วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

ภาพยนตร์ Sing Street เฝ้าติดตามชีวิตของคอเนอร์ (เฟอร์เดีย วอลช์-พีโล) เด็กชายวัย 14 ปีที่ต้องพบเจอกับชีวิตครอบครัวอันไม่น่าชื่นอภิรมย์เท่าไหร่นัก พ่อแม่ของเขามีปากเสียงอยู่เป็นนิจ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจประเทศไอร์แลนด์ในยุค 1980s อันระส่ำระส่าย เศรษฐกิจตกต่ำ จนพ่อแม่ต้องรัดเข็มขัดโดยการส่งคอเนอร์ลูกชายคนเล็กไปเรียนโรงเรียนคาธอลิกที่เต็มไปด้วยเด็กโกโรโกโสเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ณ โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้คอเนอร์ได้พบเจอหญิงสาว ราฟีน่า(ลูซี่ บอยน์ตัน) ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนให้คอเนอร์ตั้งวงดนตรี Sing Street ขึ้นมาและใช้พลังแห่งเสียงเพลง ประกาศก้องอิสรภาพและการเติบโตของตนเอง

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

ภาพยนตร์ใช้ประโยชน์จากสภาพสังคมในช่วงเวลานั้นเพื่อทำให้เห็นการดิ้นรนของผู้คนที่พยายามยกระดับชีวิตของตัวเอง เพื่อหลบหนีออกจากความยากแค้น ปัญหาสังคม และเดินหน้าไล่ล่าความหวังใหม่ อพยพสู่ประเทศอังกฤษ ทิ้งซากปรักหักพังซึ่งเปรียบเป็นทั้งสภาพสังคม และสภาพจิตใจของเด็กที่มีปัญหาครอบครัว โดยโฟกัสไปที่ครอบครัวของคอร์เนอร์เป็นหลัก

ความสอดคล้องระหว่างปัญหาครอบครัวกับปัญหาของประเทศทำให้เนื้อหาด้านโครงสร้างของภาพยนตร์กลายเป็นบริบทรายล้อมเด็กวัยรุ่นในภาพยนตร์เรื่องนี้แทบทั้งหมด เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมและครอบครัวของเด็กคนหนึ่ง เกิดมาพร้อมกับชะตาที่เขาไม่ได้สรรสร้าง แต่เขากลับต้องแบกรับไว้อย่างห้ามไม่ได้ เป็นการเหวี่ยงให้มาอยู่ในชีวิตแบบนี้โดยไม่ได้ร้องขอ โดยเฉพาะปัญหาครอบครัว ความรุนแรงที่กระทำต่อกันระหว่างพ่อและแม่ มีอิทธิพลไปสู่ลูกๆ ของพวกเขาอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นกลไกสำคัญตามหลักจิตวิทยา แสดงให้เห็นว่า “ครอบครัว” มีอิทธิพลอย่างร้ายกาจต่อจิตใจของเด็กที่เก็บงำหลบซ่อนเอาไว้ภายใต้จิตใต้สำนึกรอถึงวันระเบิดทำลาย

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

“ความเลวร้ายของครอบครัว” เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กในช่วงวัยรุ่นก้าวร้าว สร้างปัญหาต่อสังคมตามมา เหมือนแบร์รี่ (เอียน เคนนี่) เด็กชายอันธพาลที่คอยกลั่นแกล้งเพื่อนในโรงเรียนที่ไร้ทางสู้ เขาป็นภาพของเด็กชายที่ความรุนแรงภายในครอบครัวได้เข้ามากัดเซาะทำลาย จนตัวเองซึมซับและกลายร่างเป็นความรุนแรงอันเคยเกลียดกลัวมาก่อน แต่กลับสืบทอดความรุนแรงนั้นลงมาใส่เพื่อนๆ แทน เป็นการระบายความเครียดแค้นที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้จากจิตใจ เป็นเหมือนสัญชาตญาณการทำลายล้าง อันด้วยจิตใจยอมจำนนต่อความรุนแรงเลวร้ายทั้งมวลในครอบครัวที่โบยตีต่อเขาอย่างห้ามปรามไม่ได้

ในทางตรงข้าม คอเนอร์ กลับใช้ความเลวร้ายของครอบครัวเป็นต้นทุนชีวิตโดยไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่กลับใช้มันเป็น “วัตถุดิบ” ทางแรงบันดาลใจ เหมือนกับการเรียนรู้ความเลวร้ายจากอันธพาลแบรร์รี่ ที่เขาได้สวนทันควันในฉากหนึ่งที่แบร์รี่ยังพยายามกลั่นแกล้งเขาต่อไปว่า “นายมันก็แค่วัตถุดิบดีๆที่ทำให้ฉันเอาไปแต่งในเนื้อเพลงใหม่ๆเท่านั้นเอง คนอย่างนาย ก็มีแต่พลังที่ไว้ใช้ ‘หยุด’ คนอื่น ไม่ได้เอาไว้เพื่อ ‘สร้าง’ เลย  นั่นแสดงให้เห็นว่า ความได้เปรียบของคอร์เนอร์ มีมากกว่าแบร์รี่ ตรงที่ว่า คอนเนอร์ตระหนักรู้ถึงปมปัญหาชีวิต และไม่ยอมให้สิ่งนั้นมาบั่นทอนเรี่ยวแรงและกำลังใจในการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ใช้ประโยชนจากจุดนี้ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจหล่อเลี้ยงชีวิตแทน กลายเป็นต้นทุนทางศิลปะในเนื้อเพลงที่จะปลุกใจ-กระตุ้นเร้าความรู้สึกของตัวเองออกมา

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

นอกจากนี้ตัวละคร “แบรนดอน” (แจ๊ค เรย์เนอร์)  พี่ชายของคอเนอร์ต้องพบกับชะตากรรมไม่ต่างจากน้องชาย แต่เขาอ้างว่าเคยหนักหนากว่าที่น้องชายเจอหลายเท่านัก ซึ่งทำให้เขาเป็นภาพตรงกลางระหว่าง แบร์รี่ และ คอเนอร์ หมายถึงว่าการที่เขาตระหนักรู้ได้ว่า “ความเลวร้ายของครอบครัว” ได้เข้ามากระทบจิตใจ ฝังรากอยู่ในจิตใจส่วนลึก จนเป็นยากที่จะแก้ไข เขาจึงเป็นภาพของคนที่สองขั้วระหว่างพลังสร้างสรรค์(แบบคอเนอร์) และพลังทำลาย(แบบแบร์รี่)อีกด้านหนึ่งที่กัดกร่อนชีวิตของเขาจนโล่งเตียน พลังทั้งสองด้านนี้แก่งแย่งชิงดีกันอยู่ตลอด เห็นได้จากว่า เขาสามารถช่วยเหลือน้องชาย เวลามาปรึกษาชีวิต โดยเฉพาะเรื่องเพลง ซึ่งเป็นเหมือนความโปรดปรานในชีวิตของแบรนดอน แต่พลังทำลายล้างที่รับมาจากครอบครัวนั้นก็ร้ายแรงและตกกระทบลงสู่จิตใจเบื้องลึกไปแล้ว เป็นเหตุผลให้เขาไม่สามารถยกระดับชีวิตตัวเองได้ ปล่อยให้ชีวิตซังกะตาย ไม่เหลือพลังสร้างสรรค์ เป็นปมเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงยากแก้ไข

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

เขาทำได้แต่คอยช่วยเหลือน้องชายของตัวเอง เขาเป็นได้เพียงแค่จิตวิญญาณสึกหรอที่มอบพลังสร้างสรรค์เพื่อช่วยยกระดับผู้อื่นเท่านั้น จึงไม่แปลกในฉากท้ายเรื่องที่เขาสามารถบิ๊วด์ให้น้องชายไปค้นหาความหวังใหม่ที่ลอนดอนนับเป็นภาพแทนความสำเร็จของเขาที่พยายามจะเอาชนะข้อจำกัดของตัวเองที่เคยคิดทำแต่ไม่สำเร็จ (เรียนไม่จบ/ไม่ได้ทำในสิ่งรัก/ย้ายไปต่างประเทศไม่สำเร็จ) เพราะครึ่งหนึ่งในจิตใจกลับยอมจำนนต่อพลังทำลายล้างเสียแล้ว ชีวิตของแบรนดอนจึงน่าเศร้า เพราะทำได้เพียงผลักดันความหลงใหลของตนเองไปสู่คนอื่นเท่านั้น แต่นี่ก็เป็นสิ่งงดงามมากเมื่ออยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

แต่ใช่ว่าทั้งหมดคอร์เนอร์จะโชคดี มีพี่ชายแสนดี จนสามารถเปลี่ยน “ความเลวร้ายของครอบครัว” ให้กลายเป็นแรงสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ได้ ถ้าเขาไม่บังเอิญพบกับ ราฟีน่า นางเอกเอมวี เธอเป็นเหมือนผู้สร้างจุดเปลี่ยนให้กับชีวิตของคอร์เนอร์ เป็นแรงบันดาลใจซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนหวังพบเจอสักครั้งในชีวิต เพราะจะกลายเป็นแรงผลักดันครั้งยิ่งใหญ่ที่จะยกระดับทางจิตใจจากคนธรรมดา คนขี้แพ้ ให้กลายเป็นคนพิเศษหรือผู้ชนะ เป็นผู้ล่าความฝัน ภายใต้ความระยำตำบอนของโชคชะตา ราฟีน่า เป็นแรงท้าทายให้คอร์เนอร์ได้กล้าเสี่ยงท้าทายกับชีวิตมากขึ้น กล้าวาดฝันสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เป็นจริง เช่น การตั้งวงเล่นดนตรีเอาชนะใจสาว เพื่อให้เธอมาเล่นเป็นนางเอก MV ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นขับเคลื่อนเล็กๆ แต่หอมหวานเย้ายวนน่าลิ้มลอง และจากจุดเล็กจะเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ได้

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

ไม่แค่นั้น การได้รู้จักราฟีน่านั้น คอร์เนอร์ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากชีวิตของเธอ เรียนรู้ความผิดพลาด เรียนรู้ว่าบางทีความฝันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเสมอไป (ความฝันการเป็นนางแบบของเธอพังทลาย) เธอสอนว่าอย่าปิดกั้นความหวังของตัวเองถ้ายังไม่ทดลอง มีฉากหนึ่งเธอเสี่ยงชีวิตกระโดดน้ำจริงเพื่อให้ MV ออกมาสมจริง ทั้งๆ ที่เธอว่ายน้ำไม่เป็น ก่อนที่จะบอกคอเนอร์ว่า “อย่าทำอะไรเพียงครึ่งๆกลางๆ “

นอกจากนี้เธอยังทำให้เห็นชีวิตที่ไม่กลัวความผิดหวังซ้ำซาก “ชีวิตคนเราควรเรียนรู้ที่จะมีความสุขได้จากความเศร้าของชีวิต เป็นความสุขปนเศร้า” เหตุผลทั้งหลายทำให้คอเนอร์เข้าใจและเรียนรู้จากราฟีน่า หญิงสาวผู้มีปมชีวิตที่ร้าวราน เศร้าสร้อย ไม่ต่างไปจากคอเนอร์เลย แต่เธอกลับยิ้มสู้ไปกับชีวิตได้โดยใช้ความเศร้าเหล่านั้นหล่อเลี้ยงเดิมพันให้ชีวิตดำเนินไปอย่างผู้กล้าแกร่ง อย่าปล่อยให้โชคชะตาชีวิตที่เราไม่ได้กำหนดมันมามีอิทธิพลเหนือเราจนยากเกินความจำเป็น เพียงเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็นพลังสร้างสรรค์ ต่อให้ปมชีวิต และสถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้ชีวิตพังทลายแค่ไหน แต่ทางข้างหน้าก็ยังเปิดอ้าแขนรอรับผู้มีความหวังใหม่อยู่เสมอ จงมุ่งหน้าและก้าวเดินออกไป

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

ถึงที่สุดแล้วภาพยนตร์ Sing Street จึงเหมือนการจับภาพชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่กำลังเติบโต วัยรุ่นที่ถูกปัญหาครอบครัวกัดกร่อนจิตใจ ภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงปัญหาในโรงเรียน ภาพยนตร์ทำให้เห็นการเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ว่า เราจะยอมจำนนต่อมัน หรือจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจเพื่อขับเคลื่อนค้นหาตัวเอง ต่อเติมความฝัน ต่อต้านความไม่ยุติธรรม(การกลั่นแกล้งและอำนาจนิยมในโรงเรียน) จนไปถึงขั้นปฎิวัติชีวิตตนเอง   ถึงแม้การค้นหาความฝันในบริบทนี้จะเป็นเหมือนแรงบีบบังคับตามสถานการณ์ของสังคมให้เราต้องหาให้พบ “ความฝัน” จึงไม่ใช่การเข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเดียว แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต “ความฝัน” จึงเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตัวเองยังมีความหวัง ซึ่งนำไปสู่ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ ที่เราไม่รู้บทสรุปที่แท้จริงว่าสุดท้าย คอเนอร์ และ ราฟีน่า จะประสบความสำเร็จกลายเป็นนักดนตรี หรือนางแบบอย่างที่ต้องการหรือไม่ในอนาคต

“แต่นั้นก็เป็นเหตุมากพอว่า เมื่อโอกาสของชีวิตมาถึงแล้ว จงใช้มันอย่างเต็มที่ ต่อให้สุดท้ายผลจะออกมาผิดหวังหรือผิดพลาดก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็เป็นการประกาศศักดาว่าอิทธิพลเบื้องหลังอันเลวร้ายของชีวิตจะไม่มีผลเลย ถ้าเราขีดฆ่ามันเป็นเพียงแรงบันดาลใจ และค้นหาทางเดินใหม่แบบที่เราต้องการ”

 

วิจารณ์ภาพยนตร์ Sing Street

อ่านจบแล้วช่วยประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ