วิจารณ์ภาพยนตร์ Only God Forgives

Only God Forgives

การประลององคชาตเพื่อเป็นใหญ่ในยุทธภพ

ภาพยนตร์เรื่อง Drive(2011) เปรียบเสมือนแรงดีดที่ช่วยส่งให้ นิโคลัส วินดิง เรเฟิน เจิดจรัสและกลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในเวทีระดับโลก โดยผลงานใหม่อย่าง Only God Forgives ของเขาได้แทรกเข้าไปอยู่ร่วมสายประกวดคานส์อย่างไม่เคอะเขิน อาจมีฟอร์มหลุดบ้างหลังฉายไปแล้วกระแสแง่ลบของมันกลับระเนระนาดเกลือกกลิ้งผิดคาดและไม่น่าเชื่อ แต่ผู้กำกับชาวเดนนิสคนนี้ก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด เสมือนรู้ว่าผลงานชิ้นใหม่อาจไม่ถูกต้องตรงจริตใคร แต่เขาเชื่อว่าในอนาคตผลงานชิ้นนี้จะต้องมีคนจดจำเคียงข้างกับเรื่อง Drive แน่นอน

ผู้เขียนตั้งชื่อบทความที่ช่างตรงและน่าหวั่นเกรงต่อการเขียนบทความชิ้นนี้ของตนเป็นอย่างมาก และยังไม่สามารถคาดเดาตอนจบได้ว่าจะไปลงเอย ณ จุดใด แม้จะพอมีประเด็นคร่าวๆให้พอดำเนินไป แต่มันก็ไม่ใช่กรอบบีบรัดตายตัว เช่นรู้ว่าเราจะเดินเข้าไปสู่ห้องประตูสุดท้ายที่ใด แต่ปัญหาคือเราไม่มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วนั้นผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปถึงได้หรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นแรงขับให้เขียน คือความปรารถนาอันซ่อนเร้นที่ต้องการเขียนถึงหนังที่ดูจะมีที่ทางแรงปรารถนาของผู้กำกับอยู่มากเลยทีเดียว ทั้งแรงปรารถนาของเขาที่ต้องการสร้างหนังที่ผู้ชายสู้กับพระเจ้า หรือจะเป็นความหลงใหลมวยไทยและดินแดนขวานทองผสมกับการทำหนังแก๊งส์เตอร์สไตล์เขาเอง ดังนั้นถ้า Only God Forgives เป็นหนังที่ถูกสร้างด้วยแรงปรารถนาอันมากล้นของผู้กำกับ บทความชิ้นนี้ก็เป็นแรงปรารถนาของผู้เขียนในการเขียนอย่างไม่มีกรอบจำกัดเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าภาพยนตร์ Only God Forgives นั้นมันช่วยทำให้เราเห็นว่า ภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงสิ่งร้อยเรียงเรื่องราวที่ทำให้ผู้ชมติดตามไปได้อย่างสบายใจ เพราะสิ่งที่ถูกนำเสนอในเรื่องนี้แม้จะมีเส้นเรื่อพอให้จับได้ แต่ความเหนือจริงที่ถูกปกคลุกคลุกเคล้ากับภาวะจิตใต้สำนึกของตัวละครก็ทำให้ผู้ชมหลุดจากเรื่องราว ก่อนที่จะสร้างภาวะอารมณ์ของตนเองขึ้นมา ดั่งเช่นว่าภาพยนตร์ที่เรากำลังชมนั้นเป็นสัญญะอย่างหนึ่งที่เราต้องต่อเติมหาความหมายกันเอาเอง เพราะความหมายที่ผู้กำกับ นิโคลัส วินดิง เรเฟิน มอบให้ในตัวเรื่องนั้นมันมีระยะห่างกับผู้ชมจนเกิดความขาดขึ้นมา และด้วยเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์เมื่ออะไรที่รู้สึกขาด เราก็ต้องออกเดินตามหาความหมาย ทั้งการหาความหมายจากผู้อื่น(อ่านงานวิจารณ์คนอื่น) หรือจะเป็นการสร้างความหมายขึ้นมาเอง(แต่อาจจะไม่ได้คิดเองทั้งหมดเพราะนำมาจากนักคิดหรือจากทฤษฎี) ไม่ว่าจะเป็นทิศทางไหนถือว่าผู้ชมกำลังเล่นกับความหมายของสัญญะเข้าแล้ว โดยมองว่าหนังแค่มอบสัญญะเพื่อให้เราได้สร้างความหมายของมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

การเกริ่นเช่นนี้เพื่อทำให้เห็นว่าบทความนี้ก็เป็นการหาความหมายสัญญะจากการดูหนังเรื่องนี้ของผู้เขียน ไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของผู้กำกับอย่างแน่นอน แต่มีข้อคิดที่น่าสนใจคือเราจะรู้แน่ชัดว่าอะไรคือความหมายที่แท้จริงของผู้กำกับเมื่อมันถูกทำขึ้นมาแล้วในรูปแบบของภาพยนตร์ เพราะต้องไม่ลืมว่าภาพยนตร์คือการแปลความเพื่อให้กลายเป็นภาพ ซึ่งนั่นมันทำให้เห็นว่าภาพคือการถูกทำให้เป็นความหมายอีกต่อหนึ่งจากความคิด แล้วความหมายที่แท้จริงจะอยู่ตรงไหน ถ้าเป็นตามหลักทฤษฎีฟรอยด์นั่นอยู่ในจิตใต้สำนึกซึ่งเราไม่สามารถล่วงรู้มันได้ สมมติเช่นผู้กำกับบอกว่า ภาพกำปั้นที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์ คือ การต่อสู้ หรือความเป็นลูกผู้ชาย แล้วเราก็เชื่อว่ามันคือความจริงตามที่ผู้กำกับพูดออกมา แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้ว กำปั้นอาจจะไม่ใช่ความหมายอย่างที่เขาบอกก็ได้เพราะมันอาจจะมีความจริงบางอย่างที่อยู่ภายใต้จิตใต้สำนึก โดยที่เขาอาจรู้หรือไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้ กำปั้นเป็นเพียงสารที่ถูกตีความอีกทอดหนึ่งเท่านั้นเอง

เข้าสู้ตัวเนื้อเรื่องหลังจากผู้เขียน-เขียนออกตัวเพื่อทำให้เห็นว่าการแปลสารตีความสร้างความหมายมันเป็นเรื่องปรกติที่ทำได้โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่เรียกร้องให้กระทำเช่นนั้นโดยไม่ต้องสนใจความหมายแท้จริงของตัวมันเพราะเราไม่อาจรู้ถึงความแท้จริงของมันได้เลย ยิ่งถ้าความหมายแท้จริงมันอยู่ภายใต้จิตไร้สำนึกของผู้กำกับด้วยแล้ว ก็ทำให้เห็นว่าความจริงแท้จะไม่มีใครเข้าถึงได้เลยแม้กระทั่งผู้กำกับเองด้วยซ้ำไป

ภาพยนตร์เริ่มต้นด้วยโลหะยาวสะท้อนสีแดงตามที่เห็นมันคือดาบที่เป็นอาวุธสำคัญของช้าง(วิทยา ปานศรีงาม)ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญทำโทษประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามที่ทำผิด ดาบที่ใช้คือดาบที่แปลกกว่าทั่วไปเพราะเป็นดาบหัวตัด- เสียงดนตรีเริ่มต้นปลุกเร้าให้อารมณ์น่ากลัว แถมสีแดงก็ยังสะท้อนถึงความน่าหวั่นเกรง โดยภาพเริ่มต้นให้ดาบออกมาจากเฟรมภาพทางขวาไปทางซ้ายก่อนที่จะดำเนินแบบนี้ไปพอสมควร(22วินาที) ซึ่งมีความผิดปรกติเพราะดาบไม่ควรจะยาวขนาดนี้ และวินาทีสุดท้ายของภาพเราก็ยังไม่มีวี่แววจะเห็นที่สิ้นสุดหรือปลายด้ามของดาบเลย จนแอบคิดไปหรือความยาวของดาบจะมีความเป็นอนันต์ ซึ่งถ้ามองตรงตัวแล้วดาบก็คือดาบ แต่เมื่อผู้เขียนดูจบแล้วนั่งคิดตีความ ก็ทำให้คิดไปได้ว่า หรือภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังหมกมุ่นตีความตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์โดยมีพื้นฐานจากซิกมันต์ ฟรอยด์ โดยใช้สัญญะให้มันใกล้เกณฑ์กับความเป็นองคชาตโดยแท้

สัญญะตัวต่อมานั่นคือมือ ทั้งเรื่องมีฉากที่เกี่ยวกับมืออยู่เยอะมากทั้งฉากการดูมือทั้งสองข้างของจูเลี่ยน(ไรอัน กอสลิ่ง) ฉากการมัดมือจูเลี่ยนโดยใหม่(รฐา โพธิงาม) ฉากการตัดมือ หรือทำร้ายมือ หรือกระทั่งชกกันด้วยมือ ทั้งหมดเหล่านี้ทำให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้มีการเกี่ยวข้องกับมืออยู่มาก ถ้าหากตีความเป็นแนวทางเดียวกันกับดาบว่า มือนั้นเป็นของสำคัญที่เป็นเครื่องมือต่อสู้ในความเป็นชายซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับบอกไว้แล้ว แต่นั้นมันก็อาจเชื่อมโยงกับองคชาตอย่างที่ผู้เขียนกำลังอรรถาธิบายต่อไปได้อีกด้วย

เริ่มกันที่ดาบของช้าง ช้างมีดาบที่ชักออกมาจากด้านหลังเสมือนว่ามันเป็นสิ่งที่แนบชิดติดกาย ช้างเป็นบุคคลมีอำนาจพิเศษเหนือบุรุษธรรมดาและเหนือกว่าตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย ดาบของช้างสามารถตัดสินได้อย่างไร้ความปราณี ชอน ยัน ลี (โกวิธ วัฒนะกุล) คือเหยื่อรายแรกที่ถูกดาบเล่นงาน ดังนั้นดาบของช้างคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว

จูเลี่ยน คือชายที่สามารถใช้ปมโอดิปุสเข้ามาจับได้อย่างสมฤดีเพราะสิ่งทีถูกนำเสนอออกมาแทบจะเรียกว่าเอาทฤษฎีมากางสร้างกันเลยทีเดียว แต่ปมที่ว่านั่นไปไกลกว่าอีกระดับ เพราะเป็นปมที่สมปรารถนาแล้วเรียบร้อย สมปรารถนาในที่นี้คือ จูเลี่ยนได้สำเร็จโทษพ่อด้วยมือเปล่า ตามคำให้การของคริสตัล(คริสติน สก็อต โธมัส) ซึ่งการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของพ่อและลูกคือขีดขั้นที่สุดของปมโอดิปุส คือการต่อสู้ซึ่งหน้าหรือการแย่งความเป็นใหญ่ขององคชาติเพื่อครองใจแม่นั่นเอง และชัยชนะของจูเลี่ยนก็ทำให้เห็นว่า จูเลี่ยนได้เลยจุดนั้นมาแล้ว  แม้เราจะเห็นว่าสุดท้ายจูเลี่ยนก็ต้องมาหึงแม่อีกคำรบ เพราะแม่กับพี่ชายคนโตบิลลี่ (ทอม เบริ์ค)ดูจะเข้าขากันได้ดี ยิ่งด้วยคำพูดของแม่ที่บอกว่า จูเลี่ยนอิจฉาบิลลี่เรื่องที่อวัยวะเพศชายของพี่ที่ใหญ่กว่าตนซึ่งนี่ถือเป็นความขาดที่ไม่สามารถกำราบได้เลย ดังนั้นความตายของพี่ชายก็เป็นใบเบิกทางที่ทำให้เขากับแม่ใกล้ชิดมากขึ้นอีกครั้ง

ฉากการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ในเรื่องทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของแม่ลูกมีทีท่าว่าจะไปกันสุดขีดอย่างที่เราไม่กล้าคาดเดา ด้วยเพราะการออกแบบการแสดงที่สื่อนัยะซ่อนเร้นอย่างน่าติดตาม ตั้งแต่การหอมแก้ม หรือการที่แม่กอดลูกในลักษณะต่ำใต้สะดือ โดยช็อตภาพต่อเนื่องกันที่กล้องถ่ายภาพไหล่ของจูเลี่ยนที่ยืนอยู่ต่ำลงมาหาคริสตัลที่นั่งคุกเข่าลงซึ่งทำให้ดูคลับคล้ายคลับคลากับฉากบางฉากที่ปรากฎอยู่ในหนังอีกประเภทหนึ่งจนให้ความรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของแม่ลูกคู่นี้แน่นอน

ถึงกระนั้นเราก็เห็นว่าการที่จูเลี่ยนปล่อยคนที่ฆ่าพี่ชายไปก็ทำให้เกิดน้ำโหอันทานทนของผู้เป็นแม่ซึ่งนี่แสดงถึงว่าถึงแม้ผู้แข่งขันทางเพศของจูเลียนจะตายไปแล้วก็ตามแต่เป็นการตายไปเพียงกายเท่านั้นเพราะแม่ยังเอ่ยถึงและยังแสดงให้เห็นถึงความรักที่มากกว่าจูเลี่ยนหรือเป็นการตายที่ยังไม่ตายโดยสมบูรณ์นั่นเอง

สลับมากล่าวถึงใหม่ซึ่งเป็นหญิงกลางคืนที่จูเลี่ยนเรียกมาช่วยตัวเองต่อหน้า ซึ่งการกระทำแรกที่เห็นคือการเข้ามามัดมือของจูเลี่ยนอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงซึ่งเป็นการบอกให้รู้ว่าจูเลี่ยนก็รู้สึกแปลกพิกลกับการกระทำนี้ซึ่งถ้าลองมองหาความหมายสัญญะของมันก็คือ หากมือคือความหมายขององคชาตที่กล่าวไปการถูกมัดมือโดยที่มีผู้หญิงแสดงทางเพศต่อหน้าก็หมายถึงความไร้สมรรถภาพขององคชาตในทางสัญลักษณ์นั่นเอง แต่ในฉากนี้น่าสนใจมากเพราะขณะที่จูเลี่ยนกำลังสวีทสวาทกับตัวเอง กล้องก็ได้จับมาที่หน้าของจูเลี่ยน แล้วก็ตัดไปที่หน้าขอคริสตัลซึ่งนี่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ศิลปะการตัดต่อช่วยทำให้เห็นว่า จูเลี่ยนอาจกำลังคิดถึงแม่อยู่ก็เป็นได้ หรือใหม่เป็นเพียงตัวทดแทนความปรารถนาที่มีจุดเริ่มต้นจากแม่นั่นเอง ซึ่งถึงแม้ฉากนั้นจะมีอยู่จริงเพราะแม้กำลังเคลิบเคลิ้มกับการจ้องมองเรือนร่างของชายงามที่เบ่งพละกำลังแสดงออกถึงความเป็นชายในอีกสถานที่หนึ่ง

แม้ว่าฉากที่เกี่ยวเนื่องในสถานบันเทิงซึ่งจูเลี่ยนเสื้อดำนั่งอยู่โดยตัดสลับกับจูเลี่ยนเสื้อขาวกำลังตรงดิ่งไปหาอวัยวะซ่อนเร้นของใหม่ โดยใช้มือที่ถูกใส่ความหมายเป็นสัญลักษณ์ของเพศชายทะลวงเข้าไปในของสงวน “ใหม่” แต่ยังไม่ได้กระทำก็ถูกก่อกวนโดยผู้ชายสองคนที่เสียงดังซึ่งทำให้จูเลี่ยนตบะแตกเพราะมันทำให้ตัวเขาที่กำลังจะได้แสดงความเป็นชายอย่างเต็มภาคภูมิต้องถูกชะงักทางอารมณ์ไป

 

การที่หนังเล่นล้อกับการที่มีจูเลี่ยนสองคนหรือการที่หนังดำเนินแนวทางที่เหนือจริงเพื่อแสดงความไม่สมจริงของเหตุการณ์ซึ่งเป็นทิศทางของภาพยนตร์สมัยใหม่ ที่เรียกว่า สัจนิยมมหัศจรรย์(Magical Realism) ซึ่งผู้เขียนยังมีภูมิคุ้มกันในภาพยนตร์แนวนี้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะมันทำให้เราไม่แน่ใจว่าเราจะให้ความสำคัญของความสมเหตุสมผลของเรื่องราว หรือเราควรสนใจต่อความไร้ตรรกะเหตุผลในแนวทางต้นขั้วของภาพยนตร์เหนือจริง(Surreal) ซึ่งนี่ทำให้เกิดความลักลั่นในความรู้สึกต่อผู้ดูมิใช่น้อย มันให้อารมณ์สุนทรีย์ที่แปลกประหลาดและอัศจรรย์ แต่ก็ทำให้สมองในกระบวนการคิดล่องลอยแล้วหาจุดยึดไม่ได้ นอกจากการสัมผัสทางอารมณ์เท่านั้น

เมื่อเขียนมาถึงบรรทัดนี้จะทำให้เห็นว่าในกระบวนทัศน์ของผู้เขียนมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถแยกออกจากกันสองแนวทางภายใต้หนัง “สัจนิยมมหัศจรรย์” นั่นคือความสมเหตุสมผลของเรื่องเล่าดำเนินอยู่ ซึ่งคือเส้นเรื่องการแก้แค้นบิลลี่ของคริสตัล และการชำระโทษผู้กระทำความผิดของช้าง และอีกส่วนหนึ่งคือภาวะจิตใต้สำนึกของตัวละครที่มีจูเลี่ยนดำเนินเป็นแกนหลักไปทำให้หนังดำเนินเรื่องไปอย่างโชกโชนและแปลกประหลาด มันเหมือนกับความฝันและความจริงหล่อรวมอยู่ด้วยกัน บางครั้งมันเหมือนความจริงในความฝัน และบางครั้งมันเหมือนความฝันในความจริง ซึ่งนี่ทำให้หนังดำเนินไปด้วยความหรรษานาบนิ่ง ด้วยการจัดองค์ประกอบภาพที่แสน ‘เป๊ะ’ ของผู้กำกับ รวมถึงการใช้เสียงดนตรี หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เห็นงานกำกับของ นิโคลัส วินดิง เรเฟิน จึงทำให้เห็นว่าเขามีความเป็นผู้กำกับแนวประพันธกร(Auteur)ได้มากขนาดไหนทั้งสไตล์ เอกลักษณ์ และการออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ร่วมกับทีมงานของเขา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราลืมพูดถึงไปไม่ได้เลยคือการใช้สถานที่ถ่ายทำในประเทศไทยซึ่งจากสไตล์การทำหนังที่ค่อนข้างเหนือจริงมันไปด้วยกันได้ดีกับความเอ็กโซติกที่มองสู่ประเทศไทยเพราะสามารถดึงอารมณ์ที่ปรารถนาที่ต้องการถ่ายทอดลงในหนังเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งการล้างแค้น,ยาเสพติด,โสเภณี รวมทั้งสภาพบ้านเรือน หรือสภาพสังคมที่เป็นสิ่งที่เอ็กโซติกต่อผู้คนในตะวันตกอยู่แล้ว ซึ่งหล่อรวมไปในแนวทางที่ นิโคลัส วินดิง เรเฟิน กำลังถ่ายทอดออกมา แต่สิ่งที่เป็นจุดขายของไทยอีกอย่างหนึ่งที่ดันไปเหมาะเหม็งประจวบเหมาะกับสาระของเรื่องคือความเป็นมวยไทย เพราะมวยไทยสามารถถูกใช้เป็นความหมายของสัญญะได้อย่างกล้าแกร่งและน่าสนใจ

กลับมาสาธยายถึงตัวละคร จูเลียนปรารถนาแม่และรักแม่มากที่สุด ฉากที่ใหม่ตำหนิจูเลียนเรื่องแม่ ก็ทำให้จูเลียนตบะแตกโดยการให้ใหม่ถอดชุดออกซึ่งเป็นการแสดงที่ล้นเกินที่สุดในหนังของจูเลียนเลย ผู้ชมจึงเห็นว่าแม่สำคัญกับเขามากแค่ไหน สำคัญขนาดที่ยอมสู้กับพ่อด้วยมือเปล่าจนพ่อสิ้นชีวิต แต่เขากลับไม่สามารถทำตามปรารถนาเรื่องการฆ่าคนที่ฆ่าพี่ได้ทั้งๆที่เป็นความปรารถนาของแม่ที่เขารัก หรืออาจเพราะเขารู้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นอะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถที่จะเอาชนะได้(พระเจ้า)โดยเฉพาะการที่เขาโดนตัดมือในความฝัน ซึ่งถ้ามือเปรียบเป็นองคชาตอย่างที่บอกแล้วก็เท่ากับว่าการตัดมือก็คือการตอนองคชาตนั่นเองซึ่งเป็นความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเด็กทุกคนเพราะเมื่อขาดซึ่งองคชาตก็ไม่สามารถเอาชนะใจแม่ได้

ในฉากสำคัญที่อาจเป็นฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องเลยก็ว่าได้คือฉากที่จูเลี่ยนท้าสู้กับช้าง หลังจากที่ในภาวะจิตใต้สำนึกของช้างนั้นได้เข้ามารบกวนจูเลี่ยนอยู่บ่อยครั้ง ถ้าจะให้หาความหมายตรงจุดนี้เป็นการทำได้ด้วยความยุ่งยาก แต่ผู้เขียนเองเชื่อว่า ช้างนั้นเป็นที่สุดของความปรารถนาตามหลักของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ซึ่งเป็นใหญ่ทั้งความเป็นจริงและทางสัญลักษณ์ โดยบุคคลที่เป็นใหญ่ที่สุดก็คือความเป็นพระเจ้า พระเจ้าในที่นี้คือความเป็นอนันตภาวะที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้ หรือความปรารถนาที่สุดของคนๆหนึ่งที่สามารถคิดฝันว่าจะเป็น ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางชนะพระเจ้าหรือเป็นพระเจ้าด้ก็ตาม มันจึงเป็นความปรารถนาที่ไม่มีวันเติมเต็มได้เลย

กลับมาที่ฉากสู้กันระหว่างจูเลี่ยนกับช้าง การที่ช้างเข้ามาอยู่ภายจิตใต้สำนึกของจูเลี่ยน ผู้เขียนเล็งเห็นว่ามันเป็นสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ที่คอยเข้ามาย้ำเตือนว่า เราไม่มีทางจะเอาชนะความเป็นที่สุดของจิตใจเราได้ หรือพูดให้สั้นรวบรัดคือเราไม่มีทางจะครอบครองแม่ได้อย่างสุขสมได้เลย เพราะต่อให้จิตใต้สำนึกของเราปรารถนาแม่เท่าไหร่ แล้วเราจะฆ่าคนที่แม่เข้ามาเกี่ยวดองกับแม่โดยที่เราไม่รู้สึกผิดใดๆเลย เหมือนที่จูเลี่ยนฆ่าพ่อซึ่งเราไม่รู้ว่าเขามีความผิดบาปในใจมั้ยเพราะหนังไม่ได้เสนอให้เห็น แต่ในบทดั้งเดิมจูเลี่ยนต้องฆ่ากอร์ดอนด้วย เพราะจูเลี่ยนเห็นกอร์ดอนกำลังได้เสียกับแม่ตัวเอง แต่สุดท้ายมันก็มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราก็ไม่ได้ครอบครองแม่อยู่ดี ซึ่งในหนังเรื่องนี้สิ่งที่เข้ายุ่มย่ามใจจูเลี่ยนคือช้าง ซึ่งถูกตีความว่าคือพระเจ้า แต่ผู้เขียนขอเรียกว่าสัญลักษณ์ของสิ่งที่ต่อต้านความปรารถนาเราจะดีกว่า โดยสิ่งนี้ในตัวมันเองก็เป็นสิ่งที่เราปรารถนาเพื่อจะเป็นในอีกทอดหนึ่งด้วย หรือมันเป็นสิ่งที่ทั้งทำให้เราไม่ได้สิ่งปรารถนาหนำซ้ำยังมีอำนาจให้เราอยากเป็นเช่นมันอีกด้วย มันเป็นภาวะของสิ่งล้ำลึกนามธรรมที่อยู่ในภาวะของจิตไร้สำนึกอะไรแบบนั้นเลย

การท้าสู้กับช้างนั้นเป็นความปรารถนาที่สุดในจิตใจของคนที่ต้องการชนะในสิ่งที่หักล้างความปรารถนาของตัวเอง เหมือนที่ผู้กำกับบอกว่าไอเดียของหนังเรื่องนี้คือการที่เขาคิดว่าอยากให้ผู้ชายคนหนึ่งได้สู้กับพระเจ้า หรือถ้าลองวิเคราะห์ผู้กำกับเองก็อาจอยากชนะที่สุดของปรารถนาของตนเองเช่นกันนั่นคือการชนะพระเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ตัวว่าไม่มีทางชนะพระเจ้าได้ก็ตาม แต่เมื่อมันเปลี่ยนเป็นภาพยนตร์ก็มีโอกาสจะเอาความรู้สึกนั้นมาละเลง เช่นกันจูเลี่ยนก็อยากประลองความแข็งแกร่งเพื่อเป็นใหญ่ที่สุดและหักล้างฝันร้ายทางสัญลักษณ์ที่เข้ามาตัดมือของเขาหรือการตอนองคชาตของเขาด้วย

เมื่อจูเลี่ยนท้าช้าง สิ่งแรกที่ช้างสังเกตคืออะไรกล้องไม่ได้จับให้เห็น แต่ช้างก้มหน้าลงไปดู ไม่ว่าจะเป็นมือที่บอบบางหรือจะเป็นองคชาติในความหมายนัยตรงก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งช้างมองแวบเดียวก็รู้ว่า จูเลี่ยนยังอ่อนหัดอยู่มากนัก ซึ่งก็ถูกแสดงออกมาโดยทันทีจากการต่อสู้กัน ที่ไม่มีหมัดใดที่เข้าหน้าช้างเลย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของจูเลี่ยนผู้ไม่มีวันจะเติมเต็มหรือทำลายช้างลงได้ ซึ่งเมื่อดูฉากนี้ยิ่งทำให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้กำกับมองเข้ามาในความเป็นมวยไทยคือกีฬาการแข่งขันยอดนักสู้ ที่เหลือไว้เพียงผู้ที่เก่งกาจที่สุดบนเวที และเป็นกีฬาของลูกผู้ชายเท่านั้น ซึ่งใช้การได้ดีกับการเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ที่กล้าแกร่งภายใต้จิตใจ

หลังจากความพ่ายแพ้ช้างก็ได้เข้าจัดการแม่ของจูเลี่ยนอย่างเลือดเย็นโทษฐานที่สั่งคนมาเก็บเขา ซึ่งฉากนี้คู่ขนานกับฉากที่จูเลี่ยนและพวกอยู่ที่บ้านของช้าง โดยที่จูเลี่ยนไม่ยอมฆ่าลูกของช้าง แต่ดันหยิบดาบของช้างไป เมื่อไปถึงห้องพักของแม่ก็พบว่าแม่นอนตาย ซึ่งเขาก็ทำสิ่งที่แปลกประหลาดคือการกรีดท้องของแม่แล้วยื่นมือเข้าไปสัมผัสไออุ่น ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลที่ปมโอดิปุสของเขาถูกทำลายลงเพราะสิ่งที่ปรารถนาไม่มีทางให้ปรารถนาอีกต่อไปแล้ว มันเหมือนการถูกตัดแรงขับที่หล่อเลี้ยงทั้งหมดของชีวิต เป็นผลให้ในฉากต่อมาเขายอมยื่นมือเพื่อให้ช้างลงโทษแต่โดยดี เป็นความหมายที่บ่งบอกว่า จูเลียน แพ้อย่างราบคาบ ทั้งๆที่ลึกแล้วเขาก็ก็มีมีความปรารถนาที่จะเป็นหรือชนะช้างก็ตาม มันเป็นความพ่ายแพ้ของทางสัญลักษณ์ของการต่อสู้กันขององคชาต ที่เป็นแรงขับดันแรกแห่งความปรารถนา แต่ก็ทำให้ความปรารถนายิ่งอยู่ไกลจูเลียนมากขึ้นไปอีก

นี่ทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วจูเลียนก็ไม่สามารถเอาชนะความปรารถนาของตัวเองได้เลย แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนว่าภาวะจิตใต้สำนึกสามารถกระทำยิ่งใหญ่โดยการต่อสู้กับพ่อด้วยมือเปล่า เพื่อแย่งชิงแม่ กระทั่งความตายของพี่ก็ยังไม่สามารถเสร็จสิ้นปรารถนาในตัวแม่ได้อยู่ดี เพราะช้างผู้เป็นดั่งมโนสำนึกภายใต้ความรู้สึกนามธรรมทางสัญลักษณ์ที่เข้ามาขัดขวางทุกสิ่งทุกอย่างอีกทั้งยังกระทำการตัดมือ(องคชาต) อย่างไม่ใยดี ด้วยความที่เขาสมยอมพร้อมใจ แม้เรื่องราวตลอดเรื่องจะค่อยๆเปิดเผยความปรารถนาที่เป็นไปได้ของจูเลี่ยนเพื่อคว้าชัยตามหลักตัวละครสากลของฮอลลีวู้ดแต่สำหรับจูเลี่ยนแล้วไม่ ช้างยิ่งใหญ่เกินไปที่กำราบได้ลง เพราะช้างเป็นดั่งมโนสำนึกที่อยู่ห้วงลึกภายในจิตใจของเขาเอง

สุดท้ายแล้วภาพยนตร์ Only God Forgives ที่ดำเนินไปด้วยพล็อตเรื่องอันบางเบาแต่กลับใช้ทุกวิถีทางขององค์ประกอบของภาพยนตร์ที่จะดึงผู้ชมเขาไปสู่โลกอันแสนพิสดาร น่ากลัว กระวนกระวาย ไม่ชอบมาพากล  และนามธรรม มันเป็นความล่วงเกินกันระหว่างความจริงและความฝัน มันมีความผิดเพี้ยนอันแสนว้าเหว่ภายใต้ดวงตาเงียบงันของตัวละคร ย่างก้าวที่เชื่องช้า เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นลั่นหู ดนตรีประกอบตระหนกใจ กล้องดอลลี่ที่เคลื่อนไปด้วยความเนิบนาบ องค์ประกอบทางภาพที่ถูกจัดวางอย่างล้นเกิน ความไม่เป็นธรรมชาติ แสงสีแดงประตูห้องและลวดลายวอลเปเปอร์รวมถึงโคมไฟในห้องคาราโอเกะอันเกินพอดี ทุกอย่างหล่อรวมแบบขัดแย้งเสมือนการประชดประชนด้วยความจริงใจ ทั้งหมดทำให้โลกลี้ลับใบนี้ตรงดิ่งเข้าสู่โลกนามธรรมของจิตใจ

เมื่อยามที่เราคลอดออกจากครรภ์มารดา ความต้องการ ความปรารถนาเข้ามาก่อกุมอย่างไม่สิ้นสุด  เราพยายามหาแรงขับดันของตนเองเพื่อสร้างสิ่งปรารถนาต่อไปเพื่อการดำรงอยู่ เราต่างค้นตัวตนของตัวเองเพื่อสร้างเอกลักษณ์ด้วยความพึงพอใจ เราต้องเป็นที่หนึ่งทั้งๆที่เรารู้ว่าไม่เคยเป็นได้ เพราะในวินทีที่เราคลอดออกมาลืมตาดูโลก ก็เป็นวินาทีเดียวกันเองที่เราสูญสิ้นความสมหวังที่เติมเต็มไปด้วยความสุขสงบในชีวิตของเรา  แล้วเราก็ไม่เคยสามารถกลับไปจินตนาการถึงความอบอุ่นในห้วงลึกของครรภ์มารดาได้อีกเลย

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ