระตุ้นอะดรีนาลีนต่อสิ่งที่ เห็นมันทำให้กระบวนการคิดของผู้ชมอาจตีบลง?(เป็นข้อสันนิษฐาน) ดังเช่นภาพต่างๆที่พบเจอกันอินเตอร์เน็ต เราสามารถฉุกคิดทันกว่าสิ่งที่ตาเห็นแล้วกระตุ้นอารมณ์บางอย่างได้ทันหรือ ไม่ ซึ่งเท่าที่สังเกตเห็นโดยมากแล้วต้องตอบว่าไม่ เพราะสิ่งที่ปรากฎมันน่าสนใจกว่าเบื้องหลังของภาพที่ไม่ได้ปรากฎ

The Wolf of Wall Street อาจเล่นกับรูปแบบทางพื้นผิวที่ทำให้ไม่หลงเหลือคั่งค้างใดๆ เมื่อหนังจบลง แต่วิธีการแบบนี้แสดงตัวให้เห็นแล้วว่า มันไปด้วยกันได้ดีกับความเป็นยุคสมัยที่รวดเร็ว กลวงเปล่า สำเร็จรูป หยาบคาย และประชดประชัน

ดังนั้นสำหรับเรา หนังออสการ์ปีนี้คือ The Wolf of Wall Street และ American Hustle สามารถสะท้อนยุคสมัยทางสังคมวัฒนธรรมได้ดีที่สุด

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ