วิจารณ์ แสงกระสือ

วิจารณ์ แสงกระสือ

หนุ่มสาวอุดมคติ และอนาคตใหม่พังทลาย

*เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์*

แสงกระสือย้อนกลับไปพูดถึงอดีต และการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของประเทศไทย นั่นคือยุคโบราณที่กำลังเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ยุคโบราณเป็นภาพแทนของชนบทที่เต็มไปด้วยตำนานความเชื่อโบราณ หนึ่งในนั้นคือ กระสือ ต่างจากเมืองพระนครที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่ พระนครเป็นตัวแทนของความศิวิไลซ์ที่ยังเข้ามาไม่ถึงหมู่บ้านชนบท มีเพียงตัวละครน้อยเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของคนที่มีความเป็นสมัยใหม่ที่เข้ามาในหมู่บ้าน เพราะเขาเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์ อยากเติบโตเป็นแพทย์สมัยใหม่ ไม่เชื่อในตำนานกระสือ เขาอยากกลับมาทำให้คนในหมู่บ้านเห็นว่ากระสือไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงแค่ปฎิกิริยาที่เกิดลูกไฟขึ้นในตอนกลางคืนเท่านั้น

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ตัวน้อยเอง ก็นำพาคนนอกเมืองมาจากพระนครให้เข้ามาในหมู่บ้าน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ถึงจะมาจากในเมืองก็ตามแต่ก็มีความเชื่อโบราณ เชื่อเรื่องกระสือ พวกมันเป็นนักรบ และสิ่งที่มันล่าคือ กระสือ ความเชื่อสองรูปแบบคัดง้างกันอยู่ทันที ระหว่างความเชื่อในตำนาน(แบบโบราณ) และการไม่เชื่อ(แบบวิทยาศาสตร์) นี่คือสองสิ่งที่เป็นไปด้วยกันในสังคมสมัยก่อนและยังคงทันสมัยในปัจจุบัน นั่นคือรูปแบบความเชื่อของสังคมไทยที่หล่อรวมเข้ากันระหว่างไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ประเด็นหนึ่งที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของผู้เขียนคือ ประเด็นของความเป็นกระสือ จะว่าไปแล้วกระสือหรือผี หากตีความในเชิงสังคมวัฒนธรรมแล้ว ผีอาจแทนภาพด้วยคนที่มีแนวคิดแตกต่างจากคนในหมู่บ้าน หรือเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ อย่างที่หนังเน้นย้ำจาก ‘สาย’ ที่รู้ตัวเองว่าเป็นกระสือ และให้พื้นที่พูดความในใจว่า ถึงเป็นสัตว์ประหลาดแต่ก็มีหัวใจ

วิจารณ์ แสงกระสือ

กระสือในตัวเรื่อง ยังเป็นภาพแทนของ ‘คนนอก’ ที่สังคมไม่ต้องการและต้องขับไล่ออกไป การจะตีความความหมายของกระสือ เราก็อาจจะโยงหาโครงสร้างความหมายของการเป็นกระสือในเชิงสังคม กระสือในหมู่บ้านเป็นภาพแทนสิ่งที่มารุกล้ำ-รุกรานหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการลักเด็ก การฆ่าและกินไส้วัวควาย การแพร่เชื้อเลวทรามผ่านน้ำลาย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนในหมู่บ้านเกิดความแตกสามัคคี เกิดความขัดแย้ง ความกลัว จนนำไปสู่การรวมกลุ่มไล่ฆ่ากระสือ คล้ายๆ กับการไล่ล่าแม่มด ในตะวันตก (การไล่ล่าคนเห็นต่างจากศาสนาคริสต์)

กระสือจึงอาจมีความหมายโดยนัยหมายถึง ‘ข้าศึกศัตรูจากภายในก็ย่อมได้’ หากเราลองตีความว่ากระสือมีความหมายถึง ‘ข้าศึกศัตรูจากภายใน’ เราจึงต้องหาตัวอ้างอิงให้เจอว่าจะหมายถึงอะไรได้บ้าง ซึ่งหากมองในเชิงศึกสงคราม ผู้เขียนมองว่า พวกเพลงมาร์ชทหารเป็นตัวอย่างชั้นดี ที่สามารถเป็นหลักฐานให้เห็นถึงการไล่ล่าคนเห็นต่าง เช่น เพลงหนักแผ่นดิน จะเห็นว่าเพลงเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงการปลุกใจคนพวกเดียวกันเท่านั้น แต่มันยังเป็นเพลงไล่ล่าคนเห็นต่างทางความคิดว่าเป็นคนหนักแผ่นดิน ดังนั้นเพลงมาร์ชทหารเป็นวัตถุชั้นดีชิ้นหนึ่งที่สามารถสืบเสาะ ตีความหมายจากภาพยนตร์แสงกระสือได้ว่า สิ่งที่เป็นศัตรูของชาวบ้านก็คือพวกเดียวกันที่เห็นต่าง ซึ่งก็เหมือนกับกระสือนั่นแหละ ที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันแต่ไม่มีใครสามารถยอมรับในการมีอยู่ของกระสือได้ จึงนำไปสู่การไล่ล่า ฆ่าฟัน เพราะเกรงกลัวว่ามันจะสร้างอันตรายให้แก่คนในหมู่บ้าน

วิจารณ์ แสงกระสือ

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์แสงกระสือได้เขียนตำนานเรื่องกระสือขึ้นมาว่า แท้จริงแล้ว กระสือกับคนอยู่ในโลกใบเดียวกันมาอย่างยาวนานแล้ว เพียงแต่กระสือพยายามหลบซ่อนความเป็นตัวเองและทำให้กลายเป็นคนมากที่สุด เราจะเห็นว่าหากใช้หนังเรื่องนี้ตีความทางการเมือง ความเป็นกระสือก็ไม่ต่างจากคนที่มีความคิดผิดแปลกไม่จากคนหมู่มาก โดยที่คนหมู่มากจะไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดใดๆ เพราะจะเกิดการทำลายความสงบและประเพณีอันดีงามของหมู่บ้าน มีเพียงคนไม่กี่คนในหนังเท่านั้นที่อาจสามารถอยู่กับความเห็นต่าง หรืออยู่ร่วมกับกระสือได้ คือ เจิด และน้อย หนังทำให้เห็นว่า เจิดและน้อยรู้มาตลอดว่า สาย เป็นกระสือตั้งแต่แรก คนทั้งสองช็อคในช่วงแรกที่รับรู้ความจริงเช่นนี้ แต่พวกเขาปรับความคิดและอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางตัวตนนี้ได้

ต่างจากคนในหมู่บ้านที่ไม่มีใครสักคนเดียวที่จะหาวิธีอยู่ร่วมกันกับกระสือ ยิ่งถูกปลุกปั่นจากทัต พรานกระสือที่บุกเข้ามาในหมู่บ้าน โดยบอกว่าขอใช้อำนาจนี้ในการล่ากระสือโดยแลกกับการทำให้หมู่บ้านกลับมาสงบอีกครั้ง นี่เป็นอำนาจที่ทั้งหมู่บ้านเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะเขาถูกสร้างความหวาดกลัวว่าคนไม่อาจสามารถอยู่ร่วมกับกระสือได้ ความหวาดกลัวปลุกพลังทำให้เกิดการไล่ล่าครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่โศกนาฎกรรม

วิจารณ์ แสงกระสือ

เราอาจอ่านหนังในเชิงสะท้อนภาพประวัติศาสตร์แห่งการไล่ฆ่าคนเห็นต่างได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วอย่างกรณี ๖ ตุลา และ การฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ทุกคนในหมู่บ้านมองว่าการไล่ฆ่ากระสือเป็นความชอบธรรมทั้งหมด ยกเว้นแค่ เจิดกับน้อย ถ้าดูจากอายุอานามเปรียบเทียบกับคนในหมู่บ้านแล้ว เจิด น้อย และสายที่เป็นกระสือ นับได้ว่าเป็นเจอเนเรชั่นใหม่ของหมู่บ้าน ซึ่งแตกต่างจากคนในหมู่บ้านทั้งหมด ถ้าอาจเปรียบเทียบกันก็อาจมองได้ว่า สงครามระหว่างการไล่ล่ากระสือ จนนำไปสู่การสู้กันระหว่าง กระสือ กับ กระหัง มีการต่อสู้กันระหว่างแนวคิดของคนยุคเก่าและยุคใหม่อย่างเห็นได้ชัด คนยุคใหม่สามารถยอมรับและมองเห็นการอยู่ร่วมกันของคนและกระสือได้

แต่สำหรับคนยุคเก่าหรือผู้ได้อิทธิพลมาจากยุคเก่า จะปัดแนวคิดนี้ตกไปอย่างไม่ใยดี โดยเฉพาะกระหังผู้ซึ่งต้องแบกภาระของการยึดติดความแค้นกระสือแม้เวลาจะผ่านมาล่วงเลยมานาน และตัวเองก็ไม่ได้อยู่ในยุคสมัยที่เกิดความชิงชังนั้นแล้ว แต่สายเลือดความแค้นนี่ยังคงสืบต่อมาต่อเนื่องยาวนาน นับได้ว่าเป็นสายเลือดของความแค้นอย่างแท้จริง ถ้าให้ผู้เขียนยกตัวอย่างให้ชัดในกรณีนี้ ผู้เขียนจะนึกถึง ไทย กับ พม่า ซึ่งต่อให้เวลาผ่านมานานแล้วหลายร้อยปี แต่ความคิดที่ไทยจะมองคนพม่าเป็นคนที่มาเผากรุงศรีสมัยกรุงศรีอยุธยา ยังคุกรุ่นและรุนแรงอยู่ในใจ เหมือนสิ่งที่กระหังยังคงแค้นกับกระสือไปทุกยุคสมัย ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า การยึดติดต่อประวัติศาสตร์การเคียดแค้นที่นำมาสู่ปัจจุบันเป็นยังไง คลิปเพลงที่โจ นูโว เล่นเพลงหนักแผ่นดินก่อนตบท้าย ติดตลกว่า “ผมฟังทั้งวัน จนผมจะไปคว้าดาบฟันพม่าข้างบ้าน … (เพลง) นี่ปลุกใจเหลือเกิน…” นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าภาพประวัติศาสตร์แห่งความเคียดแค้นยังคงสุมในใจคนรุ่นหลัง และยังถูกเอามาใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะขำขันหรือซีเรียสจริงจังก็ตาม

คลิป https://youtu.be/QmuOuTWMkxQ

ดังนั้นแสงกระสือจึงมีภาพของความทรงจำร่วมของสังคมไทยในหลายแง่ อย่างไม่เด่นชัด คลับคล้ายกับตำนานที่เล่าไปในกระแสธารกาลเวลา เรื่องราวของการไม่ยอมรับความเห็นต่างทางความคิดที่ยังคงร่วมสมัยถึงปัจจุบัน ความคิดแตกต่างของคนยุคเก่าและยุคใหม่ ภาวะความตายของกระสือ ที่ไม่ถูกนับว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ ที่สามารถถอดหัวกับไส้ได้ จนถูกตีตราว่าเป็นสิ่งอันตรายในหมู่บ้าน โดยไม่มีหนทางที่จะอยู่ร่วมกันได้ การรุมประชาทัณฑ์สายอย่างไม่ใยดีด้วยอาวุธทิ่มแทงจนแผลเหวอะหว่ะไปทั่วร่างในขณะที่เธอถอดหัวออกและกลายเป็นกระสือ เป็นภาพอันน่าเศร้า คล้ายกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยเฉพาะหนังใช้กลวิธีเล่าเธอเป็นดำเนินเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้ชมอยู่ข้างเธอตลอดเวลา

วิจารณ์ แสงกระสือ

เจิดคือคนที่ปกป้องสายเพราะรู้ว่าสายเป็นกระสือตั้งแต่แรก ก็กลับกลายเป็นกระหัง และแบกรับความเคียดแค้นชิงชังกระสือ เพราะถูก ‘ทัต’ กระหังรุ่นเก่า เป่าหู ป้ายสี จนตัวเขาเองเชื่อในสิ่งที่ทัตพูด น้อยคือคนทันสมัยที่สุดที่ยอมรับกับความแตกต่างอย่างน่าชื่นชม เขาหาวิธีอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกับเขาอย่างไม่รังเกียจเดียดฉันท์ แถมยังทำความเข้าอกเข้าใจการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เช่นการหาไก่บ้านมาให้สายกิน และยังยอมรับความปวดร้าวกับการจูบกับกระสือ และพยายามจะช่วยเหลือสายอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจช่วยได้ เพราะหนังใช้วิธีธำรงไว้ซึ่งกฎของสังคมที่แข็งแกร่งและไม่อาจมีใครทำลายลงได้ ภาพความตายของสาย จึงเป็นภาพของความสิ้นหวังของการพ่ายแพ้ของคนหนุ่มสาวที่ไม่อาจเอาชนะกฎเหล็กของสังคมได้

แสงกระสือจึงเป็นภาพอุดมคติของ 3 หนุ่มสาวชายหญิง ที่พยายามจะอยู่ร่วมกันให้ได้ภายใต้ยุคสมัยที่คนหมู่มากยังไม่สามารถยอมรับความแตกต่างอย่างกระสือได้ จึงไม่น่าแปลกว่า ความตายของความแตกต่างของทั้งสายและเจิดรวมถึงความสิ้นหวังของน้อยในซีนสุดท้ายของหนังจะเป็นภาพความเศร้าสร้อย และสิ้นหวังของหนังอย่างหาที่สุดไม่เพราะมันเป็นความพังทลายของอุดมคติหนุ่มสาวทั้งสาม ที่ไม่อาจผสานเข้ากับสังคมที่พวกเขาและเธออาศัยอยู่ จุดนี้หนังไม่เพียงแต่แสดงภาพให้เห็นถึงบริบทที่หนังกำลังเสนอ แต่มันยังสืบทอดให้เห็นว่า ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นและสดใหม่อยู่ในนอกจอ

ภาพของความฝันในตอนปิดท้ายในไร่นาที่แสนสวย เป็นตัวแทนของภาพหวลหาอดีตของไทย กับบทสนทนาที่พวกเธอวาดฝันว่าเมื่อสงครามในพระนครสงบลงพวกเธอจะเข้าเมืองไปเที่ยวหาความศิวิไลซ์ พระนครเหมือนดินแดนยูโธเปียสำหรับเหล่าคนหนุ่มสาว

วิจารณ์ แสงกระสือ

แต่หารู้ไม่ว่าสงครามที่พวกเขาและเธออยากให้สงบนั่นไม่เคยมีอยู่จริงมันยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ร่ำไป ความฝันอุดมคติของที่สวยงามอดีตและอนาคตที่สวยงามมันเป็นภาพของความโหดร้ายและอนาคตที่ไม่สดใสเรืองรองอยู่ข้างหน้า ภาพฝันหวานจึงจบลงตรงนั้น ตรงที่ความฝันคือความฝัน แต่ความจริงคือความตายและสิ้นหวัง และมันยังสืบต่อความเคียดแค้นชิงชัง และอำนาจโบราณที่ยังคงเติบโตอย่างโหดร้ายโดยที่เราคาดเดาไม่ได้

แสงกระสือจึงเป็นภาพอุดมคติของคนหนุ่มสาว ที่จบลงด้วยอนาคตใหม่ที่เขาวาดฝันพังทลาย ภาพของความฝัน ความหวัง กับอนาคตข้างหน้าแสงเรืองรอง จบลงเหลือเพียงการต้องยอมรับว่า สังคมของพวกเขาและเธอยังไม่สามารถมองหาทางเลือกในการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง นอกจากไล่ฆ่าคนที่เกิดมาแตกต่างเหมือนกับว่าพวกเธอไม่มีหัวใจเพียงเท่านั้น

วิจารณ์ แสงกระสือ

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ