วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

Embrace of the Serpent

บทความที่แล้วผมได้เขียนถึง The Witch ในเชิงประวัติศาสตร์ว่าเป็น…รอยเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคกลางช่วงสุดท้ายไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment)  : จุดเริ่มต้นของยุคเรืองปัญญาคือ ยุคศตวรรษที่ 16-20 ที่ปัญญาชนในยุโรปเริ่มส่งเสริมการใช้หลักเหตุผลมากกว่าความเชื่ออย่างพระเจ้า เมื่อพวกคนขาวตะวันตกยกย่องเผ่าพันธุ์ตัวเองว่าเป็นผู้ดีมีอารยธรรมก็ทำให้เกิดแนวคิดลัทธิอาณานิคมตามมานั่นคือ การเข้าไปแสวงหาประโยชน์ เพื่อขยายอาณานิคมตัวเองในดินแดนอเมริกา อเมริกาใต้ และแอฟริกา และจับคนพื้นเมืองมาเป็นทาส ผลจากลัทธิอาณานิคมครั้งนั้นก็ทำให้เกิดการแบ่งแยกอาณาเขตพรมแดนอย่างชัดเจน เกิดลัทธิชาตินิยมตามมา โดยภาพยนตร์ Embrace of the Serpent นำเสนอให้เห็นถึงผลเสียของลัทธิอาณานิคมช่วงสุดท้าย ซึ่งคนพื้นถิ่นที่อาศัยแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอนถูกรุกรานพื้นที่ ถูกจับมาเป็นทาสกรีดยาง ในยุคที่ยางเป็นสินค้านิยมไปทั่วโลกในเวลานั้น

วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

ช่วงเวลาในภาพยนตร์ถูกแบ่งออกเป็นสองช่วง ตามการเล่าเรื่องของตัวละครหลัก “การามากาเต” ซึ่งเป็นคนอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งที่หลงเหลือเป็นคนสุดท้ายในช่วงปี 1900 ในวัยหนุ่ม และ ปี 1940 ในวัยชรา ต้องพบกับนักชาติพันธุ์วิทยา “ธีโอ” ในเส้นเรื่องแรกที่เข้าสำรวจป่า จนป่วยหนักจนต้องให้ “การามากาเต” ช่วยรักษา กับเส้นเรื่องหลังที่มีนักพฤกษาศาสตร์ “อีแวน” เข้ามาหาพืชพันธุ์ตามรอยหนังสือของธีโอ จนพบ “การามากาเต” ที่ได้กลายเป็นคนป่าวัยชราผู้หลงลืมทุกอย่าง จดจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ลืมจิตวิญญาณของตัวเองไปสิ้นทุกอย่าง

วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

เห็นได้ชัดว่าภาพยนตร์พยายามใช้วิธีตัดสลับสองช่วงเวลาให้ผู้ชมได้เห็น “การามากาเต” ในสองจิตวิญญาณที่ต่างกัน จิตวิญญาณแรกคือคนหนุ่มที่ยังเลือดไฟพุ่งพล่าน รักบ้านเกิดถิ่นฐาน ธำรงรักษาประเพณีดั้งเดิม และมีความเป็นคน “ต่อต้านอาณานิคม” อย่างแรงกล้า กลับกันกับ “การามากาเต” วัยชรา ที่เหมือนภาพของจิตวิญญาณสิ้นสลาย ขาดวิ่น ต่อเติมไม่ติดระหว่าง อัตลักษณ์ตัวตนของเผ่าพันธุ์ตัวเอง ในโลกที่พวกพ้องตัวเอง ล้มหายตายจาก หลายคนถูกผลักไสให้กลายเป็นพวกคนขาว และทำลายล้างความเป็นคนป่าไปหมดสิ้น

วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

ดังนั้นภาพของ “การามากาเต” วัยชรา จึงเป็นภาพของบุคคลที่ถูกทำลายล้าง ประหนึ่งภาพสะท้อนของเผ่าพันธุ์ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อาณานิคม ผลร้ายของการตกอยู่ใต้อาณานิคม ไม่ว่าจะแผ่นดินใดในโลกนี้ คือ

สภาวะลักลั่นระหว่างชาติกำเนิดของตัวเองกับผู้ที่เข้ามายึดครอง  การที่ต้องถูกลบล้างประวัติศาสตร์ของตนเองที่เคยเคารพรักษามานานชั่วชีวิตแล้วผลักไสให้ศึกษาวัฒนธรรมอีกรูปแบบว่าคือสิ่งที่ดีงาม มีเหตุผล ซึ่งทำให้ผู้อยู่ภายใต้อาณานิคมเหมือนบุคคลสมองเสื่อม เพราะสิ่งที่ตัวเองเคยจดจำนั่นกลายเป็นสิ่งเลวร้ายหลอกลวง และสิ่งที่ตัวเองต้องสร้างความทรงจำขึ้นใหม่ก็เป็นสิ่งที่ตัวเองยังต่อเข้าไม่ติด

ดังนั้นภาวะตรงกลางจึงทำให้ตัวเองเหมือน “Chullachaqui” (ชูยะชากี้) ซึ่งเป็นศัพท์ที่ “การามากาเต” บอกว่าเป็นคนกลวง ว่างเปล่า และเหมือนผีที่ล่องลอย สิ่งนี่ค่อนข้างทำให้เห็นภาพของบุคคลที่ถูกผลกระทบของลัทธิอาณานิคมเข้ามาอย่างชัดเจน
วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

เพื่อทำให้เห็นภาพชัดเจน เราอาจจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า “Chullachaqui” อาจคล้ายคลึงและซึมซาบอยู่ในภาพยนตร์ร่วมสมัยหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์ของหว่อง กาไว ตัวละครส่วนมากของหว่องมักจะเจอสถานะแบบ “การามากาเต” เป็นคนในประเทศที่ถูกยึดอาณานิคมซึ่งอยู่ใจกลางแผ่นเปลือกโลกทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันออก(คนจีน) และตะวันตก(อังกฤษ) ตัวเองจึงติดอยู่ตรงกลาง และลอยละล่องเหมือนผี ไร้ซึ่งกาลเวลา และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ กลับหลังไปไม่ได้ และเดินไปข้างหน้าก็ช่างเจ็บปวดเสียเหลือเกิน

ภาพยนตร์เรื่อง Chungking Express - หว่อง กาไว

ภาพยนตร์เรื่อง Chungking Express – หว่อง กาไว

ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent พาผู้ชมเดินทางล่องเรือทางจิตวิญญาณเข้าไปในลุ่มแม่น้ำอเมซอน ประหนึ่งคนดูเป็นคนขาวตะวันตก ภาพยนตร์นำพาไปสำรวจพื้นที่ยากจะได้เข้าไป ไปพบกับชนเผ่าที่ถูกผลกระทบอย่างหนักหน่วงจนแทบสิ้นประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตนเอง และทำเห็นภาพความโหดร้ายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการจับคนพื้นเมืองมาเป็นทาส การเข้าไปเผยแพร่การศึกษา ศาสนา และไปตีตราว่าพวกเขาเป็นคนบาปกำเนิดตามหลักศาสนาคริสต์ จนต้องทำการ “อัตวินิบาตกรรม” ตัวเอง หรือการบุกรุกพื้นที่เพื่อใช้เป็นยุทธวิธีทางทหารเพื่อรักษาพรมแดนเอาไว้ ทำให้คนพื้นเมืองต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นพวกคนขาวเพื่อความอยู่รอด

อย่างไรก็ตาม ‘พืชยากรูน่า’ ที่เป็นเหมือนพืชวิเศษซึ่งเป็นทางเดียวจะช่วยธีโอให้หายจากไข้ประหลาดได้จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่บอกถึงความเป็นคนป่าชนกลุ่มน้อย ซึ่งพืชจะเติบโตต่อไปได้ เมื่อคนในพื้นที่รักษาดูแลและทำให้มันเติบโตสืบไปอย่างยั่งยืน แต่กลายเป็นว่า “การามากาเต” ทำลายต้นยากรูน่าทันที เมื่อเห็นพวกพ้องตัวเองในหมู่บ้าน ได้สมยอมที่จะกลายเป็นคนขาวหมดแล้ว การรักษารากฐานทางจิตวิญญาณเหมือนต้นยากรูน่าที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ต้นจึงไม่สำคัญอีกต่อไป เหตุการณ์นี้นอกจากเขาจะทำลายต้นยากรูน่าแล้ว อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ “การามากาเต” กลายเป็น “Chullachaqui” อย่างสมบูรณ์

วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

แต่อีกเส้นเรื่องหนึ่งวัยชราของ “การามากาเต”  นอกจากภาวะลืมเลือนอัตลักษณ์ของตัวเองแล้ว อีแวนกลับเป็นคนเดินนำทางตามหนังสือบันทึกของธีโอเพื่อค้นหายากรูน่าเสียด้วยซ้ำ หรืออาจกล่าวได้ว่า คนขาวเองเป็นคนทำให้ “การามากาเต” วัยชราได้กลับมารื้อฟื้นจิตวิญญาณของตนเองที่สูญเสียไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนับได้ว่าภาพยนตร์งหักมุมทันทีหลังจากตลอดทั้งเรื่องนำพาผู้ชมไปพบกับความเลวร้ายของลัทธิอาณานิคมที่กระทบต่อคนพื้นถิ่นตลอดเรื่อง หรือนำเสนอเชิงแง่ร้ายต่อคนขาวในมุมมองของคนป่า แต่ภาพยนตร์ก็เลือกที่จะเปลี่ยนมุมมองโดยได้อิทธิพลศิลปะไซเคเดลิก จากภาพยนตร์ปรัชญาอวกาศ 2001 Space Odyssey โดยเริ่มจาก “การามากาเต” ปรุงยาจากพืชยากรูน่า และพ่นใส่ทางจมูกอีแวน ซึ่งแทนที่เราจะเห็นตัวอีแวนเป็นปกติ กลับกลายเป็นว่า หนังใช้มุมกล้าง POV (มุมมองแทนสายตาตัวละคร) แทน เพื่อทำให้คนดูกลายเป็นอีแวนโดยสมบูรณ์ หรือทำให้คนดูสวมบทกลายเป็นคนขาวผู้เข้าไปสำรวจป่าอเมซอนแทนอีวาน และ ธีโอ และเมื่อถูกพ่นยาเข้าไปซึ่งจะอยู่ในภาวะกึ่งจริงกึ่งฝัน แล้ว “การามากาเต” ก็ร่ายวาจาประหนึ่งว่าอีแวนคือผู้สืบทอดความรู้ความเข้าใจอัตลักษณ์คนป่า เขาจะเป็นนักรบผู้ปกป้องวัฒนธรรมที่กำลังสูญหายไปจากโลกมนุษย์ คนขาวกับคนป่าจะมีจิตวิญญาณเดียวกันทันที

ฉากไซเดเตลิกจากเรื่อง 2001: A Space Odyssey

ฉากไซเดเตลิกจากเรื่อง 2001: A Space Odyssey

ในแง่หนึ่งช่วงโค้งสุดท้ายของภาพยนตร์ ภาพยนตร์จึงสร้างพันธะให้คนดูทันทีหลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง เพื่อพยายามทำให้คนดูสร้างความตระหนักว่าคนป่าผู้กำลังสูญหายไป อัตลักษณ์ที่เขาสืบสานรุ่นต่อรุ่น เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากลัทธิอาณานิคมจากบรรพบุรุษคนขาวที่กระทำต่อพวกเขา จนกลายเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่กำลังหายไปจากแผนดินโลก ภาพยนตร์จึงใช้เทคนิคนี้ส่งสารจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้งใส่คนดู นี่เท่ากับว่าภาพยนตร์ได้ทำหน้าที่เกินขอบเขตความบันเทิง แต่ทำหน้าที่เชิงวัฒนธรรมดั่งแว่นสายตาของนักชาติพันธุ์วิทยา ว่าจิตวิญญาณของพวกเขาได้สืบทอดส่งต่อไปให้กับอีแวน/คนดูแล้วเรียบร้อย หลังตลอดทั้งเรื่องได้พาไปพบกับภาพความโหดร้ายที่คนป่าได้รับตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมดั้งเดิมอันเกินขอบเขตของเหตุผล ภูมิปัญญาชาวบ้าน กฎระเบียบการดำรงอาศัยอยู่ในป่า ความเชื่อต่างๆนานา ซึ่งได้ส่งมอบให้กับอีแวน (คนดู) ให้กลายเป็นผู้ปกป้องวัฒนธรรมคนป่าที่กำลังหายไป เชิดชูเสียงเล็กเสียงเล็กๆ ของคนป่า ให้ลั่นร้องเคียงคู่ไปกับประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ

แม้ต่อให้ภาพยนตร์จะหาทางออกวิธีลงอย่างสวยสดงดงาม แต่ในโลกแห่งความจริงนั้น…

ลัทธิอาณานิคมที่ดำเนินไปด้วยความมีอารยะและเหตุผล ก็ได้กลบทับเสียงของคนมากมาย ทำร้ายประวัติศาสตร์อันยาวนาน ขีดฆ่า กลบฝัง เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นใหม่อีกครั้งท่ามกลางหยาดเลือดและคราบน้ำตา

วิจารณ์ภาพยนตร์ Embrace of the Serpent

[เชิงอรรถ]

ลัทธิอาณานิคมการครอบงำทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมต่อประเทศด้อยพัฒนากว่า อ่านเพิ่มเติม

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ