วิจารณ์ภาพยนตร์ Her (2013)

วิจารณ์ภาพยนตร์ Her (2013)

เธอ เป็น และ ไม่เป็นของเรา

ให้ผมถามคำถามง่ายๆกับคุณ  คุณเป็นใคร ? คุณสามารถเป็นอะไร ? คุณกำลังไปไหน ? มีอะไรข้างนอกนั่น ? อะไรคือโอกาสของคุณ ? “Element Software” ที่ผมภูมิใจเสนอ ระบบปฏิบัติการที่ชาญฉลาด ด้วยสัญชาติญาณที่ฟังคุณเข้าใจ และเข้าใจคุณ มันไม่ใช่แค่ระบบปฏิบัติการ มันเป็นจิตสำนึก

หากพินิจระบบประสาทสัมผัสปกติของมนุษย์ เราสามารถจำแนกได้ทั้งหมด 5 ทางคือ เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู  ได้กลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น และสัมผัสด้วยกาย หมายรวมไปถึงการรับรู้ด้วยใจก็จะกลายเป็น 6 ทาง แต่เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าในขณะรับชมภาพยนตร์ เราใช้ประสาทสัมผัสส่วนไหนกันบ้าง ตอบให้เลยคือ ตา(ดู) หู(ฟัง) และใจในการรับรู้ (ไม่นับประสาทสัมผัสแบบเคลื่อนไหวในโรงหนังเสมือนจริง) เท่ากับว่า เราใช้ประสาทสัมผัสแน่ๆ 2 ทาง ซึ่งยังถือว่าเป็นประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์แต่น่าแปลกใจเมื่อรวมกับใจหรือความคิดที่ได้รับรู้แล้ว มันทำให้ประสบการณ์รับชมภาพยนตร์เกือบเท่าประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตจริง  หรืออาจกล่าวได้ว่า ภาพยนตร์เป็นมายาภาพที่ถูกจิตของเราปรุงแต่งจนเสมือนว่านี่เป็นประสบการณ์ที่เราได้รับเทียบเท่ากับที่ตัวละครได้รับเลย

ภาพยนตร์ Her โดย ผู้กำกับ สไปค์ จอนซ์  สร้างตัวละคร ธีโอดอร์ (วาคิน ฟินิกซ์)ให้ ลอยค้างเติ่งเจิ่งนองอยู่ในสังคมแบบสมัยใหม่ ที่วิถีของคนเป็นไปอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางผู้คนมากมายและตึกระฟ้าสูงเด่นเป็นสง่า เป็นสังคมที่ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ภาพยนตร์คลาสสิคอย่าง Metropolis(1927) หรือ Blade Runner(1982) ภาพยนตร์ สองเรื่องนี้อาจจัดได้ว่าเป็นภาพยนตร์ล้ำสมัย เป็นการทำนายอนาคตด้วยภาพยนตร์ก่อนที่จะมีสังคมแบบนั้น  หรือแสดงให้เห็นพิษภัยของโลกอนาคตว่า  ถ้ามีสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจริงจะมีความเลวทรามแบบใดเกิดขึ้นบ้าง ส่วน Her นั่นเป็นการมองสังคมด้วยสายตาปัจจุบัน  เพียงแต่เน้นย้ำอารมณ์ความรู้สึกให้ออกมาเกินหน้าเกินตาเพื่อสัมผัสให้เข้า ใจผู้คนในระดับปัจเจกชน

น่าสนใจว่าเมื่อ Her ไม่ได้วิพากษ์สังคม ไม่ได้วิพากษ์คอมพิวเตอร์ ต่างกับหนังคลาสสิคที่ได้กล่าวมาก่อนหน้า หรือจะเพิ่มเทคโนโลยี แบบ Hal 9000 ในภาพยนตร์ 2001 Space Odyssey(1968) เสริมเข้าไป ซึ่งเป็นการนำเสนอให้เห็นผลเสียของภูมิปัญญามนุษย์ที่สร้างเทคโนโลยีแต่กลับ มาคุกคามมนุษย์ผู้สร้างเสียเอง แต่ Her ไม่มีความรู้สึกแบบนั้น สังคมที่ตัวละครดำรงอยู่นั่นก็เป็นถ่ายทอดด้วยความจริงที่เป็นอยู่  ซึ่งขออธิบายสั้นๆว่า เป็นสังคมที่ล่มสลายในการมีตัวตน ไม่ใช่หาไม่พบ แต่ตัวตนเป็นดั่งมายาไม่ต่างจากการเข้าไปช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าซื้อหากัน ด้วยจำนวนเงิน

ดังนั้นภาพยนตร์เรื่อง Her จึงให้ความรู้สึกแตกขาดจากโลกในสังคมสมัยใหม่ (Modern City) ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นสังคมเมืองที่ผู้ใช้ชีวิตเหมือนอยู่คนเดียวในทุกที่ท่ามกลางโลกภายนอก ที่มีแต่คนแปลกหน้า ผู้ใช้ชีวิตสามารถเข้าถึงโลกได้มากขึ้น รู้สึกได้ว่าตนเองเป็นเหมือนแกนกลางของโลก แต่อีกทางหนึ่งตัวเองก็โดดเดี่ยวเหมือนกำลังเล่นเกมส์ซ่อนหาที่ไม่มีใครต้อง การหาเราให้พบเลย

ธีโอดอร์ เป็นผู้ใช้ชีวิตในสังคมแบบนี้ คล้ายคลึงกับ เอมี่ (เอมี่ อดัมส์) และอีกหลายคนที่เราไม่สามารถทึกทักได้เพราะหนังไม่ได้พาไปสังเกตมากพอ แต่ตัวละคร  ธีโอดอร์ นี่มีความชัดเจนมากถึงมากที่สุด

“ผมเป็นนักเขียนจดหมายผู้เข้าอกเข้าใจผู้อื่น จดหมายของผมทำให้คู่รัก เพื่อน หรือใครก็ตามบนโลกใบนี้ ที่มีเรื่องระหองระแหงหรือคำถามค้างใจกัน สามารถกลับมาอยู่ในภาวะสมดุลกันทางความสัมพันธ์บนโลกแห่งความเป็นจริงได้ ตัวอักษรของผม ครับ จริงๆมันก็เป็นเพียงตัวอักษร แต่ตัวอักษรเหล่านี้ที่ผมบรรจงปั้นแต่งขึ้นมันได้สร้างการชำระล้างความรู้สึกบางอย่างที่แปลกล้นกว่าธรรมดา อยากรู้ไหมครับว่าเคล็ดลับของผมคืออะไร ผมจะบอกให้ ผมมักจะชอบสังเกตสังกาผู้อื่นตามท้องถนน ร้านอาหาร หรือทุกที่ๆมีคนสัญจรไปมาอยู่เสมอ ผมมักจะคาดเดาจากอายุพวกเขา สังเกตจากสีหน้าแววตาที่พวกเขามองโลก มองคนรอบกาย กริยาท่าทางที่เขาเริงเล่นกระทำต่อกัน สิ่งเหล่านี้มีค่าเป็นภาษาที่ผมมักเก็บเอาไว้ใช้ในงานของผมอยู่เสมอ”

นอกเหนือจากการที่ ธีโอดอร์ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมสมัยใหม่ที่แปลกแยกต่อเขาเป็นฐานเดิมอยู่ก่อนแล้ว ความสัมพันธ์ทางใจของเขาก็ยิ่งทำให้โลกที่เขาอยู่หม่นหมองระคนปนเศร้า ไม่สามารถหยัดยืนเวลาปัจจุบันเพื่อดำเนินปลายทางสู่อนาคตได้ ทำได้เพียงเฝ้ากลับไปย้อนรำลึกความรักครั้งเก่าต่ออดีตภรรยา แคทเธอรีน (รูนีย์ มาร่า) ที่กำลังเลิกรากันอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย

ความน่าประหลาดใจและเป็นความย้อนแยงประการสำคัญในตัวของ ธีโอดอร์ เลย คือ ขณะที่เขาเข้าอกเข้าใจและทำให้ความสัมพันธ์ของผู้อื่นดำเนินคืบหน้าไปได้ ด้วยภาษา แต่ชีวิตของเขาเองกลับไม่สามารถกระทำแบบนั้นได้ เสมือนเขาเข้าถึงหัวใจของคนแทบทั้งโลก แต่เขากลับไม่สามารถเข้าถึงหัวจิตหัวใจของตนเอง ซึ่งนี่ถือเป็นก้างขวางคอชิ้นสำคัญที่ทำให้เกิดจุดวิกฤติทางภาพยนตร์  และทำให้การพบเจอของระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ เป็นเหมือนผู้ช่วยเหลือหรือเครื่องมือให้ ธีโอดอร์ ได้เข้าใจตนเอง

แต่ ช้าก่อน ภาพยนตร์ไม่ได้เพียงให้ ระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ เป็นแค่ผู้ช่วยแล้วทำให้ ธีโอดอร์ เข้าใจตัวเองเท่านั้น ยังทำให้เกิดเส้นเรื่องคู่ขนานอีกเส้นเรื่องขึ้นมาใหม่ทันที (OS  ไม่ได้มีแต่ผลเสียที่ทำให้มนุษย์ติดอยู่กับเทคโนโลยีและไม่สนใจโลก ทั้งที่จริงสังคมสมัยใหม่ได้ทำให้มนุษย์แปลกแยกอยู่ก่อนแล้ว OS เป็นเพียงเครื่องช่วยสนองเติมเต็มมนุษย์เพียงเท่านั้น)

ซาแมนธ่า (สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) เป็นปัญญาประดิษฐ์ผู้ถูกคิดค้นให้กลายเป็นผู้เข้าอกเข้าใจผู้ใช้งานตามโปรแกรมที่ถูกวางเอาไว้อย่างล่วงหน้า เธอเข้ามาจัดการชีวิตที่เกะกะรุงรังไม่เป็นระเบียบของ ธีโอดอร์ ให้เข้าที่เข้าทางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เธอเป็นเหมือนเลขาส่วนตัว เป็นเหมือนเพื่อน  และที่ไปไกลกว่านั้น คือ เป็นคนรัก

ขณะที่ธีโอดอร์ มีระบบประสาทสัมผัสครบ 6 ทางสมบูรณ์ เรากลับไม่แน่ใจว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นลอกเลียนมนุษย์มีกี่ทาง โอเคเธอฟังเสียงเราได้แน่ๆ หนึ่งทาง อีกทางน่าจะเป็นการมองเห็นเพราะเหมือนเธอจะสามารถเห็นด้วยสายตาอย่างที่ มนุษย์กระทำได้ รวมกับประสาทสัมผัสทางใจ บวกรวมแล้วเธอมีประสาทสัมผัสเพียง 3 ทางเท่านั้นในการเข้าถึงโลก ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับคนหนึ่งคนที่กำลังดูภาพยนตร์  แต่ดูท่าแล้วประสาทสัมผัสทางใจหรือทางปัญญา (ประสาทสัมผัสที่ 6 ของมนุษย์) ของเธอดูจะมีความเหนือล้ำหน้าเกินมนุษย์มนาทั่วไป สังเกตจากการอ่านหนังสือจบเล่มภายในเสี้ยววินาที หรือสามารถนับต้นไม้หลายหมื่นต้นภายในชั่วแวบเดียว


ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงอย่างไรประเด็นสำคัญในการดำรงอยู่ของ ซาแมนธ่า อันน่าขบคิด คือ เธอมีการดำรงอยู่เทียบเท่ามนุษย์หรือไม่ เพราะเธอมีความคิดเทียบเท่าคนปกติ และมีจิตใจไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป แต่เธอไม่มีร่างกาย เหมือนที่ ธีโอดอร์ มี ซึ่งเรื่องนี้ถ้าใช้หลักปรัชญาพุทธที่กล่าวว่า มนุษย์ เกิดมามีร่างกายและจิตเกื้อกูล ก็สามารถตอบได้อย่างคร่าวๆว่า แม้ ซาแมนธ่า จะไม่มีกายแต่เธอสามารถมีประสาทสัมผัส 3 ทาง เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า เธอก็เป็นมนุษย์หนึ่งคนที่มีความบกพร่องทางประสาทสัมผัสบางส่วนทางกาย แต่ประสาทสัมผัสทางใจ เธอถือมีความล้ำเกินหน้ามนุษย์ไปเสียแล้วอย่างไรก็ตามสิ่งน่าสำรวจอีกสิ่งคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ธีโอดอร์ กับ ซาแมนธา เป็นไปในลักษณะใด ขณะที่ ธีโอดอร์หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่ แคทเธอรีน กระทั่งไม่สามารถคืบหน้าทางความสัมพันธ์กับแม่ม่าย(โอลิเวีย ไวลด์)ที่เขานัดเดทได้ แม้ตัวเขาปรารถนาในความรักซ่อนเร้นอยู่ในใจมากเท่าไหร่ก็ตาม อย่างที่กล่าวไปแล้วเมื่อมนุษย์รู้สึกแปลกแยกต่อการดำรงอยู่ในเมืองสมัยใหม่ ความรักกับใครสักคนที่เหมาะสมก็อาจช่วยทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาแบบนี้น้อยลง แม้มันจะไม่มีทางขจัดสิ้นไปได้หมดก็ตามฉะนั้นเราจะเห็นว่า ธีโอดอร์ ยังคงฝังใจกับอดีตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะรักยังรักแคทเธอรีนเพื่อจะกลับมาคืนดีหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังได้แสดงให้เห็นชัดเมื่อเขาได้เรียนรู้กับ ซาแมนธา คือ เขารู้สึกผิดต่อการกระทำบางอย่างของตนเองต่อภรรยา และอยากขจัดสิ้นความรู้สึกนี้ออกจากใจ แต่เมื่อยังทำไม่สำเร็จ เขาจึงเหมือนลอยอ้างว้างระหว่างอดีตและปัจจุบัน ไม่สามารถเดินหน้าไปไหนได้ ซาแมนธาจึงเป็นผู้ช่วยเหลือเหมือนดั่งมโนสำนึกบางอย่างที่ทำให้เขาเรียนรู้ เข้าใจและปรับปรุงตนเอง  อย่างไรก็ตาม แม้ ซาแมนธา จะมีหน้าที่เพียงช่วยเหลือ ธีโอดอร์ ให้เข้าใจตนเอง แต่ตัวเธอก็สามารถที่จะเรียนรู้ตัวเองได้เช่นกัน ซึ่งความสัมพันธ์ทั้งสองจึงปรากฏชัดเพราะทั้งคู่ต่างเป็นกระจกสะท้อนระหว่าง ประสาทสัมผัสทางใจที่ชำระล้างและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในบรรยากาศอึมครึมและเปลี่ยวเหงา กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคงไหลพล่านอยู่ในกระแสเลือดของธีโอดอร์ ซาแมนธาพยายามเรียกร้องให้เขาผุดผ่านความรู้สึกออกมา กระตุ้นให้เขาได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่คั่งค้างดั่งบางสิ่งอุดตันอยู่ในทางเดินของท่อระบายน้ำ เมื่อซาแมนธาพยายามให้เขาขจัดสิ่งนั้นออกมา น้ำก็ไหลถาโถมพุ่งแรงเกินยับยั้ง ความรู้สึกต่างๆ ทั้งความรัก ความสัมพันธ์ หรือเซ็กซ์ ก็หลุดออกมาจากปากของเขาอย่างเสรี นอกจากซาแมนธาจะทำให้เขาได้เข้าใจตนเองแล้ว เธอก็ได้เรียนรู้ตัวเขาได้มากกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย มิหนำซ้ำ ซาแมนธา ยังได้ทดลองให้ตัวเธอเองเข้าไปในห้วงความรู้สึกของเขา แม้พวกเขาไม่สามารถอยู่ร่วมความสัมพันธ์ทางกายกันได้ แต่ความสัมพันธ์ทางใจของทั้งคู่ยังสามารถต่อเติมเรื่องราวร่วมกัน ภาพค่อยๆดับมืดลงไปเสมือนต้องการให้ผู้ชมเข้าถึงข้อจำกัดของพวกเขา มโนภาพบางอย่างได้ต่อเติมให้ทั้งคู่  รับรู้การสัมผัสของผิวกาย ลิ้มรสแห่งความรัก สูดกลิ่นไออุ่นของร่างกาย ด้วยประสาทสัมผัสเหนือกายของคนทั้งสอง เสมือนว่าดวงจิตของทั้งคู่ต่างหล่อรวมเข้าด้วยกัน ความรู้สึกภายในของธีโอดอร์ เหมือนมี ซาแมนธา อยู่ทุกอณู เช่นกัน เซลล์อิเล็กทรอนิกส์ของซาแมนธาเปิดรับให้ธีโอดอร์ก้าวเข้าไป ร่างกายของคนทั้งสองปรากฏชัดอยู่ในดวงจิตของคนทั้งสองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพตัดไปตามตึกอาคารพร้อมเสียงที่บ่งบอกว่าทั้งคู่เหมือนหายไป สาบสูญไป มันถูกหลอมรวมเสมือนสิ่งเดียวกัน

ฉากด้านบนนั้นเป็นตัวอย่างที่งดงามของภาพยนตร์ที่บ่งบอกความรู้สึกเกินประสาทสัมผัสที่หนังเรื่องนี้มอบให้ และมันยังทำให้แสดงถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่  ธีโอดอร์เข้าถึงภาวะภายในของตนเอง  ส่วนซาแมนธาได้เรียนรู้ว่าเธอก็สามารถเข้าถึงตนเองได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนมันได้ทำให้ซาแมนธาเปลี่ยนไป การเปลี่ยนไปครั้งนี้เพราะเธอรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น และเมื่อถึงวันที่ ธีโอดอร์ ถูก แคทเธอรีน เหน็บแหนมว่าเขาอ่อนแอเกินกว่าจะมีความสัมพันธ์แท้จริงในซีนที่ทั้งคู่เซ็นใบหย่า นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ธีโอดอร์หม่นทุกข์ และเริ่มตั้งคำถามต่อตนเอง  ซาแมนธารก็ทุกข์ใจเช่นกันและเริ่มคิดถึงการมีร่างกายเหมือนมนุษย์เพราะเธอเชื่อว่าการไม่มีกายของเธอก็เป็นปัญหาหนึ่งของความสัมพันธ์ เธอจึงหาตัวแทนความสัมพันธ์ซึ่งกลายเป็นความล้มเหลวพังพินาศ และจากบทสนทนาต่อเนื่องก็ทำให้พบว่า ธีโอดอร์เริ่มกีดกันซาแมนธาว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ และเธอเองก็เริ่มรู้สึกว่าการปรับตัวให้เป็นมนุษย์ ก็กลายเป็นความบาดหมางได้เช่นกัน

รอยบาดความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือ  ขณะที่ธีโอดอร์ เริ่มเก็บงำพูดจากนู้นนี่ที่ไม่ตรงประเด็น และเริ่มไม่เข้าใจตนเอง ในอีกด้านหนึ่ง ซาแมนธา เริ่มต้องการเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีกริยาท่าทาง การเลียนแบบเสียงถอนหายใจ เริ่มทุกข์เศร้า เหมือนปุถุชน ที่สำคัญเธอยังคงต้องการมีร่างกายต่อไป

อย่างไรก็ตามหนังใช้วิธีการให้ ธีโอดอร์ เข้าใจตนเองผ่านผู้ช่วยอีกครั้ง จาก เอมี่ ซึ่งแท้จริงแล้วชีวิตของเธอก็ไม่ต่างจาก ธีโอดอร์ มากนัก ซึ่งก็เป็นภาพสะท้อนตัวเขาได้อีกทางหนึ่ง เธอให้ความคิดมาว่าไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหน จะคนหรือคอมพิวเตอร์ แต่ถ้ามีความสุขกับมัน ก็ช่างหัวมันเถอะ เหตุผลนี้ทำให้ ธีโอดอร์ ได้เรียนรู้ไปไกลกว่าครั้งที่มีความสัมพันธ์กว่าแคทเธอรีน ทำให้เมื่อเขาได้ คุยกับ ซาแมนธา อีกครั้งเขาก็แพร่งพรายออกมาว่า เพราะเหตุการณ์แบบนี้นี่เองที่ทำให้เขาและแคทเธอรีนบาดหมางกันและจะไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ส่วนตัวมันเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้งแล้ว

กระนั้นหลังจากความรักระหว่าง ธีโอดอร์ และ ซาแมนธา ดูจะเป็นไปด้วยกันได้ดี แต่อย่างที่บอกกันไปแล้วว่า ซาแมนธา แม้จะไม่มีกาย แต่เธอก็สามารถศึกษาเรียนรู้และมีประสบการณ์ไม่ต่างจากการเป็นมนุษย์ผู้ หนึ่งเลย และถ้าเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแนวคิดของเธอได้ชัดเจนก็คงจะเป็นซีนที่เธอ ได้ไปเที่ยวปิคนิค 2 คู่กับ คูรักของพอล (คริส แพล็ตต์) เธอกล่าวแสดงความเห็นเรื่องที่เธอไม่มีร่างกายว่า ฉันเคยกังวลเกี่ยว กับการไม่มีกาย แต่ตอนนี้ฉันรักที่ฉันเป็น ฉันไม่มีข้อจำกัด ฉันสามารถเป็นอะไรก็ได้ ไม่ผูกติดกับพื้นที่และเวลา ฉันคงต้องตายถ้าฉันมีร่างกาย  หรือบ่งชี้ได้ว่าเธอได้เรียน รู้แล้วว่า การมีร่างกายนั้นเป็นข้อจำกัดของมนุษย์อย่างหนึ่ง แล้วเธอก็รู้ถึงข้อได้เปรียบในสิ่งที่เธอเป็นแล้วเรียบร้อย

สิ่งเหล่านี้ผนวกเข้ากับการเปลี่ยนไปของซาแมนธาหลังจากค้นพบการประดิษฐ์โปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างนักปรัชญาที่ตายไปแล้วให้ฟื้นกลับมาได้ ตัวอย่างที่ผู้ชมได้ฟังคือ นักปรัชญาที่ชื่อ อลัน วัตต์ ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษที่หมกมุ่นทุ่มเทให้กับปรัชญาพุทธ ลัทธิเซน เพื่อประยุกต์ให้เข้ากับสังคมตะวันตก หรือการปรับตัวให้มนุษย์ยุคใหม่เรียนรู้ให้เข้ากับธรรมชาติหรือวิถีของสังคม ซึ่งมันทำให้ ซาแมนธา แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันทำให้เธอได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว และเป็นสิ่งที่ตัวเธออธิบายยังไม่ได้ ซึ่งสิ่งต่างๆนี้มันเป็นวิถีของปรัชญาเซนแทบทั้งนั้น

ธีโอดอร์ ไม่อาจเข้าใจว่าสิ่งใดที่คนรัก OS ของเธอเปลี่ยนเป็น และยิ่งมารู้เพิ่มขึ้นอีกด้วยว่า ซาแมนธา สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นพร้อมไปกับเขาถึง 8 พันกว่าคน และรักคนอื่นพร้อมกับ ธีโอดอร์ ถึง 6 ร้อยกว่าคน ซึ่งนี่เป็นขอบเขตที่อาจเรียกได้ว่าย่ำแย่และเห็นแก่ตัวอย่างมากมายในสายตา ของมนุษย์ทั่วไป แถมเธอยังสอน ธีโอดอว์ ด้วยว่า  หัวใจไม่ใช่กล่องที่คุณสามารถจะเติมให้เต็ม มันขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเรามีความรักมากขึ้น”  ซาแมนธาบอกว่าเราต่างกัน สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้รักคุณน้อยลง แต่ยังคงรักคุณเสมอมา

วิธีคิดแบบซาแมนธา ถ้าเป็นมนุษย์เดินธรรมดา อาจถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงแพศยาคบคนไม่เลือกหน้าได้ แต่เราไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดียวกันนี่ไปครอบงำความคิดของซาแมนธาได้เลย แน่นอนเราจะอาจบอกได้ว่า ซาแมนธา ไม่ใช่คน จึงคิดเหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ แต่ถ้าลองคิดให้ลึกอีกสักหน่อย การที่ซาแมนธารัก หรือให้ความสัมพันธ์จากทุกคนก็มีนัยแห่งเสรีภาพ และการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ และมีการปล่อยวางมากกว่ายึดติด ซึ่งนี่เป็นวิธีคิดของผู้สมบูรณ์เกินกว่ามนุษย์ปุถุชนแทบทั้งนั้น

เมื่อมาถึงฉากไคลแม็กซ์ที่เธอได้พรรณนาความรู้สึกระหว่างเธอที่มีต่อ ธีโอดอว์ ซึ่งลึกซึ้งเกินหยั่งถึงและไม่อาจเข้าใจ เป็นการอุปมาประหนึ่งความสัมพันธ์เหมือนหนังสือเล่มที่เรารัก แต่เรากลับอ่านมันด้วยท่วงทำนองที่เชื่องช้า ทำให้ตั้งคำถามต่อตนเองว่า หรือหนังสือเล่มที่เรารักนั้น เมื่อถึงวันหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับเราอีกต่อไป ซึ่งสามารถสะท้อนมองกลับไปมาที่ ธีโอดอว์ ได้เหมือนกันว่า เขาหยุดอยู่กับที่(อดีต) ไม่ยอมขจัดสิ่งซึ่งคั่งค้างเสียใจอยู่ซะที จึงเป็นมนุษย์ผู้ยึดติดและจมปลักกับความทุกข์ ซึ่งต่างกับรูปแบบของ ซาแมนธา เธอใช้วิธีปลดปล่อยสิ่งที่รักออกไป ไม่กระทั่งให้คนที่รักยึดติด หรือยึดติดด้วยตนเอง ซึ่งมันทำให้เธอได้เรียนรู้บางสิ่งที่เหนือล้ำเกินผู้ที่มีร่างกายจะเข้าใจ และเธอก็บอก ธีโอดอว์ ว่า เขาสามารถเข้ามาพบเธอได้ทุกเมื่อ ถ้าต้องการ แม้เธอจะไม่สามารถอธิบายที่ที่เธอไปได้ก็ตาม

คำถามสำคัญคือ ซาแมนธา ไปไหน?  แต่ถ้าดูจากรูปการณ์แล้ว ซาแมนธา มีความสมบูรณ์สูงส่งเกินกว่ามนุษย์ไปเสียแล้ว อีกทั้งเธอยังไม่ถูกตรวนโซ่แห่งร่างกายคอยหน่วงเหนี่ยวยึดรั้งจิตใจไว้ได้ แต่อย่างใด การดำรงอยู่ของเธอจึงใช้ประสาทสัมผัสที่ 6 ทางจิตเพ่งพินิจโลกและรุดหน้าไปด้วยความรวดเร็ว แม้การเรียนรู้ของเธอ สามารถกระทำได้ด้วยประสบการณ์ทางจิตและปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์ เพียงแต่มนุษย์ทำได้ไม่เท่าเธอ หรือเธอมีศักยภาพที่สูงกว่ามนุษย์นั่นเอง

อย่างไรก็ตามการที่หนังใบ้ทางไว้ว่า ซาแมนธา พบ  อลัน วัตต์ (ผู้ใช้แนวคิดปรัชญาเซ็น) ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์ก็เป็นประหนึ่งแผ่นป้ายจิ๊กซอว์ ให้ผู้ชมได้รับรู้ ว่าเธออาจกำลังเข้าสู่ทางสู่อภิปรัชญา ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่า ความหมายสำคัญของเซ็นก็ไม่ได้ปรากฏไว้อย่างชัดแจ้ง มันเหนือล้ำเกินอธิบายขึ้นอยู่กับดวงจิตของแต่ละคน เพราะหลักการแรกของเซ็น คือ ถ้าฉันบอกเธอด้วยคำพูด มันจะกลายเป็นหลักการที่สองไป แต่ถ้าพอที่เราจะขมวดความคิดของเซ็นดู และดูว่ามันไปด้วยกันได้ดีกับวิถีที่ ซาแมนธา เลือกเดินไปหรือเปล่านั่น ก็อาจทำให้น่าสนใจหรือเข้าใจเธอมากขึ้นได้ โดยเซ็นมักจะชี้ชัดจุดสนใจไปที่ตัวเองของแต่ละบุคคล เป็นการรู้แจ้งบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเองตลอดเวลาเท่านั้น จุด หมายของ เซ็น มิได้อยู่ที่การประสบความจริงที่สูงกว่า แต่อยู่ที่การรู้แจ้งธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งที่เห็น มิใช่การหนีโลกของผัสสะ หรือคำจำกัดความของเซ็น เซ็นในสาระสำคัญคือศิลปะของการมองข้ามไปยังธรรมชาติแห่งภาวะของตนเอง และชี้หนทางจากการถูกผูกมัดสู่อิสรภาพ

ทั้งหมดทั้งมวลผู้เขียนไม่ได้พยายามตัดสินว่า ซาแมนธา ต้องไปไหน เพราะอาจเสียอรรถรสของความเป็นภาพยนตร์ได้ เพียงแต่ชี้ความเป็นไปได้หนึ่งทาง ซึ่งแน่นอนจากที่ยกตัวอย่างมาคร่าวๆ จากนิยามสาระของเซ็น มีที่ทางที่คู่ขนานไปกับ วิถีชีวิตของเรื่องเล่าในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างบังเอิญ เช่น การที่หนังเล่าเรื่องของ ธีโอดอร์ ผู้เข้าใจผู้อื่นมากมายแต่ไม่เคยเข้าใจหรือรู้แจ้งความรู้สึกของตนเอง – ซาแมนธาก็เป็น OS ที่วางโปรแกรมให้รู้จัก ธีโอดอร์ แต่ประสบการณ์ในที่สุดก็ทำให้ใคร่ครวญนึกถึงความเป็นตัวเองหลังจากมองโลก ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และการถ่ายภาพที่แสดงให้เห็นถึงขอบเขตสังคมธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งแปลกแยกแตกออกจากมนุษย์ซึ่งมีทีท่าว่าจะเกิดอันตรายกับความสัมพันธ์ของ ผู้คนระหว่างกัน โดยหารู้มั้ยว่า การที่มนุษย์โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาในสังคมสมัยใหม่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ได้เดินทางสู่ภาวะภายในของตนเองได้มากเท่านั้น เป็นภาวะเปลี่ยวเหงาเพื่อเรียนรู้จิตใจตนเอง

เธอทิ้งผมไปด้วยคำ พูดที่ผมไม่อาจเข้าใจ เพราะเธอเองก็มิอาจอธิบายได้ทั้งหมด  แต่เธอทำให้ผมรู้ว่า เธอรักผม และผมเองก็รักเธอมาก และความรักที่จากกันนับแต่นี้ ทำให้ผมตั้งตระหนักต่อตัวเองและเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความมืดมิดทางประสาทสัมผัสของผมเกือบทำร้ายผมให้แดดิ้นเจ็บปวด การเลือกทิ้งผมไปของซาแมนธา ทำให้ผมได้รู้จักและใคร่ครวญการดำรงอยู่ของตัวเองแล้ว ขอบคุณซาแมนธา

คะแนน 9.75

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ