วิจารณ์ภาพยนตร์ Doctor Strange

วิจารณ์ภาพยนตร์ Doctor Strange

ไซเคเดลิก ปรัชญาตะวันออก และความตายของตัวตน


ผมคงไม่เขียนอะไรในเชิงประเมินคุณค่าตัวหนังในบทความนี้ เพราะหนังมาร์เวลมันก็มีทิศทางของตัวมันชัดเจนอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าผมออกจะน่าเสียดายมากก็ตาม ที่เนื้อเรื่อง(การฝึกฝนเป็นจอมเวทย์)และวิชวลสไตล์ที่ได้อิทธิพลมาจากศิลปะไซเคเดลิกเต็มรูปแบบน่าจะไปไกลได้มากกว่านี้อีกสักหน่อย

ในพื้นที่นี้ผมจะเขียนถึงความน่าสนใจต่อคอนเซฟต์ของเรื่องนี้ ทั้งการใช้ศิลปะไซโคเดลิกเข้ามาเพื่อนำเสนอเรื่องราวของโลกจอมเวทย์ซึ่งเป็นโลกทางจิตวิญญาณ พอดีคิดไปคิดมาคิดว่า มันสอดคล้องกันพอดิบพอดี จึงอยากจะเขียนแบ่งปันมุมมอง เผื่อแฟนมาร์เวลอาจจะอยากอ่านอะไรมากกว่า ตัวเนื้อเรื่องเชิงจักรวาลมาร์เวล, Easter Egg ต่างๆ ที่แฟนๆน่าจะพูดกันจนปรุหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนจะได้อ่านต่อจากนี้จะเขียนในมุมต่อยอดที่ผมสนใจจากหนังจริงๆ

วิจารณ์ภาพยนตร์ Doctor Strange

ในเรื่อง Dr.Strange นั้น เริ่มต้นโดยการสร้างบุคลิกดร.สเตร้นจ์ ให้เด่นชัดเลยว่าเป็นหมอที่ใช้หลักวิทยาศาสตร์นำหน้า เขาสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยมือสองข้างที่สามารถคำนวณความแม่นยำ จากความน่าจะเป็นของเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เรียกได้ว่าถ้าตามสถิติเคสคนไข้มีความน่าจะเป็นที่จะรักษาสำเร็จแล้ว เขาก็ยากที่จะพลาด …แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะเมื่อเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เส้นประสาทของมือทั้งสองข้างใช้การไม่ได้ แน่นอนมันทำให้เขาไม่สามารถรักษาคนไข้ได้อีกต่อไป นั่นเป็นการรับรองว่าเมื่อกายไม่พร้อม จิตใจของเขาก็ป่นปี้แหลกเหลวไปด้วย เพราะถือว่าความสามารถดุจเทวดาจากมือสองข้างเขาพังพินาศลงพริบตา ความเก่งกาจในฐานะหมอเทวดาของเขาก็ลดฮวบฮาบ จนชีวิตแทบจะไร้คุณค่า ยิ่งโดยเฉพาะเขาเป็นคนเก่งอีโก้สูงแล้วก็ยิ่งจะรับตัวเองไม่ได้แน่นอน

แต่ความสิ้นหวังยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะการได้รู้ว่าเคยมีคนไข้เคสหนึ่งที่ตามความน่าจะเป็นแล้ว ไม่สามารถรักษาได้ แต่เขากลับหายเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ จนทำให้เขาถึงกับต้องดั้นด้นค้นหาคำตอบว่าทำไมถึงทำเช่นนี้ได้ คำตอบคือเขาไปรักษาที่คามาทาจ ในเนปาล และด้วยความที่เขาหมดหวังจนไม่เหลือหนทางแล้วนี่คือหนทางสุดท้ายที่เขาต้องไป

screen-shot-2016-04-13-at-9-00-51-am-e1460564407986

เมื่อเขาได้เข้าไปในสำนักนี้ จนพบกับอาจารย์อันเชียนวัร สิ่งที่เขารู้ว่าทั้งหมดในชีวิต (แพทย์ตามหลักวิทยาศาสตร์) เรียกได้ว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้ของเขาเท่านั้น เพราะความรู้อีกด้านนั้นเป็นความรู้ที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันไม่ได้กับความคิดที่เขามี นั้นคือการรักษาอาการป่วยด้วยการฝึกจิตใจ หรือจิตใจเป็นนายเหนือกาย แล้วเมื่อฝึกจนถึงขั้นบรรลุแล้ว กายก็ไม่ต้องไปแคร์มันอีกต่อไป เพราะเราสามารถถึงขั้นถอดจิตได้ด้วยซ้ำ มาถึงจุดนี้ ก็ทำให้เห็นขั้วขัดแย้งระหว่าง สองแนวคิด นั่นคือการที่มองโลกอย่างจำกัดเท่าที่ตาเห็น(วัตถุนิยม) ส่วนอีกขั้วหนึ่งนั้นมีโลกจิตวิญญาณที่มีกายทิพย์แยกออกไปได้ ซึ่งทำให้ ดร.สเตร้นจ์ เองต้องผงะและไม่คิดว่าโลกนี้จะเชื่อด้วยความไร้เหตุผลแบบนี้ได้

อย่าไรก็ตามการที่อันเชียนวันได้พิสูจน์ให้ สเตร้นจ์ ได้เห็นอีกโลกหนึ่ง นั่นคือการได้ล่องลอยไปเข้าไปในจักวาลอันไม่สิ้นสุด สิ่งจุดนี้สำคัญต่อการนำเสนอภาพทางวิชวลออกมา ซึ่งแน่นอนการที่หนังใช้แรงบันดาลใจของศิลปะไซเคเดลิก ทำให้สนองตอบกับโลกทางจิตวิญญาณอย่างพอดี ?

วิจารณ์ภาพยนตร์ Doctor Strange

ไซเคเดลิก หรือ ไซโคเดเลีย คือ วัฒนธรรมย่อยแขนงหนึ่งในวัฒนธรรมตะวันตก ในยุค 1960s นึกง่ายๆก็พวกยุคฮิปบี้ ยุคบุปผาชนครองเมือง ซึ่งพวกเขามักนิยมใช้ยาหลอนประสาท LSD เพื่อให้เข้าถึงโลกเหนือไปกว่าจิตสำนึกตัวเอง 

ทิโมธี เลียรี เจ้าพ่อ LSD

ทิโมธี เลียรี เจ้าพ่อ LSD

ซึ่งถามว่ามันมีอิทธิพลมาได้อย่างไร ก็สามารถตอบได้ว่า มันเป็นการต่อต้านสังคมของคนกลุ่มหนึ่ง บวกทั้งกระแสศาสนาพุทธและเซนกำลังเข้าไปแพร่หลายในสังคมกลุ่มย่อยในยุคนั้น ซึ่งศาสนาพุทธ และเซนนั้น มันก็คือเข้าไปโลกทางจิตวิญญาณ พวกฝรั่งเหล่านี้จึงคิดว่าการใช้ยา LSD มันคือตัวช่วยให้เข้าไปให้ถึงแก่นของศาสนาพุทธ (โลกแห่งวิญญาณ) หรือมันเป็นประสบการณ์ในแบบพุทธ ซึ่งคนตะวันตกเข้าไม่ถึง ฉะนั้นเมื่อไหร่ ที่มีไซเคเดลิก ก็มักจะเกี่ยวข้องกับโลกแห่งจิตวิญญาณ และจักรวาลอันไม่สิ้นสุดตามมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะนี่คือมุมมองของตะวันตกที่มองปรัชญาตะวันออกไปเช่นนั้น และหาวิธีการเข้าถึง ซึ่งหนังสองเรื่องนี้ที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า โลกของวิญญาณ กับ ไซเคเดลิก แยกออกจากกันไม่ได้ คือ 2001 Space Odyssey และหนังรุ่นหลานต่อมาของ 2001 คือ Enter The Void 
34c6ac_3b4d054177bd4487958d11f08d1e573d

ฉากไซเคเดลิกใน 2001 Space Odyssey ซึ่งเขาหลุดเขาไปในจักรวาลอันลี้ลับไกลโพ้น ก่อนที่เขาจะไปอยู่ในพื้นที่แห่งห้องหนึ่งซึ่งมิติเวลาเปลี่ยนแปลงไป เหมือนวัฎจักรชีวิต ยิ่งทำให้ฉากไซเคเดลิกไปด้วยกันได้ดีกับการพูดถึงโลกจิตวิญญาณนามธรรมที่ยากจะใช้เหตุผลมากำกับความคิดได้

ส่วนในเรื่อง  Enter The Void  แน่นอนว่าผู้กำกับกัสปาร์ โนเอ้ เป็นผู้กำกับที่ได้รับอิทธิพลของ 2001 Space Odyssey เข้าไปเต็มเปา และเขายังทำให้หนังของเขาเรื่องนี้ กลายเป็นลูกหลานของ 2001 ในซีเคว้นซ์ของไซเคเดลิกอย่างช่วยไม่ได้ หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่พูดถึงการใช้ยาของพระเอกที่ทำให้มีฉากประสาทหลอน ในศิลปะไซโคเดลิก แต่หนังยังใช้ฉากทำนองนี้ ในฉากหลังความตายของพระเอก นั่นคือในขณะที่ตัวเขาเป็นวิญญาณล่องลอย ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ยิ่งสอดคล้องกับวิถีพุทธได้ชัดเจน  เพราะศาสนาพุทธเชื่อว่าหลังจากตายวิญญาณจากล่องลอยออกจากร่างและวนเวียนอยู่ขณะหนึ่ง และเมื่อมาผสมกับศิลปะไซเคเดลิก จึงยิ่งมีความแน่ชัดว่า ไซเคเดลิก กับ โลกของจิตวิญญาณมีความสอดคล้องกัน

etv_film_still-0-1280-0-1024

หนึ่งในฉากวิญญาณล่องลอย

กลับมาที่หนัง Dr.Strange การที่หนังมีฉากไซเคเลิก เมื่อกายทิพย์ของสเตรนช์หลุดเข้าไปในโลกจิตวิญญาณตระหนักถึงจักรวาลอันเวิ้งว้าง ซึ่งเป็นโลกเหนือพ้นจิตสำนึก และเหนือเกินกว่าขอบเขตทั้งมวลที่เราเคยรู้จัก (เหมือนในเรื่อง 2001) หนังเน้นย้ำประเด็น “อีโก้” ของสเตรนช์ที่อย่างเด่นชัดตลอดทั้งเรื่อง เพราะเราจะเห็นว่าสเตรนช์เป็นคนเก่ง ผลตามมาจึงเป็นคนอีโก้สูง แต่เมื่อเข้าไปในโลกที่ไม่คุ้นเคยก็ยังเอาอีโก้นี่ติดตัวมาด้วย อันเชียนวันจึงพยายามทำให้เขาสลายตัวตนให้ได้เสียก่อน หรือยอมจำนนต่อสรรพสิ่ง เพราะไม่เช่นนั้นเขาจะโดนด้านมืดครอบงำและอาจกลายเป็นไคเซียเลียส ลูกศิษย์อีกคนที่เลือกเดินสายพลังมืด

doctor-strange-mads-mikkelsen-eyes-close-up

Ego เป็นสิ่งที่ติดตัวเสตร้นช์มาอย่างช่วยไม่ได้ แต่บังเอิญว่าในโลกของไซเคเดลิก มีคำสำคัญอีกคำคือ Ego Death ซึ่ง Timothy Leary นักจิตวิทยผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ไซเคเดลิกกล่าวว่า  Ego Death คือ การหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ เหนือกว่าคำศัพท์นิยาม เหนือกว่าพื้นที่และเวลา เหนือกว่าตัวตน ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่รู้สึกถึงตนเอง ไม่มีความคิด มีแต่ความตระหนักรู้อย่างบริสุทธิ์ และเสรีภาพอันสุขสันต์มาจากทุกสรรพสิ่งทุกอย่าง”

หากเชื่อมโยงกันโดยให้สอดคล้องกันแล้วอันเชียนวันคงอยากให้สเตรนช์เข้าถึงโลก Ego Death โดยการละทิ้ง Ego ลง เพื่อบรรลุและเข้าถึงความจริงอีกระดับที่เหนือเกินกว่าเหตุผลและประสาทสัมผัสของคนปกติจะเข้าใจได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใด หากหนังอย่าง Dr.Strange ซึ่งพูดถึงโลกจิตวิญญาณในแบบปรัชญาตะวันออก จะทำให้เกิดประสบการณ์ไซเคเดลิกเป็นสำคัญ เพราะแก่นของทั้งสองสิ่งนี้เป็นจุดเชื่อมร้อยต่อกัน ภายใต้มุมมองของคนตะวันตกที่มีต่อปรัชญาตะวันออก ถึงแม้ว่าไซเคเดลิกจะเป็นการปฎิบัติธรรมโดยสารกระตุ้นเพื่อให้เข้าถึงโลกความจริงในระดับเหนือพ้นและเป็นความจริงสูงสุด(อันติมะ)ก็ตาม

psychedelic_movement_wallpaper_zat1
นอกเหนือจากการนั่งสมาธิ  ในโลกตะวันตกพยายามเข้าถึงปรัชญาตะวันออก เช่น ศาสนาพุทธ และเซน  โดยการค้นพบประสบการณ์ประหนึ่งเข้าญาณระดับสูง ผ่าน ยา LSD อาจารย์ศาสนาพุทธชาวอเมริกัน แจ๊ค คอร์นฟิล์ด กล่าวว่า “LSD เตรียมความพร้อมให้จิตใจ สำหรับนับถือศาสนาพุทธ”  ในขณะอลัน วัตต์ นักปรัชญาชาวอังกฤษศึกษาปรัชญาตะวันออกแล้วนำไปเผยแพร่ให้คนตะวันตก (คนที่ทำให้ OS ซาแมนธ่า เปลี่ยนไป หลังจากที่เขาและเธอพบกัน ในภาพยนตร์เรื่อง Her  : วิจารณ์ภาพยนตร์ Her) อธิบายการปฎิบัติทั้งสองแบบ (LSD และการทำสมาธิ) เป็นส่วนหนึ่งของสืบเสาะหาทางปรัชญาที่ครอบคลุม

การที่ภาพยนตร์ Dr.Strange ใช้วิชวลสไตล์เช่นนี้อย่างหนักมือโดยได้อิทธิพลมาจากศิลปะไซเคเดลิก ในขณะที่เนื้อหาพูดถึง เรื่องของจอมเวทย์ กายทิพย์ และโลกวิญญาณ ซึ่งเป็นปรัชญาตะวันออกนั้น ทำให้ช่วยยืนยันความเกี่ยวดองดั่งญาติมิตรได้อย่างดีว่า ไซเคเดคลิกนั้นมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับปรัชญาตะวันออกม และยังเป็นตัวกลางระหว่างสองวัฒนธรรมให้เข้าถึงกัน (ตะวันตกและตะวันออก) หรือ “ไซเคเดลิก” เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวัฒนธรรม แม้ว่าสุดท้ายแก่นโลกแห่งวิญญาณหรือไซเคเดลิกในหนังเรื่องนี้จะยังไปไม่สุดทางก็ตาม

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ