Blue Is the Warmest Color

เมื่อบทกวีแห่งรักยังโลดแล่นชั่วชีวิต

Blue Is the Warmest Color คว้า รางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุด (2013) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติคานส์ โดยสิ่งที่น่าสังเกตอย่างแรกคือ กรรมการให้รางวัลเรื่องนี้ควบกันสามตำแหน่งทั้ง อับเดลลาทิฟ กีชิช ตำแหน่งผู้กำกับ (ปกติจะเป็นตำแหน่งเดียวที่ได้รับรางวัล) ส่วน อีก 2 ตำแหน่ง คือนักแสดงนำของเรื่องทั้ง อาเดล(อาเดล เอ็กซาคูปูลัส) และ เอมมา (เลอา เซย์ดู) การให้ควบแบบนี้ทำให้เห็นว่าคนสร้างสรรค์ประพันธ์งานภาพยนตร์นั่นไม่จำเป็น ต้องถูกตรึงด้วยผู้กำกับเพียงคนเดียว – ตำแหน่งอื่นเช่น นักแสดงก็สามารถร่ายมนต์ปั้นแต่งผลงานเสมือนว่าขาดพวกเธอไปไม่ได้เลยเช่นกัน

แต่ น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันเพราะเหตุใดภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงเพิ่งทลายกรอบความ เป็นผู้ประพันธ์ของงานออกจากผู้กำกับได้เวลานี้ หรือเพราะการที่คณะกรรมการคัดเลือกภาพยนตร์ที่ผู้ชายทำหนังรักผู้หญิง โดยเฉพาะการมีฉากเซ็กซ์เร้าร้อนเปิดเปลือยร่างกายและจิตวิญญาณ หากแจกรางวัลโดยไร้เงาของพวกเธอนั้น อาจถูกวิพากษ์อย่างหนักหน่วงจากนักวิจารณ์สายเฟมินิสต์ได้ว่า นี่เป็นหนังที่จัดสรรความรักของเพศหญิง โดยผู้กำกับเพศชาย แถมยังถูกแจกรางวัลโดยคณะกรรมการที่เป็นผู้ชายเสียอีก

ถึงอย่างไรก็ ตามข้อครหาก็ถูกทบต้นทบดอกตามมา มันเริ่มต้นที่นักแสดงนำของเรื่องทั้งสอง เริ่มแฉ ถึงความหฤโหดในการทำงานกับผู้กำกับกิชิช ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นหนังหนังรักสานสัมพันธ์ ของเลสเบี้ยนที่ถูกกำหนดโดยมุมมองจากผู้ชาย  ยิ่งเฉพาะฉากเซ็กซ์อันเร้าร้อนด้วยแล้วที่ถูกมองว่าเป็นแฟนตาซีของเพศชายที่ มีความรู้สึกนึกคิดที่เกินเลยไปจากความเป็นจริง ซึ่ง กีชิช ก็ออกมาโต้แย้งว่า เขาทำหนังรักระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง ไม่ได้ทำหนังรักเลสเบี้ยนแต่อย่างใด อีกทั้งแม้เขาจะเป็นเพศชายแต่เขาไม่สิทธิ์ที่จะทำหนังที่ว่าด้วยเรื่องของ เพศตรงข้ามเชียวหรือ

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องห้ามไม่ได้เลย หากผู้ชมที่ได้รับข่าวสารอันแดงฉ่าแบบนี้ จะมีอคติประจำใจก่อนเข้าชมหนัง (รวมถึงผู้เขียนด้วย) เพราะการที่หนังถูกตั้งประเด็นไว้ล่วงหน้าแบบนี้ มันเป็นการยากที่จะสลัดทิ้งออกไปจากใจได้ทันที จะมีเพียงอย่างเดียว คือ ให้ตัวหนังและสิ่งที่หนังต้องการสื่อได้โลดแล่นออกมาอย่างอิสรเสรีไร้ขอบเขต จำกัดใดด้วยตัวของมันเอง

โดย เมื่อภาพยนตร์เริ่มต้นสิ่งแรกที่สะดุดตา คือระยะภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดโดยการจับจ้องที่ใบ หน้าของตัวละครนำของเรื่อง อาเดล ไม่ว่าเธอจะทำอากัปกริยาใดๆ เรา(ผู้ชม) เหมือนจ้องมองเธอโดยการชี้นำของกล้องอยู่ตลอดเวลา เสมือนว่าเธอเป็นวัตถุแห่งการถูกจ้องมองตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งการมองเช่นนี้เธอไม่มีทางรู้สึกรู้สาได้เลย อีกทั้งหลายครั้งหลายฉากโดยมิทราบว่าผู้เขียนคิดไปคนเดียวหรือไม่  อาการกิริยาของเธอบางครั้งมันทำให้ส่อไปทางเพศได้ เช่น ในซีนการรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันของ อาเดล และครอบครัว กล้องได้พิลี้พิไลการสวาปามของ อาเดล อย่างไม่คณามือ ทั้งการดูดพาสต้า การเลียริมฝีปากที่เปรอะไปด้วยคราบซอสของเธอ หรือกระทั่งแลบลิ้นออกมาเล่นลวดลายกับมีดอย่างบรรจง อาการเหล่านี้มันทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงไปเรื่องอย่างว่าได้ แต่มันจะไม่เป็นเช่นนี้เลยถ้ากล้องไม่จับจ้องระยะโคลสอัพขึงขังใบหน้า อาเดล ขนาดนั้น

แต่… แม้เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการคิดไม่ซื่อตั้งแต่ต้นกับอาเดล ด้วยการกล่าวโทษระยะภาพ เพราะเมื่อหนังเริ่มดำเนินไปสักพัก ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่ เสมือนว่าระยะภาพในโลกนี้มีแค่ระยะใกล้เท่านั้น ผลที่ตามมาทำให้เรากลับเริ่มคุ้นชินหน้าตาอันอิหลักอิเหลื่อในชีวิตของอาเดล พลันเหมือนผู้ชมได้ใกล้ชิดเธอ เริ่มที่อยากค้นเข้าไปในจิตใจเธอ ผู้ชมเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้แอบดู ‘อาเดล’ ในสถานะของคนโรคจิต – คนโรคจิตในที่นี้คือ การที่เราแอบมองฝ่ายตรงข้ามที่เราไม่รู้จัก (มักเกี่ยวพันกับการจ้องมองเพื่อส่งผลทางเพศเนื่องด้วยกล้องบังคับให้เรากระทำเช่นนั้น) แต่เมื่อเราเริ่มได้รู้จัก อาเดล มากขึ้น ทัศนคติเหล่านี้ได้ตีบไป เราเริ่มมองอาเดล ในมิติของความเป็นมนุษย์มากขึ้น เราเริ่มเอาใจอาเดลมาสู่ใจเรา  เริ่มลุ้นตามว่าชีวิตของเธอจะไปในทิศทางใดไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เรื่องเพื่อน หรือเรื่องการเรียน

อย่างไรก็ตามแม้ฉาบหน้าของหนังหรือ หลายคนอาจรู้สึกเกินไปก่อนเองว่า หนังเรื่องนี้กำลังเชิดชูอัตลักษณ์เพศทางเลือก ซึ่งหนังเน้นมากที่สุดไปที่ความเป็นเพศหญิงที่ถูกปูไว้ในรายทางของเรื่อง ต่างๆ เช่น วิชาวรรณกรรมในห้องเรียน  หรือการร่วมชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องเสรีภาพทางเพศในหนัง ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่หนังได้รางวัลคานส์ก็เป็นระยะเวลาเดียวกันที่มีคน ต่อต้านกฎหมายการอนุญาตสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันในประเทศฝรั่งเศส หนังเรื่องนี้จึงเป็นเสมือนการเมืองเรื่องทางเพศไปโดยที่ผู้สร้างอาจไม่ ตั้งใจ(?)

 

 

ดัง นั้นการที่หนังถูกป้ายหัวตัวโตพร้อมปรากฎการณ์ทางสังคมพอดิบพอดีว่าเป็นหนัง ที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์เพศทางเลือก – ในที่นี้คือเลสเบี้ยน ทำให้หลายคนเชื่ออย่างนั้นก่อนได้ชมภาพยนตร์ว่า หนังเรื่องนี้ต้องเชิดชูยกย่องความเป็นผู้หญิง(Femenist) มากอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อเอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้สร้างความเป็นเอกภาพทางผู้หญิงแต่หนึ่ง เดียว แถมยังมีสายตาบางครั้งที่เป็นกรอบกั้นระหว่างความเป็นเพศชายและหญิงอยู่ เนืองๆ เช่น ฉากสนทนากันเรื่องเพศในปาร์ตี้ของ เอมมา ซึ่งโจอาคิม  พูดว่าเขาไม่สามารถเข้าใจผู้หญิงได้ โดยเฉพาะขณะร่วมเพศ เขาไม่เข้าใจถึงความสุขสุดยอดของผู้หญิง

บทสนทนานี้เป็นสิ่งที่ช่วย สร้างพื้นที่ขอบเขตระหว่างเพศชายและหญิงได้อย่างชัดเจน และทำให้นักวิจารณ์สายเฟมินิสต์มองว่าสุดท้ายภาพยนตร์ก็ยังใช้ทัศนคติพื้น ฐานจากมุมมองของเพศชายที่มองเพศหญิงแบบทั่วไปอยู่ดี ไม่ได้เชิดชูเข้าใจเพศหญิงอย่างเลื่อมใสเพื่อแสดงความยกย่องเพศแม่แต่อย่าง ใด อีกทั้งเรื่องของการใช้รูปปั้นประติมากรรมเปลือยหญิง ที่ถูกวาดโดยผู้ชายนั่น ทำให้ประเมินเปรียบเปรยได้ว่า ภาพยนตร์ Blue is WarmesColour เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงผู้หญิงโดยการจัดสรรของเพศชายเสมือนการก่อรูป ประติมากรรมโดยศิลปินช่างเพศชายนั่นเอง  ศิลปินเพศชายที่กล่าวอ้างคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้กำกับ กิชิช เพราะฉากเซ็กซ์ซีนที่ออกมานั้น ถูกทำคลับคล้ายคลับคลากับการอ้างอิงรูปปั้นผู้หญิงเปลือยกาย โดยผลงานเหล่านี้เป็นผลงานของเพศชายทั้งสิ้น ผู้หญิงจึงอาจทึกทักได้ว่าเธอเป็นเครื่องมือศิลปะของเพศชายเลยทีเดียว

ทั้ง นี้การจะคิดแบบกรอบข้างต้นได้นั้น ผู้คิดคงต้องมีทัศนคติเอียงข้างเชิดชูผู้หญิงในระดับสูง แต่การที่ตั้งกรอบความคิดแบบนี้มันกลับแฝงมาด้วยอคติพอสมควร มันทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนและบดบังทัศคติสากลบางอย่างที่หนังผุดผ่านออกมา – อย่างแรกเลยแม้หนังจะนำเสนอความรักของเพศหญิงก็ตาม แต่ตัวหนังไม่เคยตีกรอบระหว่างสองเพศแบบจริงจัง และไม่เคยแสดงท่าทีดูถูกเพศไหนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

ก่อนที่ จะเลยเถิดออกจากตัวหนังมากกว่านี้จึงขอรวบรัดว่า ในกรอบแว่นสายตาของผู้เขียน ภาพยนตร์เรื่องนี้มีมุมมองที่เป็นผู้ชายจริงเถียงไม่ได้อยู่แล้วเพราะมีผู้ กำกับเป็นเพศชาย แต่เป็นมุมมองเพศชายที่มองเพศทางเลือกอย่างค้างคา – ค้างคาในที่นี้คือไม่มีการตัดสิน ไม่มีการประเมินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด และหลายครั้งเรายังมองเห็นความไม่เข้าใจ ซึ่งความไม่เข้าใจในเพศหญิงนี่อาจทำให้เกิดการแบ่งเกณฑ์ทางเพศ…แต่ไม่ได้ เป็นดัชนีว่าเพศชายกดทับเพศหญิงเสมอไปแต่อย่างใด

 

 

อีก ทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้ในบางโอกาสยังเป็นอิสระทางเพศด้วยซ้ำ โดยใช้หลักสากลในความรักเป็นเครื่องห่อหุ้มจรรโลงใจ อาเดลเลื่อนไหลระหว่างการชอบเพศชายและเพศหญิงสับเปลี่ยนไป ไม่จำกัดกรอบตัวเองว่าต้องการเพศไหน ดังที่เห็นว่าในตอนแรก อาเดล มีความสัมพันธ์กับโธมัส ก่อนจะได้พบกับเอมม่า ขณะที่เกิดความเหงา อาเดลก็ยังมีความสัมพันธ์กับเพื่อนชายร่วมงานต่อมา นี่ทำให้เห็นว่าเธอไม่ได้ผูกติดทางเพศของตัวเอง แต่ยึดติดกับความรักแท้เสียมากกว่า(ความรักกับความสัมพันธ์ทางเพศแยกจากกัน) และ การที่หนังพูดธีมหลักเรื่องความรักทำให้เห็นชัดเลยว่า หลักการของความรักเรื่องนี้ไม่ได้ตีกรอบหรือเชิดชูสภาวะเพศใด มันมีความสากลจนเสมือนว่านี่เป็นหนังที่ไม่มีเพศเลยด้วยซ้ำ

ขยับเข้ามาในเรื่องของตัวละคร  อาเดล(อาเดลเอ็กซาคูปูลัส) ถือ เป็นศูนย์กลางของเรื่อง ในทุกซีนที่ผ่านไปเราแทบต้องอยู่ร่วมสังคายนาในเฟรมภาพกับเธอทุกวินาที แต่ความน่าสนใจของการสร้างคาแรคเตอร์ของผู้กำกับเรื่องนี้ คือการสร้างความเหมือนจริง(Realistic) โดยผู้กำกับให้ อาเดล อ่านบทเพียงครั้งเดียว แถมเธอยังจำบทไม่ได้อีกด้วย ทำให้การต่อบทสนทนากันในฉากภาพยนตร์จึงมีการด้นสด(Improvisation) กันมากมาย ซึ่งนี่ไปด้วยกันได้ดีกับคาแรคเตอร์ตัวละครที่อ้ำอึงงุนงงชีวิต บางครั้งเธอก็ทำท่าอิหลักอิเหลื่อเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไรดี บางครั้งเธอก็พูดในลักษณะเชิงหลุดปากออกมา หรือแววตาท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติจนแทบไม่เห็นริ้วรอยของการแสดง ซึ่งนี่มันทำให้ตัวละคร อาเดล มีความเป็นมนุษย์เชิงบริสุทธิ์ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้มาก บริสุทธิ์จนเกือบทลายขอบเขตของการเป็นนักแสดง เธอทำเหมือนกับว่านี่เป็นบุคลิกนิสัยและความเป็นธรรมชาติของเธอ หรือเป็นมนุษย์คนหนึ่งจริงไม่ใช่นักแสดงแต่อย่างใด

ส่วน เอมมา (เลอา เซย์ดู) จะ มีลักษณะการแสดงที่แตกต่างกัน เธอจำต้องเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นเลสเบี้ยน ทำให้ต้องมีการสร้างบุคลิก น้ำเสียง ท่าทาง ให้สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของตัวแสดง แต่ด้วยวิธีการแสดงแบบเรียลลิสติกก็ทำให้ผู้ชมขจัดสิ้นความสงสัยและเชื่อใน ความเป็นหญิงรักหญิงได้อย่างแท้จริง จนหลงลืมว่าตัวตนของเธอเป็นผู้หญิงไปแล้วก็ได้

 

 

Blue Is the Warmest Color  ว่า ด้วยความสัมพันธ์ระยะยาวของความรักในช่วงชีวิตคนหนึ่ง ซึ่งหนังแบ่ง ออกเป็น 2 พาร์ทชัดเจน โดยให้ อาเดล เป็นตัวละครหลัก – ครึ่งแรกของเรื่องนั้นเป็นช่วงชีวิตวัยรุ่นที่กำลังเติบโตและค้นหาตัวเอง หนังพาไปพบแง่มุมแสนธรรมดาในการดำเนินชีวิตของชนชั้นกลางในฝรั่งเศส การเรียน เพื่อน ความรัก ครอบครัวและสังคม ก่อนที่เธอจะได้พบ เอมม่า ในเช้าวันหนึ่งที่สดใส มันทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปอย่างไม่สามารถอธิบายได้ การเจอเอมม่า มันเข้ามาดั่งโชคชะตาลิขิต หรือเรียกอีกแบบว่าเหตุบังเอิญ บังเอิญแรกคือการพบกันขณะข้ามถนน นี่เป็นซีนที่มีเสน่ห์ประจับใจเป็นอย่างมาก เสี้ยววินาทีที่สายตาของทั้งคู่ประสบกันมันเหมือนมีสิ่งหนึ่งใดในชีวิตได้ตก หล่นไปอย่างฉับพลัน

บังเอิญอีกครั้งการพบกันในบาร์เลสเบี้ยน ขณะที่ อาเดล เพิ่งบอกเลิกกับ โธมัส และถูกเพื่อนร่วมชั้นให้ท่าและหักอก การก่อร่างสร้างความสัมพันธ์เกิดขึ้นตั้งแต่ฉากนี้ นับแต่นี้ความรักของเธอก็พุ่งพล่านและสุกงอม โดยถูกการันตีโดยฉากเซ็กซ์ที่เร่าร้อนจนแทบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตรักเธอทั้ง คู่อย่างห้ามไม่ได้

ขณะที่หนังกำลังพีคอยู่ในช่วงหฤหรรษ์แห่งความรัก หนังกลับถูกฉับตัดแบบไม่ทันตั้งตัว มันจากไปพร้อมผมสีฟ้าของ เอมมา ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจให้รู้ว่าหนังได้เข้าสู่พาร์ทที่สองแล้ว พารท์สองเป็นบันไดอีกขั้นหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ทั้งสองได้เติบโตเป็น ผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว เอมมา เลือกทางเดินทางศิลปินและอุทิศมอบมันให้กับการวาดภาพ ส่วน อาเดล เลือกที่จะไม่เรียนต่ออุดมศึกษาและเข้าสู่อาชีพคุณครูเด็กเล็กอย่างพร้อมใจ

 

 

ถ้า เปรียบพาร์ทแรกเป็นอาหารมันคงเปรียบเป็นอาหารเลิศรสที่มาพร้อมไวน์ชั้น เยี่ยมที่ทำให้โลกสดใสเต็มเปี่ยมและมีชีวิตชีวา กลับกันพาร์ทสองเป็นอยู่กับความจริงมากขึ้น อาหารที่ถูกวางไว้นานวันเข้าก็อาจทำให้รสชาติเจือจางหรือถึงขั้นขมขื่นใน ความรู้สึกได้ ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับการทำงานและการตัดสินใจเรื่องอาชีพ เอมมาเดือดดาลคนที่มาซื้อภาพวาดของเธอโดยขอให้เธอแก้ไขรูปบางจุด อาเดลต้องทำงานด้วยความร่างเริงกับเด็กอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ไม่ได้ถูกผูกโยงด้วยสายใยของทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียว มันมีสายใยเส้นอื่นที่คอยเกาะเกี่ยวแย่งชิงสายใยที่ผูกติดพวกเธอเข้าด้วยกัน นี่ทำให้พาร์ทสองมีความรู้สึกอึดอัดขยัดขย้อนใจเป็นอย่างมาก

ฉากงาน ปาร์ตี้เฉลิมฉลองให้เอมม่า เป็นกรอบกั้นให้ถึงเส้นขนานของทั้งสองที่ไม่สามารถบรรจบกัน แน่นอนทั้งสองรักกัน แต่สังคมที่เราอยู่ร่วมอาศัยก็ทำให้เราแตกต่างกัน รสนิยมที่เราบรรจงสร้างขึ้นอาจเป็นกรอบกั้นระหว่างใครบางคนอยู่เสมอ บรรยากาศการพร่ำศิลปะและปรัชญาในค่ำคืนนั้นทำให้เราเห็นชัดว่า อาเดล รู้สึกไม่ชอบมาพากลกับตัวเธอ เรารับรู้ถึงความเป็นอื่นในงานเลี้ยงเช่นนี้ของเธอได้เป็นอย่างดี เธอไม่สามารถพูดคุยเรื่องศิลปะและปรัชญากับใครได้เลย มีแต่คนถามเธอเรื่องการโพสท่าซึ่งสำหรับเธอแล้วมันก็คือการนอนเปลือยกายให้ คนรักเท่านั้น มีคนอยากให้เธอเขียนหนังสือแต่เธอทำได้เพียงเขียนไดอารี่ให้ตัวเอง เธอมีความแปลกแยกกับงานเลี้ยงที่เธอเป็นคนจัดสรรขึ้นมา

ไม่ใช่เรื่อง น่าแปลกแต่อย่างใดเมื่อจบสิ้นงานนั้นแล้วความสัมพันธ์ทั้งสองเริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มขึ้นจากบทสนทนากันบนเตียงหลังงาน เอมม่ายังคงพร่ำเพ้อถึงเรื่องงานไม่จบสิ้น เรื่องความสัมพันธ์กับโจอาคิมที่จะช่วยให้เธอก้าวหน้าในอาชีพได้ แถมยังสอบถามความเป็นไปในตัว อาเดล เรื่องความชอบทางศิลปะ เพื่อให้เธอได้ผลิตงานซึ่งอาเดลไม่เห็นดีงามเท่าไหร่ แม้เอมมาจะไม่พยายามบังคับอาเดล แต่แน่นอนมันก็ทำให้อาเดลรับรู้ถึงผัสสะบางอย่างที่ทำให้ความรักในแบบของเธอ ไม่เพียงพอสำหรับ เอมม่า ผู้ที่ผมสีฟ้าได้จากไปแล้วตลอดกาล

 

 

ขณะ ที่เอมมามักจะกระตุ้นเร่งเร้าให้อาเดลค้นหาความชอบทางศิลปะของตนเอง กลับกันอาเดลไม่เคยเข้าไปยุ่มย่ามซักถามเรื่องงานของเอมมาใดๆ ยิ่งคำพูดที่อาเดลเอ่ยชัดเมื่อคนรักของเธอให้ค้นหาความสุข เธอกลับกล่าวว่า ฉันมีความสุข สำราญใจกับคุณ การใช้ชีวิตกับคุณแบบนี้ทำให้ฉันสุขใจ ในทางหนึ่งนี่เป็นเครื่องหมายการันตีว่าอาเดลผูกติดสายใยชีวิตทั้งหมดให้เอม มาเข้าแล้ว ซึ่งแน่นอนเอมมาย่อมไม่พอใจแน่ เพราะถ้าใช้หลักปรัชญาของ ฌ็อง-ปอล ซาทร์ ที่ถูกโยงเข้ามาในหนังอยู่หลายครั้งเป็นเกณฑ์ว่า ‘การยึดติดกับสิ่งใดก็ตามรวมทั้งความรัก มีผลทำให้ดวงจิตของเราที่โปร่งใสเข้าไปยึดอาศัยต่อสิ่งนั้นจนเรากลายเป็น เพียงวัตถุและทำให้เกิดความทุกข์ภายหลังได้’ ซึ่งขัดกับหลักปฎิบัติของ ฌ็อง-ปอล ซาทร์ ที่มนุษย์คืออิสรภาพ เมื่อมนุษย์ไม่ยอมรับสภาวะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทำให้ต้องดิ้นรนขวนขวายให้ได้สิ่งอื่นที่ดีกว่ามาแทนที่ เฉกเช่นในกรณีของเอมมา ที่พะเน้าพะนอ อาเดล ให้ค้นหาบางอย่างที่ทำให้ตนเองมีความสุขกว่าปัจจุบัน แต่เอมมาพยายามไม่เข้าไปจำกัดเสรีภาพในการเลือกของอาเดล เพราะจะเป็นการลดทอนอาเดลให้กลายเป็นวัตถุของตนเท่านั้น เธอจึงพยายามเสนอความคิดเห็นเป็นข้อเสนอแนะให้อาเดลได้ตัดสินใจด้วยตนเอง(แม้หน้าตาจะดูไม่พอใจก็ตาม)

กลับ กันแม้เราจะเห็นว่าหลังจากอาเดลได้พบรักแท้กับเอมมา เธอก็ยึดติดความรักมันเป็นสรณะพึ่งพิงใจ จนเมื่อมองเหลี่ยมมุมใดในชีวิตของเธอก็ทำให้เห็นถึงการปล่อยชีวิตให้ดำเนิน ไปเป็นดั่งสายลมชะตาลิขิต ทั้งรักแท้ที่เขามาอย่างเหตุบังเอิญ หรือการเลือกหน้าที่การงาน เพราะไม่ต้องการขวนขวายอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งหมดอาจตีตรวนว่าอาเดลเป็นคนไร้ซึ่งเสรีภาพ แต่บางมิติเราก็เห็นอาเดลเลือกสิ่งที่เธอต้องการ เธอเลือกที่จะทิ้งโธมัสไป และเศร้าเสียใจ เลือกที่จะสานสัมพันธ์กับเอมมา เลือกที่จะเล่นด้วยกับการรุกรานของเพื่อนหญิงร่วมชั้น เลือกที่จะไม่เรียนต่อและเป็นครูเด็กอนุบาล หรือเลือกที่จะมีเซ็กซ์กับโธมัส ทั้งที่สาวผมสีฟ้าได้เข้าละลานหัวใจ(ในความฝัน)แล้วก็ตาม

ดังนั้นจะ พบว่าต่อให้อาเดลไม่ได้เก่งปรัชญาอย่างที่ว่า แต่วิถีการดำเนินชีวิตของเธอก็มีเหลี่ยมมุมทับซ้อนอย่างที่ ฌ็อง-ปอล ซาทร์ อธิบายไว้  คือมีความปรารถนาดิ้นรนค้นหาตัวตนให้เป็นแบบที่ต้องการแต่ไม่เคยประสบความ สำเร็จได้เลย จนกระทั่งเธอได้มาพบกับเอมมา นี่ทำให้ชีวิตของเธอได้หยุดนิ่ง เป็นสภาวะของมนุษย์ที่เต็มอิ่ม และไม่ต้องการแสวงหาสิ่งใดเพิ่มเติม หารู้ไม่ว่านี่จะนำพามาซึ่งความทุกข์อย่างสาสมและทำให้ชีวิตของเธอไม่ต่าง จากวัตถุ โดยเฉพาะความคิดปรารถนาสิ่งสูงส่งของเอมมาที่ไม่ยึดติดและพยายามรังสรรค์ ชีวิตให้กลายเป็นงานศิลปะอย่างไม่สิ้นสุด ต่างจากอาเดล ที่เมื่อได้ลงหลักปักฐานกับเอมมาแล้วเธอกลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียบ เชียบคาดเดาง่าย คล้ายสภาวะน้ำนิ่งที่รอซึนามิถาโถมเพียงเท่านั้น

 

 

ส่ง ผลให้ค่ำคืนหนึ่งที่อาเดลกลับที่พักมาโดยไม่พบเอมมา พบแต่ข้อความที่เอมมาบอกว่าอยู่กับลิซ ทำให้เธอทุกข์ใจ เป็นผลจากยึดตัวเองกับความรักมากจนเกินไป และด้วยสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ที่มีเสรีภาพจึงต้องดิ้นรนชีวิตให้มีความ หมายอยู่ร่ำไป นั่นทำให้เธอจำเป็นต้องหลบหลีกความทุกข์ด้วยวิธีต่างๆ ในที่นี่คือ การที่เธอเลือกที่จะไปงานปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนที่ทำงานจนเกิดความ สัมพันธ์ฉันชู้สาวเกิดขึ้น เป็นผลให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งอย่างหนักกับเอมมา ซึ่งถ้ายังคงใช้แนวคิดเดิมจับ อาจเป็นเรื่องน่าหัวร่ออย่างมาก เพราะขณะที่ตลอดเรื่องเอมมาให้อิสรเสรีภาพกับอาเดล แต่เมื่อถึงคราววิกฤติจริง หลักอิสรเสรีภาพเหล่านั้นก็ถูกหักทิ้งลงอย่างง่ายดายและยังเป็นการไม่เคารพ เสรีภาพของอาเดลอย่างที่ควรจะเป็นตามปรัชญาของซาร์ทอีกด้วย

การไม่ เคารพเสรีภาพอย่างที่กล่าวหมายถึงว่า เธอไม่เคารพโอกาสที่จะให้อาเดลมีทางเลือกอื่นใด นอกจากยึดติดในตัวเอมมาแต่เพียงผู้เดียว ผิดกันอาเดลกลับให้โอกาสเอมมาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น(เห็นได้ใน ฉากปาร์ตี้) และเมื่ออาเดลเลือกที่จะมีเสรีภาพทางอื่น เอมมากลับอาละวาดอย่างรุนแรงราวกับว่าอาเดลเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของตน และไม่รับผิดชอบในการเลือกของอาเดล ซึ่งนี่แสดงให้เห็นการลดทอนคู่รักตรงข้ามให้กลายเป็นวัตถุเพื่อให้ตัวเองได้ อยู่เหนือกว่าทางเสรีภาพเท่านั้น ดังนั้นการที่เอมมาให้อาเดลเลือกความชอบของตนเองก็อาจเป็นเพียงเพื่อผล ประโยชน์ในสังคมของตนเองโดยมองไม่เห็นความเป็นอาเดลอย่างที่เธอเป็นจริงๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าสุดท้ายแล้วเสรีภาพในการเลือกก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ที่บริบทรายล้อมมิใช่เสรีภาพแบบบริสุทธิ์แท้จริงแต่อย่างใด

นอกเหนือ เสรีภาพทางความรักที่กล่าวไปแล้ว ประเด็นที่พบเห็นอยู่ตลอดเรื่องคือเรื่อง เสรีภาพทางชนชั้น เนื่องจากว่า อาเดล และ เอมมา อยู่ในสถานะทางชนชั้นชองสังคมฝรั่งเศสคนละระดับกัน อาเดลเป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง ต่างกลับเอมมาที่เป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง สังเกตได้จากสถานะครอบครัว อาหารการกิน วิธีคิด รสนิยม และการงานอาชีพ ผู้ชมจะพบเห็นฉากบนโต๊ะอาหารที่ต่างฝ่ายต่างสลับพาไปกินคนละบ้าน เราจะเห็นวาทกรรมบางอย่างที่แตกต่างระหว่างสองชนชั้นได้อย่างดี ขณะที่ครอบครัวของเอมมา มองอาชีพคุณครูของอาเดลด้วยท่าที่ดูแคลน  กลับกันครอบครัวของอาเดลก็มองอาชีพศิลปินเป็นอาชีพที่ทำกินลำบาก อีกทั้งยังมองอัตลักษณ์ทางเพศเป็นแบบพื้นฐานนั่นคือ ชาย-หญิง เห็นได้จากว่าบทสนทนาที่สอบถามเรื่องแฟนของเอมมาที่เป็นผู้ชายนั่นเอง

 

 

ใน ที่สุดแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอทั้งสองอาจเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมทาง คู่รักร่วมเตียง ที่ทั้งสองอาจคิดเสมอในช่วงหนึ่งว่าคงเป็นความสัมพันธ์อันเอ่อล้นยาวนานที่ เติมเต็มชีวิตอันว่างเปล่าเข้าด้วยกัน เฉกเช่นรักแท้ของอาเดล และแรงบันดาลใจทางศิลปะของเอมมา แต่ความสัมพันธ์บางครั้งก็ผ่านพ้นไปให้เราได้เรียนรู้ชีวิต ได้รู้จักแง่มุมครั้งใหม่ที่ไม่เคยคาดคะเนหรือปรากฎชัดได้หากไม่ทดลองเดิน ด้วยตนเอง และต่อให้ครั้งหนึ่งเราเคยหลงรักใครมากเพียงใดก็ตาม แต่เวลาก็ไม่เคยรีรอที่จะผ่านไปอย่างเร่งรีบเพื่อให้ความสัมพันธ์ครั้งนั้น กลายเป็นเพียงแค่อดีต เสมือนการเผลอหลับแล้วตื่นไม่ทัน เสมือนช่วงเวลาที่เธอทั้งสองจากกันเพื่อมาพบกันใหม่ในร้านกาแฟ แม้ความรักอันหอมหวานของอดีตยังคุกรุ่นอย่างเต็มหัวใจ แต่ท้ายที่สุดการตัดสินใจสำหรับช่วงเวลาปัจจุบันบางครั้งก็ทั้งบาดลึกบาด เจ็บหัวใจ น้ำตาแห่งอดีตเอ่อล้น เส้นทางของอนาคตก็ส่องประกายทางให้ปัจจุบันเห็น จนทำให้ความสัมพันธ์บางครั้งก็ขาดสะบั้นออย่างไม่ใยดี หรือบางความสัมพันธ์ก็บรรจงต่อรอยร้าวจนหลงลืมบาดแผลที่เคยเยียวยา

ความ รู้สึกอันหม่นเศร้าและอบอุ่นงดงาม ก็สามารถบังเกิดได้ในสถานการณ์เดียวกันอย่างคนละขั้ว เพียงแต่เราเลือกหยิบจับความรู้สึกใดก่อกุมกินหัวใจ หากปล่อยให้ความมากล้นของความรู้สึกเข้ากัดกร่อนสภาวะจิตใจอันว่างเปล่าของ ชีวิตนั่นไว้ก็อาจลดทอนให้เรากลายเป็นเพียงวัตถุที่ถูกเหยียบย่ำระทมใจไว้ อย่างเนิ่นนาน แต่หากเรามองว่าสิ่งทั้งหลายที่มันเคยผ่านมาทั้งทุกข์และสุข มันกลายเป็นเครื่ององค์ทรงเครื่องของชีวิต เฉกเช่นแววตาหม่นเศร้าในภาพวาดของเอมมา ที่เป็นริ้วรอยปรากฏจากอดีตที่ผ่านพ้นมา นี่ก็อาจเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ชีวิตในวินาทีปัจจุบันมันก็เป็นที่รวบรวมสสารวัตถุที่สะสมเอาไว้ตามวัน เปลี่ยนผ่านของชีวิต

 

ทั้งหมดทั้งนี่ทำให้เห็นว่า ภาพยนตร์เรื่อง Blue Is the Warmest Color มี สถานะอันงดงามที่จะเป็นภาพยนตร์ที่อยู่เหนือล้ำสถานะเพศใด แต่มันหว่านล้อมไปด้วยความรักที่แสนละมุนเศร้า และหม่นสุข โดยใช้สัญลักษณ์สีอันอบอุ่น และการดำเนินเรื่องอันประณีตในความเป็นมนุษย์ และยังแสดงให้เห็นถึงสถานะการดำรงอยู่ และเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ได้อย่างสวยงาม อีกทั้งยังซื่อสัตย์กับความเป็นจริงของฉากเซ็กซ์ที่ไม่ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง เพื่อให้เห็นอารมณ์ความรู้สึกของความสัมพันธ์รักทางเพศที่แสนมหัศจรรย์ และยังทำให้เห็นว่าการนำเสนอความเหมือนจริงของเรื่องราวโดยทำให้เกิดความไม่ เข้าใจ เช่น ความขัดแย้งระหว่างการตัดต่อของชอตที่ขั้วแย้งกันระหว่างการร้องไห้และการ แหกปากตะโกน อาหารและเซ็กซ์ ฯลฯ การโคลสอัพที่ริมฝีปากเผยอเสน่ห์ของอาเดล การนำเสนอเห็นสังคมฝรั่งเศสทั้งสองชนชั้น การตั้งคำถามต่อผลงานศิลปะว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นของผู้สร้างสถานเดียวหรือ ไม่ และคำถามเรื่องความไม่เข้าใจผู้หญิงของเพศชาย

Blue Is the Warmest Color เป็นหนังที่มีแง่มุมมากมายหลากหลายให้ได้ครุ่นคิดและวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทั้งนี้เพราะความซื่อสัตย์ในงานสร้างที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ความ รักของชีวิตมนุษย์ช่วงหนึ่งที่ทุกคนสามารถผ่านพ้นร่วมกันได้ไม่ว่าจะมีสถานะ ทางเพศแบบใด

สำหรับผู้เขียนแล้ว เรื่องนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่า

ต่อ ให้ความรักจะผ่านพ้นไปด้วยความสุขเศร้าเพียงใด แต่บทกวีแห่งรักครั้งนั้นมันก็จะเริงเล่นอยู่ในท่วงทำนองชีวิตไม่เสื่อมคลาย ยังคอยป่าว ตะโกน ร้อง เริงระบำ เพื่อให้ชีวิตยังมีความหมายในทุกวันที่ยังมีลมหายใจ

 

คะแนน 9/10

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ