Enemy

 

ความโกลาหลของการดูหนังคือการดูเข้าใจในแบบที่ยังไม่ถูกถอดรหัส

 

1.สังคมเมืองสมัยใหม่
บ้านเมืองและตึกรามบ้านช่องในหนังเรื่องนี้โดดเด่นและน่าสนใจมาก เพราะเป็นสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่จับตัวละครเข้าไปอยู่ การย้อมสีของภาพให้เป็นโทนเหลือง และมีหมอกควัน ทำให้รู้สึกคล้ายสภาวะของสังคมที่มีมลพิษ น่าอึดอัด ซึ่งนี่เป็นมู้ดและโทนของหนังตลอดเรื่อง จริงๆเคยเกริ่นเรื่องสังเมืองสมัยใหม่ในบทความ Her แล้ว ที่เป็นสังคมที่มนุษย์เริ่มแปลกแยก เพราะต้องแยกโดดเดี่ยวอยู่ในพื้นที่อาศัยของตนเอง แม้เรื่อง Her จะทำให้มนุษย์โดดเดี่ยวโดยใช้ซีนที่มีคนเยอะแยะสวนกันเพื่อสร้างความเหงาให้กับตัวละครธีโอดอว์ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ Enemy ที่ใช้ความโดดเดี่ยวเสมือนว่าโลกนี้มีแค่เขาผู้เดียวที่อยู่ภายนอกอาคาร เห็นได้จากฉากที่เขาเดินภายนอกอาคารตึกสูงใหญ่ในหลายๆฉาก ที่เป็นเหมือนสิ่งปลูกสร้างล้อมรอบตัวเขาอยู่ มันมีสภาวะอึดอัดไร้ซึ่งเสรีภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันสื่อถึงสภาวะภายในจิตใจมากกว่ารูปธรรมภายนอก เพราะหนังเรื่องนี้กำลังพูดหรือสื่อสารกับความรู้สึกภายในของมนุษย์มากกว่าที่จะพูดเรื่องสังคม ชุมชน ที่หมายถึงประชาชนโดยรวม
 

  1. เผด็จการ

หนังเน้นย้ำถึงเรื่องเผด็จการเป็นแก่นสำคัญการก่อนที่จะเข้าสู่พล็อตด้วยซ้ำไป โดยให้ตัวละครอดัมเป็นครูสอนประวัติศาสตร์ที่สอบเกี่ยวกับการเผด็จการ – เผด็จการ หมายถึงการควบคุม จนไม่สามารถแสดงออกทางความรู้สึกได้ ซึ่งหนังเล่นย้ำเหมือน Replay ชีวิตของอดัมซ้ำๆ ในเรื่องของการสอน เรื่องการเดิมนอกอาคารคนเดียว และเรื่องของเซ็กซ์กับแฟนสาว นี้ทำให้ผู้ชมได้กลับมาย้อนตั้งคำถามต่อตัวเขาเองว่า ในขณะที่เขาเข้าใจเรื่องเผด็จการอย่างดี แต่เขายังไม่สามารถหลุดรอดไปการเผด็จการใช้ชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งมีแบบแผนที่คาดเดาได้ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเนื้อหา หรือในเชิงโครงสร้างการลำดับของภาพยนตร์เองที่ผู้กำกับต้องการให้อดัมอยู่ในวงจรชีวิตที่มีลักษณะเป็นสังคมเผด็จการ

 

2.1 แมงมุม

แมงมุมอาจจัดได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่วางไว้บนรากฐานของภาพยนตร์ตลอดเรื่อง โดยผู้ชมจะพบแมงมุมตั้งแต่ซีนในห้อง Sex Room ห้องนี้น่าสนใจว่าจะมีแต่ผู้ชาย ที่ส่วนมากจะเป็นคนมีอายุและหัวล้าน ที่ต่างมาดูผู้หญิงแก้ผ้าช่วยตัวเอง โดยช็อตสำคัญอยู่ที่ว่า มีผู้หญิงหรือนางโชว์กลุ่มหนึ่งถือถาดอาหารที่ครอบไว้ โดยในนั้นเป็นแมงมุมตัวเล็กที่ตกลงมา โดยนางโชว์เหล่านั้นกำลังใช้รองเท้าส้นสูงขยี้แมงมุมก่อนภาพตัดไปก่อนที่เธอจะขยี้

ซีนนี้ถ้าสังเกตที่แหวนเราจะพบได้ท ันทีว่านี่คือ แอนโธนี่ หรือชายที่เป็นสามีของเฮเลน เมียที่ท้องแก่ และเรายังพบอีกว่าหน้าตาของ แอนโธนี่ หวั่นวิตกมาก ทั้งอากัปกริยาของการเอามือกุมหน้า และหน้าตาที่เคร่งเครียดบวกกับการจัดแสง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ภาวะความรู้สึกของ แอนโธนี่ ต้องคับข้องหมองใจอย่างสุดแสนในเรื่องในเรื่องหนึ่งของชีวิต

 

  1. ชายผู้หน้าเหมือนกัน

อดัม ค้นพบว่า มีคนหน้าตาเหมือนเขาเมื่อได้ดูหนัง เขาผู้นั้น คือ แอนโธนี่ – อดัมพยายามตามหาแอนโธนี่ จนได้พบเจอกัน เราจะพบว่าในช่วงแรกนั้นหนังเล่ามุมมองของอดัมในการค้นหาแอนโธนี่เป็นหลัก จนกระทั่งฉากคุยโทรศัพท์หนังก็เริ่มมาเล่าในมุมมองของแอนโธนี่บ้าง ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบในตัวตนของ อดัม สามารถสันนิษฐานได้ว่า อดัมเป็นชายที่กระสับกระส่ายกระวนกระวายรุ่มร้อนใจดูไม่มีความสุข แตกต่างจาก แอนโธนี่ ที่ดูแบดบอยกว่า และดูเป็นคนก้าวร้าวมาก อีกทั้งในฉากที่รู้ว่าอดัมกับเฮเลน กับเมียของเขาได้พบกัน เขาก็พยายามเอาคืนโดยการติดตาม แมรี่ แฟนของ อดัมไป เพื่อดูพฤติกรรม ไม่ต่างจากชายโรคจิต นี่อาจบ่งบอกได้ว่า แอนโธนี่ ก็มีความแบดบอยหรือเจ้าชู้ เป็นนิสัยเดิมของตนเองได้

 

3.1 2 คน หรือ คนเดียวกัน ?

ถ้าว่ากันไปตามข้อสันนิษฐานของผู้เขียน หนังเรื่องนี้แม้พยายามจะทำให้คิดได้เสมอว่าในเหตุการณ์ชีวิตของทั้งคู่ อาจเป็นได้ทั้งคนเดียว และสองคนพร้อมๆกัน สิ่งนี้ต้องชื่นชมผู้กำกับที่ทิ้งร่องรอยจนผู้ชมเกิดอาการ งง ซึ่งมันนตอบสนองกับเรื่องของอัตลักษณ์ที่มันสร้างกันได้เปลี่ยนกันได้ หรือคนเราอาจไม่มีความจริงแท้ของตัวตนแต่สามารถเปลี่ยนไปได้อย่างที่เราต้องการให้เป็นได้

แต่ ร่องรอยที่เราพบเห็นชัดเจน คือ ตัวแม่ของเขาที่ยืนยันหนักแน่น เขามีลูกชายคนเดียว และเขาก็มีแม่คนเดียว อีกทั้งยังแนะเตือนว่า เขา(อดัม)มีหน้าที่การงานที่น่านับถือแล้ว(อาจารย์) อย่าไปต๊อกต๋อยเป็นนักแสดงอีกเลย นี่เป็นร่องรอยสำคัญที่ทำให้ผู้ชมรู้ได้ว่า อดัม กับ แอนโธนี่ เป็นคนๆ เดียวกัน แต่เป็นคนเดียวกันในช่วงเวลาต่างกัน

 

ซึ่งผู้เขียนขอรวบรัดดังนี้ คือ

  1. แอนโธนี่ กับ เฮเลน แต่งงานเป็นสามีภรรยากันแอนโธมีอาชีพเป็นนักแสดง
  2. แอนโธนี่ซึ่งบุคลิกนิสัยเจ้าชู้ นอกใจภรรยาโดยการไปเที่ยวสถานบันเทิง และไม่ว่าจะอย่างไร แอนโธนี่ ได้รู้จักแมรี่ จนแอนโธนี่ แยกอพาร์ทเมนต์ออกมา หรือ แยกกันอยู่กับเฮเลนนั่นเอง
  3. ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตอนที่แยกกัน แอนโธนี่รู้หรือไม่ว่าเมียท้อง เพราะหลังจากแยกกับเฮเลนแล้ว แอนโธนี่ก็ปรับเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้กลายเป็นอดัม ซึ่งสามารถใช้แนวคิดทางจิตวิทยามาจับได้ว่า แอนโธนี่เป็นโลก 2 บุคลิก ที่สร้างอีกคนหนึ่งขึ้นมา
  4. เมื่อเปลี่ยนตัวตนอดัมแล้วได้ใช้ชีวิตกับแมรี่ แล้วเราจะเห็นว่า ชีวิตของอดัมก็ไม่ได้ปรกติสุขมากมายนัก ยังมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ ที่ทำให้บางครั้งแมรี่ ก็กลับไปนอนที่ห้องของตนเอง
  5. จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันขึ้น ซึ่งนี้เป็นเพราะว่า อดัมเริ่มกลับไปหาเมียท้องแก่แล้ว ทำให้ช่วงเวลานี้เขาเริ่มเปลี่ยนไปมาระหว่างสองตัวตน สอดคล้องกับการการตามหาตัวตนของตนเอง ซึ่งทำให้ต้องเปลี่ยนไปมาระหว่างสองตัวตนตลอดมา แต่สุดท้ายเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันระหว่างอดัมและแมรี่จนรถพลิกคว่ำ
  6. เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหลังจากนั้นเหตุการณ์เป็นอย่างไร แต่ก็ทำให้แอนโธนี่ หรือ อดัม จะเป็นใครก็ตาม ได้กลับมาหาเมีย และมีอะไรกัน
  7. หลังจากกลับมาอยู่กับเมียแล้ว แอนโธนี่(หรืออดัม) ก็ค้นพบว่า เขาได้กุญแจห้อง Sex Room อีกครั้ง ทำให้เขาคิดจะกลับไปคืนนั้น หรือเป็นการบ่งบอกว่าเขาจะนอกใจเมียอีกครั้งนั่นเอง ซึ่งหนังได้เสนอนัยไว้แล้ว ด้วยหลักทฤษฎีเผด็จการว่า ครั้งแรกที่ทำเราจะรู้สึกเป็นโศกนาฎกรรม แต่เมื่อเกิดซ้ำครั้งที่สอง มันจะกลายเป็น เรื่องตลก ดังนั้นการนอกใจครั้งแรกของ แอนโธนี่ ทำให้เขารู้สึกผิดมหันต์จนสร้างตัว ตนขึ้นมา เพื่อหนีความผิดบาปในจิตใจ แต่เมื่อเมียให้โอกาสแล้ว เขาก็ผิดซ้ำอีกครั้ง ซึ่งทำให้แอนโธนี่ตายใจ และกลายเป็นว่า การโกหกหลอกลวงปลิ้นปล้อนตอแหลเป็นนิสัยที่ตลกคล้ายๆ ละครไทยพวกพ่อปลาไหลอะไรแบบนั้นเลย

ทั้งหมดเป็นการลำดับเรื่องที่ผู้เขียนพยายามลำดับตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว หนังไม่ได้สลับซับซ้อนทางเนื้อหาแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้กำกับพยายามทำให้หนังเกิดความซับซ้อนขึ้นมาเพื่อเล่นกับคนดู อีกทั้งยังเป็นการทำให้เข้ากับเนื้อเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ไปมาระหว่าง แอนโธนี่ และ อดัม ที่เหมือนตัวเขาก็หลอกตัวเอง หรือเป็นโรคทางจิตวิทยาอยู่ ทำให้ผู้กำกับอาจยึดหลักทางจิตวิทยาในการทำให้ผู้ชมสับสนในการเป็นตัวตนกับเขาทั้งสองในการทำให้เราไม่อาจแน่ใจว่าใครเป็นใคร หรือเล่นกับโครงสร้างของภาพยนตร์เพื่อทำให้ผู้ชมเป็นดั่งตัวละคร เป็นรูปแบบเดียวกับกรณีชื่อดัง ของ Memento ที่ทำให้ผู้ชมกลายเป็นตัวละครโดยใช้โครงสร้างภาพยนตร์เข้ามาเล่นจิตวิทยากับผู้ชม

 

  1. ชายผู้ต่อสู้ทางศีลธรรมในจิตใจของตนเอง

เมื่อเป็นในกรณีนี้ผู้เขียนจะปิดประเด็นเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ระหว่างกันไป และกล่าวถึง สภาวะจิตใจของแอนโธนี่ (หรือ อดัม) แทน จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้สามารถสรุปพล็อตเรื่องง่ายๆ ว่า ชายผู้นอกใจภรรยา ที่คิดกลับไปคืนดีภรรยา โดยต้องต่อสู้กับสภาวะจิตไร้สำนึกของตนเอง

4.1 ทิ้งเมียไปแล้ว แต่ระบบศีลธรรมในจิตใต้สำนึกยังทำงาน

นี้ทำให้เห็นว่า แม้แอนโธนี่จะเปลี่ยนเป็นเป็น อดัม เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ด้วยความคับข้องหมองใจดังที่หนังแสดงผลอารมณ์กับผู้ชมนั้น ก็ตอบได้ว่า ระบบศีลธรรมของแอนโธนี่ยังคงครุ่นคิดถึงความผิดพลาดในการนอกใจภรรยาหรืออาจได้กล่าวได้ว่า ความผิดชอบชั่วดีได้มาหลอกหลอนอดัมอยู่ในจิตใต้สำนึก ทำให้เขาสร้างเหตุการณ์เรื่องการค้นพบดีวีดี – อาจารย์เพื่อนร่วมงานอาจจะไม่มีตัวตนจริงก็ได้ แต่เป็นระบบมโนธรรมของตัวเราเองที่ตั้งคำถามในจิตใจ เดนนิส วินเนิร์ฟ เคยใช้วิธีนี้แล้ว ในหนังเรื่อง Maelstrom ซึ่งมีเนื้อหาใกล้เคียงกันของคนที่วิตกกังวลกับชีวิต

ดังนั้นการค้นพบตัวตนของตนเอง(แอนโธนี่) เป็นการนำพาให้ อดัม กลับเข้าไปหาภรรยา หรือถูกชักใยโดยระบบจิตใต้สำนึก ทำให้เขากลับไปหาภรรยาได้ด้วยการค้นพบตัวเอง ไม่ใช่เดินกลับไปหาแบบง่ายๆ ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดมาก เหมือนตัวเองไม่ได้สมยอมกับระบบมโนสำนึกใดๆ แค่กลับไปได้ เพราะพอเราไปค้นพบตัวตนของเรา เราก็ได้เล่นละครกลับไปกลับมาสองตัวตน หรือเป็นการหลอกจิตใต้สำนึกของเราเองได้เหมือนกัน

 

  1. เผด็จการซ่อนรูป

5.1 เผด็จการกับสังคมสมัยใหม่

นอกจากเมืองสมัยใหม่(ข้อ1) แล้วเมืองสมัยใหม่ยังอาจถือว่าเป็นเผด็จการหรือควบคุมมนุษย์ที่เราอาศัยได้อย่างไม่รู้ตัว เพราะมนุษย์สร้างสังคมเมืองให้มาที่พักพิงที่สะดวกสบายแต่เมื่อเราติดอยู่กับสิ่งนั้นมากไปก็จะกลายเป็นทาสไปได้เหมือนกัน นี่อาจเป็นสิ่งที่หนังกำลังพูดถึงความเป็นเผด็จการแบบสมัยใหม่ หรือเป็นเผด็จการของตัวตนของเราเอง หนังใช้ภาพบนฝาหนังเป็นสื่อสัญลักษณ์ ที่ให้มนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศกับแสดงสัญลักษณ์ฟาสซิทส์ซึ่งผู้เขียนก็หลงคิดว่า อาจกำลังวิพากษ์สังคมในตอนแรก แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ในบริบทของหนังซึ่งไม่ได้พูดถึงรัฐเผด็จการใดๆ นอกเหนือจะพูดถึงเรื่องตัวตน , จิตไร้สำนึก เมีย และ แม่ ทำให้อาจพูดได้ว่า เผด็จการในหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่เป็นเผด็จการเชิงรัฐหรือชาตินิยม แต่เป็นเผด็จการแบบตัวตนหรือครอบครัวเท่านั้น

 

 

5.2 แม่

หลังอดัมเกิดปัญหา จึงเข้าไปถามแม่ เราจะเห็นว่าแม่มีความเป็นลักษณะปกครองกดขี่ด้วยคำพูดในหลายครั้ง นี้ต้องนับถึงซีนแรกของภาพยนตร์ที่ให้เสียงแม่เข้ามาด้วยคำว่า Hello Daring ที่ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า ชีวิตของอดัมแม้จะโตแล้วแต่แม้ก็ยังมาวุ่นวายและคอยสอดส่องดูและไม่ต่างจากรัฐเผด็จการเลย ดังนั้นแม่จึงเผด็จการซ่อนรูปของชีวิต แอนโธนี่ และ อดัม ที่ไม่สามารถขจัดไปได้

ถ้าสังเกตให้ดีหลังจากซีนคุยกับแม่แล้ว ช็อตต่อมาก็เป็นซีนแมงมุมสูงใหญ่ เหนือตึกอาคาร ทำให้สามารถตีความด้วยช็อตภาพต่อเนื่องกันว่า แม่กับแมงมุมต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่นอน

5.3 เมีย

กล่าวไปแล้วเรื่องความรู้สึกผิดในจิตใต้สำนึกเรื่องที่นอกใจภรรยา ถึงแม้จะนอกใจภรรยาและแยกไปอยู่อีกที่หนึ่ง แต่เพราะความรู้สึกผิดทางศีลธรรมมันยังได้เข้ามาแทรกแซงอดัมยังจิตใต้สำนึก จนอาจเรียกได้ว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของการนอกใจภรรยาที่ท้องแก่ทำให้กลายเป็นเผด็จการซ่อนรูปที่บังคับให้เขาไม่กล้าเดินออกนอกจากระบบศีลธรรมที่กล่าวมาได้เลย ซีนที่อดัมกลับมาเจอกันกับภรรยาเขาบอกว่าเขานอนไม่หลับแสดงให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวของจิตใจตัวเองที่หลับไม่ลงด้วยเรื่องการนอกใจภรรยา

5.4 ใยแมงมุม

เป็นสัญลักษณ์ที่อ้างไปถึงตัวแมงมุม ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อแมงมุมชักใยที่ใด วัตถุนั้นก็จะถูกดีดกลับไปหาตัวแมงมุมเอง แมงมุมจีงมีความเป็นสัญลักษณ์ในลักษณะจิตใต้สำนึกของอดัมเอง ที่ต้องต่อสู้ดื้นรนระหว่างกลับไม่กลับสู่ตัวแมงมุมหรือไม่เท่านั้น ซึ่งสุดท้ายเราจะเห็นว่า อดัม ถูกดีดกลับไปสู่แมงมุม ไม่ว่าแมงมุมจะหมายถึงกรอบศีลธรรม เมีย หรือแม่ ก็ตาม อดัมที่พยายามจะเล็ดลอดออกมา แต่เผด็จการซ่อนรูประดับนี้รุนแรงมาก เพราะมันทะลวงเข้ามาสู่จิตใต้สำนึก หรืออาจกล่าวได้ว่า ต่อให้เราจะหนีไปให้สุดหล้าฟ้าเขียวมีเมียสัก 108 สิบคน อดัมก็ไม่สามารถหนีจากเผด็จการซ่อนรูปในจิตใต้สำนึกอย่างที่ได้อธิบายมา

5.5 แมงมุม (สถาปัตยกรรม Maman)

ด้วยความโชคดีของผู้เขียนที่ไปพบเจอ สถาปัตยกรรม Maman ซึ่งช่วยตอบสิ่งที่สงสัย และยังมั่นใจว่า ผู้กำกับ เดนิส วิลเนิฟ ได้อิทธิพลมากจากงานศิลปะชิ้นนี้ของ Louise Bourgeois ไม่มากก็น้อย

โดย ความหมายของ Maman ที่ Louise Bourgeois อธิบายไว้คือ Maman พูดถึงความแข็งแกร่งของแม่ ที่อบรมเลี้ยงดู และ คอยปกป้องลูก (แมงมุมท้อง คล้ายภรรยาที่กำลังท้อง)

ซึ่งทำให้ชัดเจนว่า แมงมุม ในหนังเรื่อง Enemy จึงหมายถึง ความเป็นแม่ แม่ที่ต้องคอยชักใยลูกให้กลับมาอยู่ในที่ทางหรือครรลองคลองธรรมที่ควรเป็น หรือเมียที่กำลังท้องก็พยายามปกป้องลูก โดยการชักใย อดัมให้กลับมาเป็นครอบครัว หรือเป็นพ่อของเด็ก

ดังนั้นข้อสรุปของผู้เขียนจึงคิดว่า แมงมุมใน Enemy คือ สัญลักษณ์ที่ทำให้อดัม กลับมาอยู่โอวาท อยู่ภายใต้ปกครอง เป็นลูกที่ดี สามีที่ดี ตามหลักการทางสังคม ในแง่หนึ่งมันเป็นศีลธรรมที่ดี แต่อีกแง่หนึ่งมันก็กลายเป็นความวิตกกังวลของ แอนโธนี่ ที่ทำให้เขาหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านี้ เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นเผด็จการที่ทำให้เขาไม่สามารถมีชีวิตอิสระแบบชายโสดได้ หรือมันเป็นเผด็จการซ่อนรูปในจิตใจลึกๆของเขานั่นเอง (หลังจากได้ดูหนังเรื่อง Maelström เดนิส ลินเนิฟ อาจเป็น Existentialism หนังของเขาจึงตั้งคำถามกับระบบศีลธรรมที่ดีงามของสังคม)

 

  1. โกลาหลคือการจัดระเบียบที่ยังไม่ถูกถอดรหัส

เมื่อคิดได้ตามด้านบนของผู้เขียนทั้งหมด(อาจไม่เชื่อก็ได้) ทั้งหมดคำพูดนี้ก็ไม่ใช่ปริศนาของผู้เขียนต่อไปเพราะเราสามารถเทียบเคียงกับเนื้อเรื่องได้เลยว่า ถ้าผู้ชายนอกใจภรรยา หรือ การไม่ทำตามกฎเกณฑ์ที่ดีงามของสังคม หรือเป็นภาวะโกลาหล การจัดระเบียบคือการที่ผู้ชายเหล่านั้นต้องกลับมาอยู่ในโอวาทแม่และเมีย ดังนั้น ความโกลาหลหรือการนอกใจก็ต้องกลับเข้ามาอยู่ในโอวาทหรือการจัดระเบียบอยู่ดี อาจกล่าวได้คำพูดนี้มีคำพูดเชิงนัยแห่งการเผด็จการอยู่เพราะมั่นใจว่า ความโกลาหล เป็นเพียงส่วนของการจัดระเบียบ ไม่ใช่การปฎิวัตแต่อย่างไร อีกทั้ง จะว่าไปแล้ว การปฎิวัติก็เป็นเชิงภาวะแห่งความโกลาหลที่รอการจัดระเบียบ

“สายไอโฟนพันกันฉันใด แต่เมื่อเราจะใช้มันเราก็จะคลายมันฉันนั้น” หรือเป็นความยุ่งเหยิงที่เราคลายเมื่อเราอยากให้เป็นระเบียบ -เผด็จการมากๆ-

 

  1. Repeation

การกระทำซ้ำ หนังเน้นย้ำคำพูดนี้ในซีนที่อดัม สอนหนังสือเรื่องเผด็จการ และหนังยังทำให้เห็นการทำซ้ำของอดัม แต่ความสำคัญของคำนี้ ตามที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์น่าจะหมายถึงว่า สุดท้ายเมื่อผู้ชายนอกใจหรือออกลู่ออกทาง และกลับมารักกันปรกติ ผู้ชายก็จะทำแบบนี้ซ้ำๆไปเรื่อย หากว่ากระทำในครั้งแรกแล้วเมียให้อภัย ดูผิวเผินอาจผิดหลักการความเผด็จการที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย แต่ในคำสอนในห้องเรียนที่อดัมได้สอน ก็ยังได้พูดถึงว่า เผด็จการ ควบคุม และจัดหาความบันเทิงไว้ให้ และยังจำกัดสิ่งต่างๆ ไว้ หรือ อาจจะกล่าวว่าบางที การออกนอกลู่นอกทางของผู้ชาย ที่ผู้หญิงสมยอมนั้นก็อาจเป็นความเผด็จการซ่อนรูปในอีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้ คือ ผู้หญิงรู้ว่าถึงยังไงผู้ชายก็ต้องเข้ามาสู่วงจรในการเป็นพ่อของลูก เป็นสามีที่ดีของเมียอยู่ดี ดังนั้นการออกนอกลู่ของสามี ไม่ได้อยู่เกินขอบเขตของการควบคุมของเผด็จการแต่อย่างใด แม้เขาจะพยายามหลุดรอดออกไป ก็เผด็จการก็ยังเข้ามาอยู่ในจิตใต้สำนึก

(ผู้เขียน-เขียนๆไปก็เริ่มชักกลัวกับอำนาจแบบนี้แล้วเหมือนกัน อำนาจของผู้หญิง )

 

ข้อสุดท้าย. ผู้ชม

สุดท้าย Enemy เป็นหนังที่เล่นกับโครงสร้างเพื่อหยอกล้อกับจิตวิทยาผู้ชม เพื่อทำให้ผู้ชมเป็นดั่งอดัมที่พยายามครุ่นคิดวิตกกังวัลกับการเป็นพ่อกับการที่อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม เกิดการสับสนของชีวิต การหวาดวิตก และใช้เนื้อหาเผด็จการในตัวเรื่องมาแปรเปลี่ยนเป็นสไตล์ที่ผู้กำกับทำเหมือนว่า ผู้ชมกำลังถูกควบคุม หรือถูกเผด็จการจนหลุดออกไปไม่ได้ จนกว่าหนังจะจบ และจบแล้วก็ยังก็ฝากความงงจนทำให้ต้องค้นหาคำตอบเปรียบดังเราเป็นวัตถุที่กำลังถูกแมงมุมชักใยกลับไปหาหนังไม่ว่าจะอ่านวิจารณ์คนอื่น หรือกลับมาดูหนังอีกรอบ นี้จึงเป็นหนังที่มองผิวเผินเหมือนจะไม่แคร์คนดู แต่เอาเข้าจริงแล้ว Enemy เป็นหนังที่แคร์คนดูมากๆ หรือพยายามให้คนดูถูกดึงเข้าไปในหนัง เพื่อมีประสบการณ์ร่วมกับกับตัวละครมากๆ จนอาจกล่าวได่ว่า เดนิส วินเนิร์ฟ เป็นผู้กำกับที่ไม่ธรรมดาที่ใช้หลักทางจิตวิยาเข้ามาจัดสรรความรู้สุกจมดิ่งไปกับเร่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม (แนะนำให้หางานเก่าๆของเขามาชมครับ)

อันที่จริงผู้เขียนพยายามเอาเนื้้อหาทั้งหมดนี้เขียนในรูปแบบบทความ เพื่อความสมบูรณ์ทางเนื้อหาและความสละสลวยของภาษาแต่เกรงว่า มันจะไม่ทันการณ์อีกทั้งเป็นหนังที่ต้องพูดถึงเรื่องโครงสร้างการลำดับเรื่องของมันก่อนจะพูดถึงประเด็นที่ได้รับได้ เพราะถ้าลำดับเรื่องอีกแบบ เนื้อหาที่ได้รับอาจจะเพี้ยนไปจากนี้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นงานหนักใช่เล่นเลย จึงตัดสินใจหลุดจากใยแมงมุมโดยการเขียนสรุปประเด็นไว้เป็นข้อๆแบบนี้ ซึ่งแค่นี้ก็ยาวเอาเรื่องในตัวของมันอยู่แล้ว

 

คะแนน 8.25/10

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ