A Serious Man (Coen brothers, 2009)

ทุกครั้งเวลาเราคิดถึงพระเจ้า หรือ เรื่องศาสนา เรามักจะมองเป็นเรื่องของศรัทธา เป็นความเชื่อ ไม่คำนึงถึงเหตุผลเป็นหลัก หรือหลายครั้งก็เห็นเป็นเรื่องของความงมงาย (จากการที่ผู้นับถือมันงมงายซะเอง)

แต่สำหรับการทำหนังศาสนายูดาห์ของกลุ่มสังคมยิว ซึ่งไม่ค่อยถูกนำเสนอมากนักในภาพยนตร์ ภายใต้เงื้อมมือของ “พี่น้องโคเอน” หนังศาสนากลับอยู่ในตรรกะของเหตุผล ซึ่งจริงๆ ศาสนาแบบมีพระเจ้ายุคสมัยใหม่ ก็มักจะถูกทำให้มันมีตรรกะแบบเหตุผล ไม่เช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แบบพวก “สตีเฟน ฮอว์คิง” ผู้คิดค้นทฤษฎีหลุมดำ ก็คงไม่นับถือพระเจ้าแล้วหรอกมั้ง เพราะมันดูขัดแย้งกัน แต่เขากลับนับถือพระเจ้า {อ้างอิงจาก The Theory of Everything (2014)}

คราวนี้เมื่อหนังศาสนาแบบเหตุผล โดยนับถือพระเจ้า ทุกผลการกระทำของเราก็มักจะสืบสาวมาจากพระประสงค์ของพระเจ้าได้ และเราเชื่อว่าหากเรากระทำแต่ความดี เชื่อมันศรัทธาในพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเรา แต่หลายครั้ง เราจะพบวิกฤติของตัวละครในหนัง ซึ่งทำดีแทบตายแต่ชีวิตกลับเล่นตลก จนเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมพระเจ้าถึงกระทำแบบนี้ต่อเรา หรือพระเจ้าต้องการจะส่งสารบอกนัยอะไรต่อเราหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่พระคัมภีร์ที่ว่าด้วยเรื่อง “โยบ” ชายผู้ถูกพระเจ้าทดสอบศรัทธา

ลาร์รี่ (ไมเคิล สตัลเบิร์ก) คือหัวหน้าครอบครัวที่งานการกำลังไปได้สวย แต่ชีวิตกลับเล่นตลก เมียขอหย่าเพื่อไปแต่งงานกับเพื่อนชาย ตัวเขามีปัญหาสุขภาพ และอีกต่างๆนานาในชีวิต จนเริ่มสับสนกับวิกฤติศรัทธาในพระเจ้า จนต้องเข้าไปปรึกษากับแรบไบ (เทียบเท่าบาทหลวงในคริสต์ศาสนา)

เนื่องด้วย ลาร์รี่ เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ที่เชื่อในทฤษฎีตัวเลข และเชื่อว่าผลลัพธ์จะออกมาได้นั้นก็เพราะมันมีที่มาอยู่เสมอ ซึ่งหลักคิดนี้ก็ทำให้เขาเชื่อว่า ทุกผลกระทำย่อมมีสาเหตุเป็นปัจจัยเสมอ ทำให้เขาเห็นผลลัพธ์ชีวิตตัวเองและไม่อาจแน่ใจว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทำให้ชีวิตของเขาเป็นเช่นนี้ ทั้งที่ชีวิตดำเนินอยู่ในศีลธรรมจรรยาและศาสนาอย่างถึงที่สุด จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาเริ่มที่จะทำให้ตัวเองหมิ่นเหม่อยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมต่อการเป็นคนเลวได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพยนตร์ของ “พี่น้องโคเอน” เรามักจะสืบสาวหาความไปถึงตัวละครหลายตัวที่มักจะตกอยู่ในสถาการณ์ล่อแหลมของชีวิตจากการถูกโชคชะตาเล่นตลก อยู่บนเส้นแบ่งบางๆของการเป็นคนดีและคนเลว โดย ลาร์รี่ นั้นก็เช่นกันเขาต้องอยู่สถานการณ์คับขันเมื่อสัญญาณระหว่างตัวเขากับพระเจ้าไม่ใช่สัญญาณเดียวกันอีกต่อไป (ซึ่งหนังก็เล่นกับสัญลักษณ์เสาอากาศทางทีวีที่เพียงแค่หันเบาช่องสัญญาณก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าก็เช่นกัน)

ตลอดเรื่องนั้นนอกจากจะทำให้เห็นชีวิตที่ตกต่ำของลาร์รี่ การป็นคนดีไม่ได้ช่วยอะไรเลยแล้ว ยังทำให้เขาเริ่มมองหาสัญญาณชีวิตครั้งใหม่ แต่หนังก็ยังได้พยายามสอดแทรกความคิดจากแรบไบว่า การตั้งคำถามต่อพระเจ้า หรือการหาสาเหตุของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องตลกสิ้นที อีกทั้งต่อให้เราจะทำดีแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นผลบังคับว่าชีวิตของเราจะสมบูรณ์ไปทั้งหมด แต่เราต้องอดทนกับการทำดีต่อไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราทำเลว หรือไม่สามารถอดกลั้นความยั่วยวนของชีวิตได้แม้เพียงนิดเดียว ตัวละครในหนังของโคเอนก็จะได้รับชะตากรรมไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอน

เหมือนดั่งเช่นในตอนท้าย ในขณะที่ชีวิต “ลาร์รี่” กลับมาเข้ารูปเข้ารอย และเริ่มปรับทัศนคติจูนเสาสัญญาณให้เข้าใจกับพระเจ้าได้มากขึ้น แต่เมื่อเขาเลือกที่จะแอบปรับเกรดข้อสอบนักเรียนจากเอฟ ให้เป็นซีลบ เพื่อรับสินบนนักเรียนหลังจากก่อนหน้านี้เคยอยู่ในศีลธรรมมาก่อน

เท่านั้นแหละเวรกรรมในแบบหนังโคเอนก็มาเยือนชีวิตของลาร์รี่แบบติดจรวดทันที

*เพิ่มเติม* ในฉากเกริ่นเรื่องที่ทำให้เห็นตัวละครชาวยิวผัวเมียสองคนในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่เป็นเหมือนบรรพบุรุษความบาปของชาวยิวเอง ที่ผัวรับคนช่วยเหลือที่เป็นแรบไบกลับมาบ้าน แต่เมียกลับบอกว่าเขาตายไปแล้วเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผีชั่วร้ายจึงได้ทดสอบโดยการใช้มีดแทง แม้สุดท้ายเราจะไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาเป็นคนหรือผี แต่นั่นก็เป็นต้นกำเนิดความผิดบาปที่มนุษย์อาจได้สร้างให้กับ “ลาร์รี่” ในอีกศตวรรษต่อมา

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ