วิจารณ์ภาพยนตร์ Anomalisa
เขียนโดย Thitikom

โปรดจำไว้ว่า ลูกค้าทุกคนคือปัจเจกบุคคล

 

ภารกิจของชายผู้โดดเดี่ยว

และการเหยียบย่างเข้าสู่ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล

 

ไมเคิล สโตน (เดวิด ธิวลิส) นักเขียนหนังสือสอนเคล็ดลับงานบริการชื่อดัง ได้กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของการปาฐกถาว่าด้วยงานลูกค้าสัมพันธ์ต่อหน้าบรรดาแฟนานุแฟนในเมืองซินซินแนติ แต่หากจะมีใครสักคนบนโลกที่อยู่ห่างไกลจากคำกล่าวข้างต้นนี้มากที่สุด คนผู้นั้นก็เห็นจะเป็นตัวของไมเคิลเอง

นั่นเพราะไมเคิลไม่สามารถแยกแยะปัจเจกชนตรงหน้าตนได้ ในสายตาของไมเคิล มนุษย์ทุกเพศทุกวัยที่รายล้อมก็ล้วนแล้วแต่มีใบหน้าที่เหมือนกันราวกับหลุดมาจากเบ้าหลอมเดียว มิหนำซ้ำน้ำเสียงของผู้คนทั้งหลายที่ได้ยินก็ไม่แตกต่างกัน (อันเป็นเสียงพากย์ของทอม นูแนน) ไม่ว่าจะคนไกล อย่างผู้โดยสายร่วมเที่ยวบิน คนขับแท็กซี่ พนักงานโรงแรม แฟนหนังสือ หรือคนใกล้ คือ ภรรยา ลูกชาย เพื่อนสนิทมิตรสหาย ไปจนถึงคนรักเก่าที่ยังฝังใจ ก็ไม่มีข้อยกเว้น

 

anomalisa1

เมื่อมองว่าบุคคลทั้งหลายไม่แตกต่างกัน ไหนเลยจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลเหล่านั้นในฐานะปัจเจกได้

ไมเคิลแสดงอาการเครียดขึ้ง เป็นต้องบีบดั้งจมูก นวดขมับ หรือทอดถอนใจ ทุกครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจนติดเป็นนิสัย เขาฉุนเฉียวเมื่อผู้โดยสารร่วมเที่ยวบินถูกเนื้อต้องตัวและพยายามเปิดการสนทนา หลีกหนีจากความจอแจจากเสียง ๆ เดียวด้วยเสียงเพลง (ที่ก็ขับร้องสอดประสานด้วยน้ำเสียงเดิมที่ได้ยิน) เหนื่อยหน่ายเมื่อคนขับแท็กซี่พยายามจะแนะนำของขึ้นชื่อในท้องถิ่น ตัดบทพนักงานยกกระเป๋าที่ไถ่ถามถึงการเดินทางอย่างไม่ใยดี

ในเบื้องต้น คน ๆ เดียวที่ไมเคิลเต็มใจ (และตั้งใจ) ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยก็เห็นจะมีเพียงเบลลา อมารอสซี คนรักเก่าจากความสัมพันธ์เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน แม้เบลลาจะมีใบหน้าและน้ำเสียงที่ไม่ต่างไปจากใครอื่น แต่ไมเคิลก็ยังโทรฯ ไปหา บอกเธอว่าทุกอย่างช่างน่าเบื่อหน่าย แต่ครั้นเมื่อได้เจอกับเบลลา อาการอ้ำอึ้ง ยากจะอธิบาย ก็ทำให้ความพยายามที่จะพลิกฟื้นคืนสัมพันธ์มีอันต้องพังพาบลง และคำสารภาพว่าตนนั้นเหงาเหลือทนของไมเคิล ก็ไม่ได้นำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจ

ows_145218737430962

คล้ายว่าจะเป็นเรื่องราวของหนุ่มใหญ่ผู้เผชิญวิกฤติวัยกลางคน นักเขียนขายดีที่ถูกความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเข้ารุมล้อม คล้ายเป็นเรื่องของคนแปลกแยกที่ขาดไร้ทักษะจำเป็นในการที่จะผนวกตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ในเมื่อหนังสือที่สร้างชื่อให้เขาคือหนังสือคู่มือเคล็ดลับงานบริการ อันมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ผู้เขียนอย่างไมเคิลก็ย่อมต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการปฏิสัมพันธ์เข้าขั้นปรมัตถ์ แต่เพราะโลกในการรับรู้ของไมเคิลนั้นไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่อีกแล้ว เหล่าบุคคลที่รายล้อมล้วนเป็นเพียงหุ่นกระบอกที่มีดูเหมือน ๆ กัน ฟังเหมือน ๆ กัน เคลื่อนไหวเหมือน ๆ กัน การมีปฏิสัมพันธ์จึงไม่ใช่การกระทำที่มีไว้เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์  เป็นแต่เพียงเครื่องมือที่มีฟังก์ชันการทำงานประดุจเส้นเชือกชักใย ใช้จัดท่าทางให้เหล่าหุ่นกระบอกทั้งหลายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปตามที่ใจต้องการ

ความโดดเดี่ยวที่ไมเคิลต้องเผชิญ จึงไม่ใช่ความโดดเดี่ยวของคนแปลกแยกที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ แต่เป็นความโดดเดี่ยวอันเกิดจากการหมกมุ่นในตัวของตน เป็นความแปลกแยกเพราะยกตัวอยู่เหนือคน ไม่ผสานตนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยมองว่าจะคนหรือสังคมเหล่านั้นก็ล้วนไม่มีสาระหรือคุณค่าอันใด

Anomalisa ภารกิจของชายโดดเดี่ยวและการเหยียบย่างเข้าสู่ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล

.

“ฉันเพียงอยากเดินเฉิดฉายใต้แสงตะวัน”

ลิซา (เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์) คือหญิงสาวที่ไมเคิลเฝ้าฝันถึง หะแรกที่เสียงกระทบหู ไมเคิลผู้ไม่นิยมชมชอบจะมีปฏิสัมพันธ์กับใครหน้าไหนยังมีอันต้องเคาะประตูเรียงห้องเพื่อตามหา คราแรกที่รูปกระทบตา ดวงหน้าและน้ำเสียงที่แตกต่างจากผู้อื่น ก็ก่อให้เกิดเป็นความปราถนาที่จะเติมเต็มโลกอันกลวงเปล่าของเขาขึ้นมา

แต่เอาเข้าจริง รูปร่างหน้าตาของลิซาก็ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร เธอไม่ได้มีใบหน้าที่นวลตาหรือเรือนร่างที่ยวนใจ หากจะมีสิ่งใดที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นรอยแผลบนใบหน้าเบื้องขวาที่เธอพยายามซุกซ่อนไว้ ทั้งยังซุ่มซ่าม ขาดความมั่นใจ แต่ความซุ่มซ่ามและอาการขาดความมั่นใจที่ว่าก็ดูจะเป็นคุณสมบัติร่วมระหว่างคนรักเก่า (เบลลา) กับคนรักใหม่ (ลิซา) ของไมเคิล คนหนึ่งหกล้มชนม้านั่งปูนจนฟันหัก อีกคนล้มคะมำบนทางเดินโรงแรม คนหนึ่งไม่มั่นใจในรูปร่างที่เปลี่ยนไปจากเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน อีกคนออกปากถามว่า ไม่ใช่เพื่อนของเธอหรอกหรือที่ไมเคิลอยากสานสัมพันธ์ด้วย ในแง่นี้ ภาพทับซ้อนของผู้หญิงที่ไมเคิลปราถนา ก็คือคนที่มีความบกพร่อง ขาดความมั่นใจ สะดวกดายที่จะใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า ‘ทักษะปฏิสัมพันธ์’ ในการจูงใจให้ได้สิ่งที่ต้องการ

Anomalisa ภารกิจของชายโดดเดี่ยวและการเหยียบย่างเข้าสู่ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล

เมื่อไมเคิลมีโอกาสได้อยู่กับลิซาตามลำพัง เขาคะยั้นคะยอขอให้เธอร้องเพลงให้เขาฟัง แรกทีเดียวเธอขวยเขิน แต่ในที่สุดก็ใจอ่อนยอมตาม บทเพลงที่ลิซาขับขานมีท่อนหนึ่งที่ว่าด้วยการเดินเฉิดฉายใต้แสงตะวัน (I want to be the one to walk in the sun.) สื่อนัยถึงความหวังและความมั่นใจที่หญิงสาวใฝ่ปราถนา … “ฉันคงดูไม่สวยนักเมื่อต้องแสงแดด” เธอกล่าวออกมาในเช้าถัดมาของความสัมพันธ์ ก็อาจจริงดังว่า เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันมิใช่แสงอบอุ่นเรืองรองของความหวังดังปรากฎในบทเพลง แต่เป็นแสงเจิดจ้าร้อนแรงแยงนัยน์ตาให้ไมเคิลได้มองเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่อโนมาลิซา–ลิซาผู้แปลกต่าง–อย่างที่เขาและเธอเฝ้าฝัน กลับเป็นเพียงลิซาผู้สามัญดาษดื่นที่มีใบหน้าและน้ำเสียงไม่ต่างไปจากใครอื่นที่ตนเคยพบเจอ

ลิซาจึงเป็นเพียงหุ่นกระบอกอีกตัวหนึ่งที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไร การที่ไมเคิลสดับรับฟังบทเพลงของหญิงสาว ถามไถ่เรื่องราวแต่หนหลัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเข้าอกเข้าใจหรือเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ชายหญิง แต่เป็นการชักใยหุ่นกระบอกของผู้บงการให้ได้มาซึ่งเซ็กส์ชั่วข้ามคืน เมื่อบรรลุจุดประสงค์ก็หมดคุณค่า แยกทางจากไป ไม่ต่างอะไรกับหุ่นกระบอกตัวอื่นที่มีหน้าที่ขับรถ ขนสัมภาระ หรือเสิร์ฟอาหาร

อโนมาลิซาของไมเคิลจึงไม่ใช่ทั้งลิซาผู้แปลกต่าง ไม่ใช่ทั้งเทพีจากสรวงสวรรค์ เป็นได้อย่างมากก็แค่ตุ๊กตากลเปรอะน้ำกาม ใช้น้ำเสียงใสกังวาลขับขานบทเพลงด้วยภาษาที่ฟังไม่เข้าใจไปชั่วกัลป์

Anomalisa ภารกิจของชายโดดเดี่ยวและการเหยียบย่างเข้าสู่ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล

.

“การมีชีวิตคือสิ่งใด”

ไมเคิลกล่าวซ้ำไปซ้ำมาในช่วงหนึ่งของการปาฐกถา ซึ่งดูเหมือนเป็นการถามให้ตนเองตอบมากกว่าจะเป็นการสื่อสารกับผู้ฟัง ชั่ววูบหนึ่งเขาอ้ำอึ้ง ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างที่เคยเป็นประจำเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เงยหน้าหลบหนีสายตาที่มองมาอย่างคาดหวังของผู้ฟังขึ้นสู้แสงไฟ อันเป็นแสงไฟที่ส่องนำการบรรยายให้ออกนอกลู่นอกทาง เบนหัวข้อจากเคล็ดลับงานบริการสู่อวสานโลกไปเสียฉิบ ในแง่นี้ ทั้งแดดเช้าส่องละลายความสัมพันธ์ และไฟสปอตไลต์ฉายฉานกลางเวทีก็ดูจะมีฤทธิ์เดชไม่ต่างไปจากดวงอาทิตย์ที่สาดแสงร้อนแรงแผดเผา เร่งเร้าเรื่องราวไปสู่เหตุฆาตกรรมในโลกไร้เหตุผลของอัลแบร์ กามูส์1

สำหรับกามูส์ สรรพสิ่งช่างไร้แก่นสาร (absurd) คำว่าไร้แก่นสารในที่นี้ก็มิได้แปลว่าไม่มีสาระเหตุผล แต่หมายถึงเหตุผลไม่สามารถให้คำอธิบายสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นได้ ในแง่นี้ ชีวิตจึงเป็นสิ่งไร้แก่นสารด้วย เพราะมนุษย์ไม่สามารถตอบคำถามที่ว่า ‘การมีชีวิตคือสิ่งใด’ หรือ ‘เหตุใดเราจึงดำรงอยู่’ ได้ การใช้ชีวิตเยี่ยง ‘คนแปลกหน้า’ ที่แปลกแยกจากตัวตนจนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเอง (ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือจุดมุ่งหมาย) เป็นรูปแบบหนึ่งของชีวิตที่ไร้ความหมาย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยสิ่งเร้าจากภายนอกและความกระหายอยากจากภายในโดยขาดไร้เจตจำนง ดุจคนเดินเรือที่ปล่อยให้คลื่นลมโบกพัดนำพา โดยไม่รู้ตัวเลยกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด หรือไปเพื่ออะไร การดำเนินชีวิตในลักษณะดังกล่าวรังแต่จะทำให้ชีวิตที่ปราศจากความหมายอยู่แล้วไร้ความหมายยิ่งขึ้นเท่านั้น ไมเคิลคือคนประเภทที่ว่านี้ คนที่มีความแปลกแยกต่อตัวตนจนกลายเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ต่อตัวเองโดยสิ้นเชิง เป็นความแปลกแยกที่แม้แต่เงาสะท้อนของใบหน้าจากบานกระจกในห้องน้ำก็กลายเป็นเงาสะท้อนของคนแปลกหน้าบนเรือนร่างตน อันเป็นใบหน้าที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปเองโดยที่ผู้เป็นเจ้าของร่างไม่อาจบงการ

Anomalisa ภารกิจของชายโดดเดี่ยวและการเหยียบย่างเข้าสู่ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล

หรือความตายจะเป็นทางออกจากวังวนแห่งความแหนงหน่ายของไมเคิล การฆ่าตัวตายจะนำพาไมเคิลสู่ความสุขสงบได้หรือไม่ (มีอยู่ช็อตหนึ่งในหนังที่ปรากฎป้ายบิลบอร์ดโฆษณาสวนสัตว์ว่า “ZOO Sized!” ซึ่งบังเอิญไปพ้องเสียงกับคำว่า suicide ที่แปลว่า การฆ่าตัวตาย)

ในทัศนะของกามูส์ ปัญหาสำคัญทางปรัชญามีเพียงปัญหาเดียวเท่านั้น นั่นคือการฆ่าตัวตาย การตัดสินว่าชีวิตมีค่าหรือไม่มีค่าพอที่จะอยู่นั่นแหละคือการตอบคำถามพื้นฐานทางปรัชญา และคำตอบของกามูส์ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายทางกายภาพหรือการฆ่าตัวตายทางปรัชญา (โดยการหยุดคิดตั้งคำถามและยอมรับคำตอบสำเร็จรูปทั้งหลาย เช่น คำสอนของศาสนา) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการหลบลี้หนีปัญหาทั้งสิ้น การฆ่าตัวตายไม่ว่าจะในลักษณะใดก็ไม่ทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นมา หนทางเดียวที่จะข้ามผ่านความไร้แก่นสารของชีวิตมีแต่ต้องรับว่าชีวิตนั้นไร้แก่นสาร เมื่อชีวิตไร้แก่นสาร มนุษย์จึงมีเสรีภาพในการที่จะสร้างคุณค่าและความหมายของชีวิตตามวิถีของตน เหมือนอย่างซิซีฟัสผู้ถูกสาปให้เข็นก้อนหินขึ้นสู่ยอดเขาชั่วกัปชั่วกัลป์ ด้วยทวยเทพเห็นว่าไม่มีการลงทัณฑ์ใดจะเลวร้ายไปกว่าการลงแรงที่ไร้แก่นสารและว่างเปล่า แต่ความเข้าใจและการยอมรับในโชคชะตาจะช่วยปลดปล่อยซิซีฟัสจากทัณฑ์ทรมาน ลำพังการต่อสู้เพื่อมุ่งสู่ยอดเขาก็เพียงพอแล้วที่จะเติมหัวใจให้เต็มตื้น ซิซีฟัสจึงนับว่าเป็นผู้บรรลุความสุข

แต่ด้วยความที่มนุษย์เป็นผู้อยู่บนโลกใบนี้ร่วมกับเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ความสุขของปัจเจกจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาไปสู่ความสุขภายใต้การดำเนินชีวิตร่วมกับสมาชิกในสังคม กามูส์เห็นว่าการกระทำใด ๆ จะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อมีความรักในเพื่อนมนุษย์อยู่เป็นพื้นฐาน ภราดรภาพมีคุณค่าทัดเทียมเสรีภาพ เพราะทั้งสองสิ่งจะนำทางมนุษย์ไปสู่การค้นพบความสุขภายใต้ความสัมพันธ์ มนุษย์จึงควรปฏิบัติต่อบุคคลรอบข้างในฐานะเพื่อนมนุษย์แทนที่จะเป็นหุ่นกระบอก ใช้การปฏิสัมพันธ์เป็นหนทางแห่งการเชื่อมต่อแทนที่จะเป็นเส้นเชือกชักใย

เมื่อทำได้ดังนั้น ความโดดเดี่ยวทั้งมวลก็คงทุเลา

Actor David Thewlis voices Michael Stone as he engages in puppet showering, puppet profanity, puppet nudity and puppet hallucinations.

[เชิงอรรถ]

1 อ้างอิงถึงการฆาตกรรมอันไร้เหตุของตัวละครเมอโซ ในวรรณกรรมเรื่องคนนอก ประพันธ์โดยอัลแบร์ กามูส์

[หนังสือแนะนำอ่านเพิ่มเติม]

วิเคราะห์แนวคิดนักเขียนนักคิดชาวฝรั่งเศส : อัลแบร์ กามูส์ : ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล / พินิจ รัตนกุล แปลและเรียบเรียง.

—————————————————————————————————-

ได้รับอนุญาตการเผยแพร่จากเจ้าของบทความ Thitikom ที่มา : Anomalisa: ที่เห็นและเป็นอยู่
ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ