วิจารณ์-Annihilation

วิจารณ์ Annihilation

วัฎจักรทำลายล้างแห่งเซลล์

*เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์*

วันหนึ่งเมื่อเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติ ‘ม่านสีรุ้ง’ ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ ‘ลีน่า’ (นาตาลี พอร์ตแมน) นักชีววิทยา หลังจากเฝ้ารอสามี เคน (ออสการ์ ไอแซค) หายไปทำภารกิจทางทหาร 1 ปีเต็ม จนเธอคิดว่าเขาตายไปแล้ว เขาก็กลับบ้านมาด้วยบุคลิกท่าทางพูดจาแปลกๆ ถึงที่สุดเขาก็ล้มป่วยลง จนเธอและเขาถูกนำไปฐานปฎิบัติการภารกิจลับสำรวจม่านสีรุ้ง พื้นที่ซึ่งใครที่เข้าไปไม่เคยออกมาได้ ยกเว้นเคน สามีของลีน่า เป็นผู้รอดชีวิตคนแรก

ภาพยนตร์ไซไฟ ของผู้กำกับ อเล็กซ์ การ์แลนด์ (Ex Machina) เรื่องนี้พยายามจะเชื่อมโยงองค์ประกอบชีวิตแรกสุดของสรรพสิ่งบนโลกนั่นคือ “เซลล์” – เซลล์ ถูกพูดถึงตั้งแต่ซีนที่ 3 ของภาพยนตร์ เมื่อลีน่า นักชีววิทยาได้สอนเรื่องเซลล์ให้แก่นักศึกษาแพทย์ โดยพูดถึงการวิวัฒนาการของเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2, 2 เป็น 4, 4 เป็น 8 เพิ่มทวีคูณไปเรื่อยๆ และที่สำคัญการเจริญเติบโตของเซลล์ที่พูดถึงนั้นเป็นเซลล์มะเร็ง อีกไม่นานหนังก็พูดอีกครั้งในฉากแฟลชแบ็กบนเตียงของลีน่าและเคน ซึ่งพูดถึงความบกพร่องของร่างกายมนุษย์ เพราะมนุษย์เมื่อชราลงเซลล์ก็จะหยุดการพัฒนา(แบ่งตัว) ทำให้เซลล์ที่มีอยู่คงสภาพเสื่อมสลาย และตายลงในที่สุด ฉะนั้นลีน่ากล่าวว่าถ้าเซลล์มนุษย์ยังคงแบ่งตัวได้อีกมนุษย์ก็อาจจะไม่มีวันตาย

ชั้นเชิงหนึ่งของหนังคือการเล่าเรื่องตัดสลับระหว่าง 3 เหตุการณ์นั่นคือ 1. ภารกิจสำรวจม่านสีรุ้งเสร็จสิ้นแล้ว และผู้รอดชีวิตคือลีน่าคนเดียวเท่านั้น 2. เล่าเรื่องราวการเริ่มต้นภารกิจการสำรวจม่านสีรุ้งตั้งแต่จุดเริ่ม…ตั้งแต่ลีน่าพบเคนหลังหายตัวไป 1 ปี และ 3. แฟลชแบ็คเรื่องราวความรักและปัญหาระหว่างลีน่าและเคน ทั้งสามไทม์ไลน์ตัดสลับทำให้เกิดความสงสัยข้อเท็จจริงเชิงบทสรุปว่า ในม่านสีรุ้งมีอะไรอยู่ในนั้นกันแน่

วิจารณ์-Annihilation

สิ่งที่หนังเน้นเป็นพิเศษคือช่วงเวลาการเข้าไปสำรวจม่านสีรุ้งที่ทำให้เห็นว่าภารกิจนี้ไม่ธรรมดา หัวหน้าปฎิบัติการคือ นักจิตวิทยา ดร.เวนเทรส เธอรวมรวมอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการไม่เพียงแต่เป็นผู้หญิงทั้งหมดเท่านั้น แต่ทุกคนในทีมยังมีปัญหาชีวิตส่วนตัว เช่น อันย่า นักเวชกิจที่เคยติดยา, แคสซี่ นักธรณีวิทยาผู้เป็นแม่ที่สูญเสียลูกสาว, โจซี่ นักฟิสิกส์ ผู้เคยกรีดข้อมือตัวเอง รวมถึงดร.เวนเทรส นักจิตวิทยา เองที่เป็นมะเร็ง เช่นกันลีน่า ถึงแม้ว่าเธอจะมีปัญหาชีวิตครอบครัวกับเคน แต่เป้าหมายของเธอเพื่อมาหาคำตอบ และไถ่บาป หนังทำให้เห็นว่าปัญหาความรักระหว่างเคนกับเธอ เกิดขึ้นจากการที่เคนจับได้ว่าเธอแอบมีสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เคน มาร่วมภารกิจนี่ เพราะใช้ภารกิจนี้เป็นภารกิจฆ่าตัวตาย เพื่อประชดชีวิตรักไม่เป็นดังปรารถนา

ทุกชีวิตในหนังเรื่องนี้จึงมีพลวัตรในจิตใจเปี่ยมไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการมีปัญหาชีวิต…ในค่ำคืนหนึ่งลีน่าถามดร.เวนเทรส ว่าทำไมสามีของเธออาสาทำภารกิจฆ่าตัวตาย แต่เธอกลับบอกว่า ไม่มีใครฆ่าตัวตาย แต่พวกเราทุกคน ทำลายตัวเอง (Self-Destruction) กันทั้งนั้น และการทำลายตัวเองยังเริ่มมาจากเซลล์ในร่างกายของเรา จุดนี้นับได้ว่าเป็นแก่นสำคัญของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง เพราะการทำลายตัวเองเป็นแรงขับให้ชีวิตทุกคนต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพย์ติด แอลกอฮอล์ หรือเรื่องมีชู้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นแต่แน่นอนมันกลับยิ่งสร้างปัญหาให้กับชีวิต และนำไปสู่การซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย นี่เป็นจุดตัดในคุณค่าความหมายของชีวิต หนังกำลังพูดถึงมนุษย์ในเชิงชีววิทยา นั่นทำให้เราต้องกลับมานั่งคิดหรือมองหาองค์ประกอบชีวิตแรกสุดที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ นั่นคือในระดับเซลล์

ในโลกเมื่อ 4.5 พันล้านปี ก่อนที่จะมีสิ่งมีชีวิตบนโลก หลังจากเกิดบิ๊กแบงครั้งใหญ่ เซลล์โบราณเซลล์แรกก็เกิดขึ้นมาบนโลก และขยายพันธ์ุโดยการแบ่งเซลล์ไปเรื่อยๆ เซลล์แต่ละเซลล์เมื่อรวมกันมากเข้าก็ขยายเป็นรูปร่างสิ่งต่างๆ จนเกิดเป็นพืช เป็นสัตว์ ซึ่งต่างมีสายวิวัฒนาการเรื่อยมา จนเกิดเป็นมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่า ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ ต่างมีบรรพบุรุษมาจากต้นตอเดียวกัน จากเซลล์โบราณเซลล์นั้น

วิจารณ์-Annihilation

ภาพยนตร์ Annihilation ได้พาเดินทางสำรวจในม่านสีรุ้ง สถานที่ซึ่งเป็นป่าขนาดใหญ่ ซึ่งมีปริศนาซ่อนเร้นว่าเพราะเหตุใดนักสำรวจผู้ที่เคยเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ถึงไม่มีใครได้กลับออกไป นักสำรวจ 4 คน นำโดยดร.เวนเทรสส์ ได้ค้นพบความพิศวงเรื่อยๆ ตั้งแต่เข้ามาในม่านหมอก เริ่มต้นจากการที่ผลอยหลับไปในเตนท์โดยไม่รู้ตัวว่านอนเมื่อไหร่ หรือพบกับจระเข้ตัวใหญ่ผิวเผือกซึ่งเมื่อลีน่าได้ปกป้องชีวิตโดยการฆ่ามันตายแล้ว ก็พบว่าแผงฟันของมันเป็นฟันของฉลาม ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นไปได้ ต้นไม้ดอกไม้ในป่าแห่งนี้ก็ขึ้นทับซ้อนเป็นอีกพันธุ์หนึ่งจากรากเดียวกัน นี่ทำให้เห็นถึงระบบชีวะพันธุกรรมแห่งนี้แตกต่างจากโลกข้างนอก

จนกระทั่งสิ่งน่ากลัวได้เกิดขึ้นเมื่อทีมพบกับวิดีโอจากกล้องจากลุ่มนักสำรวจทีมเก่า เมื่อเล่นวิดีโอนั้นก็พบกับเคน ผู้กำลังคว้านท้องของเพื่อนด้วยมีดปลายแหลม และบอกกับกล้องว่า ร่างกายลำไส้ในท้องของเพื่อนเขานั้นกำลังเคลื่อนไหวประหลาด จนทำให้ลูกทีมแตกตื่นอย่างน่ากลัว ก่อนจะเดินไปพบกับศพของชายที่อยู่ในกล้องนอนตายเป็นกระดูก แต่ลำตัวนั้นพืชก็ได้ขึ้นเป็นรากขึ้นมา เหมือนกับว่าร่างกายของเขากับพืชได้ผสมรวมพันธุ์กัน ซึ่งนี่นับได้ว่าเป็นธรรมชาติของเขตพรรณในม่านสีรุ้งนี้ และหากเอาเซลล์ของคนในทีมไปส่องกล้องจุลทรรศจะพบว่า เซลล์ในร่างกายของเรานั้นได้แบ่งตัวอย่างรวดเร็วหรืออาจบอกได้ว่า ร่างกายของเรามีสิ่งผิดปกติอยู่ในภายในร่างกาย หากเราย้อนกลับไปสำรวจถึงวิดีโอของลีน่าที่สอนนักเรียนเรื่องเซลล์มะเร็ง ก็จะพบว่าการขยายรวดเร็วของเซลล์มะเร็ง กับ โลกในม่านสีรุ้งนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

วิจารณ์-Annihilation

หรือใครจะตีความได้ว่าโลกในม่านสีรุ้งเปรียบได้กับมะเร็งร้ายที่เกิดขึ้นในตัวเรา และหนังก็เป็นอุปลักษณ์ม่านรุ้งถึงความหวาดกลัวต่อโรคมะเร็งของผู้คนก็ย่อมได้

อย่างไรก็ตามการตีความแบบนั้นอาจมองจากจุดที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งอาจทำให้พลาดการมองเห็นบางอย่าง เพราะหากว่ากันไปแล้ว โลกในม่านสีรุ้งและการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว และการหักเหของแสงจนทำให้ดีเอ็นเอของพืช สัตว์ และมนุษย์หลอมรวมกันได้ ก็ทำให้เห็นว่าโลกในม่านสีรุ้งนั้นก็เป็นหักล้างแนวความคิดว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลก(Anthropocentrism) แต่ทุกสรรพสิ่งมีฐานะเท่าเทียมกัน เหมือนย้อนกลับไปช่วงกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาบนโลก

วิจารณ์-Annihilation

ดังนั้นการมองโลกในม่านสีรุ้งเป็นมะเร็งอาจจะใช้สายตาในแบบมนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลกอยู่ เพราะจะว่าไปแล้วมนุษย์เองก็นับว่าเป็นมะเร็งของโลกใบนี้อาจไม่ผิดมากนัก เพราะการตั้งตนเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากทรัพยาการทางธรรมชาติ จนเกิดปรากฏการณ์โลกร้อน ภาวะเรือนกระจก ฯลฯ ระบบนิเวศของโลกสูญเสียไป จนโลกเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า ‘แอนโทรโปซีน’ (Anthropocene) โลกในม่านสีรุ้งจึงเหมือนเป็นปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติที่เข้ามาทดสอบมนุษย์ หักล้างทฤษฎีมนุษย์เป็นศูนย์กลางลง แต่มนุษย์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งในโลกแห่งนี้เท่านั้น ที่ดำเนินไปตามองค์ประกอบของเซลล์ทางชีวะ และยังมีช่วงเวลาการวิวัฒนาการหรือกลายพันธฺุ์ในเวลาอันสั้น แตกต่างจากโลกธรรมชาติที่ใช้เวลาในการวิวัฒนาการนานนับล้านปี

อาจจะเห็นว่ามนุษย์ในหนังเรื่องนี้มีความหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ภาวะเซลล์ที่ขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภาวะสยองขวัญต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพราะมนุษย์กำลังวิวัฒนาการ หรือกลายพันธ์ (คำศัพท์สองคำนี้คล้ายกันต่างที่ความรู้สึกเชิงบวกและลบ) ธรรมชาติในพื้นที่ม่านสีรุ้งจึงเป็นพื้นที่แห่งวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว การผสมข้ามสายพันธ์ุสปีชีส์ การขโมยยีนฮอกส์ของพืช การเลียนแบบเสียงมนุษย์ของหมีป่า การผลิตซ้ำคัดลอกของสัตว์และมนุษย์ นี่คือความน่ากลัวของมนุษย์อย่างหาที่สุดไม่ได้ ธรรมชาติกำลังทำให้มนุษย์กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไกลเกินกว่าความเป็นมนุษย์ เหมือนที่เคนและลีน่ากำลังเผชิญหน้า

วิจารณ์-Annihilation

หลังจากดร.เวนเทรส ผู้มีจุดหมายในการเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายของการเป็นมนุษย์ได้ระเบิดล้างตัวเองจนเซลล์กระจัดกระจาย อาจสังเกตเห็นได้ว่า ร่างกายมนุษย์ที่ระเบิดล้างนั้นจนเซลล์นับล้านๆ แตกกระจาย คล้ายคลึงกับดาวแตกดับเมื่อตอนที่ระเบิดบิ๊กแบง (กำเนิดเอกภพ) ก่อนที่จะมีเซลล์กำเนิดขึ้น

หากวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ควบคู่กับการดู The Tree of Life ซึ่งมีฉากระเบิดบิ๊กแบง และมีฉากวิวัฒนาการของโลกก่อนการมีอยู่ของมนุษย์ ร่วมกับ 2001 : A Space Odyssey ฉากที่นักบินเข้าไปในรูหนอน(?) และพบเห็นการวิวัฒนาการของเอกภพ ในขณะที่ลีน่าได้มองการระเบิดล้างเซลล์ในร่างกายมนุษย์ประหนึ่งเอกภพ และเลือดของตัวเองก็กระเด็นเข้าสู่เอกภพในฐานะเซลล์ๆแรกที่เข้าสู่กระบวนการ…เพื่อกลายเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่คัดลอกเหมือนกับเซลล์ต้นฉบับ จนมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน และยังกระทำเหมือนกันเสมือนว่าเจตจำนงของพฤติกรรมทางธรรมชาติถูกโปรแกรมขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ซีนนี้เป็นการกระทำให้เห็นการเปรียบเทียบว่า ชีวิตในม่านสีรุ้งประหนึ่งวงจรชีวิตของเซลล์ เมื่อลีน่าถูกกระบวนการคัดลอกเซลล์จนเกิดลีน่าคนใหม่ขึ้น ก็จะต้องมีเซลล์ที่ทำลายตัวเองไป การทำลายล้างจึงมีอยู่ในพันธุศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ การทำลายหรือการเอาชนะของลีน่าที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนเธอ ก็เหมือนการเอาตัวรอด ตามการคัดเลือกทางธรรมชาติ ลีน่าได้ทำลายตัวเธอที่ถูกแบ่งเซลล์ออกไป โดนการทำให้ระเบิด ก่อนทุกสิ่งจะถูกเผาไหม้และทำลายม่านสีรุ้งจนวายวอด

วิจารณ์-Annihilation

ปรากฎการณ์ม่านสีรุ้งจึงมองได้เหลือคณานับเหมือนกับที่ดร.เวนเทรส บอกลีน่าก่อนเข้าไปสำรวจว่า นี่อาจใช้ทฤษฎีได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ, เรื่องจิตวิยา ซึ่งเป็นเหมือนเป็นการบอกใบ้คนดูไปในตัวว่า ม่านสีรุ้งอาจจะเป็นอะไรไปก็ได้เท่าที่คนดูจะสัมผัสและรู้สึกไปกับมัน โดยใช้เรื่องราวความรักของเคนและลีน่า และการเข้าไปสำรวจม่านสีรุ้ง เป็นเรื่องราวหลัก ซึ่งนำพาไปยังมิติพิศวงในจิตใจและในเชิงชีววิทยา

การทำลายล้างคือส่วนประกอบหลักของการกำเนิดเอกภพตั้งแต่คราวระเบิดบิ๊กแบงซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเซลล์องค์ประกอบของทุกชีวิต จนเมื่อถึงยุคของมนุษย์ครองโลก นอกจากสร้างสรรค์วัฒนธรรมของมนุษย์ให้เกรียงไกรแล้วก็ยังทำลายธรรมชาติ จนอยู่ในยุค ‘แอนโทรโปซีน’ (Anthropocene) ม่านสีรุ้งจึงเหมือนปรากฎการณ์ที่ทั้งย้ำเตือนให้เห็นรูปแบบชีวิตแรกสุดนั่นคือในระดับเซลล์ที่วิวัฒนาการผ่านมา 4.5 พันล้านปี และยังทำให้เห็นมนุษย์ที่พยายามเรียนรู้ศึกษาเซลล์มะเร็ง,เนื้องอก ที่เติบโตขึ้นในร่างกายมนุษย์ แต่อีกทางหนึ่งก็หลงลืมไปว่าในห่วงโซ่วิวัฒนาการของมนุษย์การที่มนุษย์มีอยู่และดำรงอยู่ได้ ก็เพราะเซลล์เนื้อร้ายต่างๆ ของรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่มีมาก่อนหน้ามนุษย์ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติได้ จนสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงยุคมนุษย์ครองโลกกลับพยายามคงเผ่าพันธ์ุมนุษย์เอาไว้ และมองสิ่งที่กลายพันธุ์ในตัวมนุษย์เป็นเรื่องเลวร้ายโดยเฉพาะการผลิตเคมียับยั้งเนื้องอก อาจเพราะนี่คือแนวคิดที่คงไว้ซึ่งมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และมีความฉลาดทางสติปัญญาพอที่จะคิดค้นให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีต่อไปให้นานที่สุด  แต่ขณะเดียวกันโลกในม่านสีรุ้งก็ทำให้เห็นว่า มนุษย์อาจสูญพันธุ์ได้ง่ายดาย หากการกลายพันธุ์/วิวัฒนาการสำเร็จ พืช สัตว์ และมนุษย์ จะหลอมรวมสปีชีส์กันอย่างแยกกันไม่ได้อีกต่อไป

วิจารณ์-Annihilation

อย่างไรก็ตามการคัดลอกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตนั้นก็อาจเป็นทางรอดของมนุษย์ เพราะเซลล์ในม่านสีรุ้งนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าหากการเติบโตนั้นไม่ใช่มะเร็งเนื้อร้ายก็จะกลายเป็นว่ามนุษย์จะมีความเป็นอมตะทันที เพราะเซลล์มนุษย์แบ่งตัวเร็วและไม่มีวันสิ้นสุดหรือเสื่อมสภาพลง แต่ถ้ามันกลายเป็นเนื้อร้ายก็อาจจะกลายเป็นการกลายพันธุ์ของมนุษย์ มนุษย์อาจกลายพันธุ์จนอาจถึงคราวสูญพันธ์ุ

ในตอนจบเคนผู้ถูกคัดลอกเซลล์จนเหมือนต้นฉบับ กับลีน่าผู้ถูกคัดลอกเซลล์แต่เธอก็ได้ทำลายสิ่งที่คัดลอกเธอไป แต่เซลล์ของเธอนั้นก็ถูกสร้างใหม่อย่างรวดเร็วภายในร่างกาย คำถามทั้งคู่ผู้เป็นคู่รัก ซึ่งทั้งใกล้ชิด แยกห่าง กลับมารวมกันอีกครั้ง ถามกันก็คือ ต่างคนต่างยังเป็นคนเดียวกัน ยังเป็นเคน หรือ ลีน่า หรือไม่ ซึ่งคำตอบเห็นได้ขัดว่าเคนไม่ใช่ร่างเดิม ส่วนลีน่าเป็นร่างเดิมที่เซลล์เปลี่ยนแปลงไปมาก สุดท้ายทั้งคู่ก็กลับมารวมกันในแบบความแปลกหน้าของกันและกัน เหมือนกับว่าทั้งคู่แตกดับไปแล้ว แล้วเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเกิดดับทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม

วิจารณ์-Annihilation

ทั้งคู่กลายเป็นสิ่งใหม่ในห่วงโซ่วิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์ที่ได้รับการเร่งปฎิกริยาการแบ่งตัวของเซลล์มาจากปรากฎการณ์ม่านสีรุ้ง หนังไม่ได้ให้คำตอบแน่ชัดว่า การที่เขาได้รับเซลล์ที่แบ่งตัวรวดเร็วนั้นจะทำให้ทั้งคู่เป็นอมตะหรือไม่ แต่มีท่าทีว่าอาจเป็นแบบนั้น แต่ขณะเดียวกันการกลับมาเจอกันของคนสองคน ที่มีบางส่วนที่เป็นตัวเองแต่ร่างกายเป็นสิ่งใหม่(เคน) กับบางส่วนในจิตใจที่ถูกชำระล้างไปจากการเข้าไปสำรวจแต่ร่างกายโดยรวมยังเป็นโครงร่างเดิมแต่เซลล์เปลี่ยนไป (ลีน่า) ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เป็นการพบกันที่แสนแปลกประหลาด มันทั้งสยองขวัญหากมองด้วยท่าทีมนุษย์นิยม เพราะมันอาจจะเป็นการเปลี่ยนโลกทั้งโลกอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามเซลล์ของทั้งคู่ที่เป็นเซลล์แห่งการทำลายล้างที่ฝังอยู่เป็นวัฎจักรไม่รู้จบ ก็อาจรอวันระเบิดทำลายล้างโลกอยู่ ซึ่งก็อาจเป็นการระเบิดทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือกำลังพามนุษย์เข้าสู่กระบวนการกลายพันธุ์สู่สิ่งใหม่ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรก็ย่อมได้

วิจารณ์-Annihilation

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ