วิจารณ์ Blade Runner 2049

วิจารณ์ Blade Runner 2049

ตามหาตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง

ก่อนอ่าน วิจารณ์ Blade Runner 2049 สามารถอ่านบทความวิเคราะห์ Blade Runner ภาคแรกก่อนชมภาคต่อได้ก่อนนะครับ

โลกของ Blade Runner 2049 คือโลกอนาคตฝันร้ายแห่งมวลมนุษยชาติ โลกที่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาจนขีดสุด แต่ได้ทำลายระบบธรรมชาติของโลกลง จนใกล้ถึงกาลอวสาน โลกที่องค์กรขนาดใหญ่อย่างไทเรล-วอลเลซสามารถตั้งต้นเป็นใหญ่ และครอบครองอาณาจักรมนุษย์…หากธรรมชาติเป็นตัวแทนของโลกใบเก่า โลกที่มนุษย์เคยเชื่อมั่นว่าพระเจ้าสร้างโลก – ใน Blade Runner ก็อาจหมือนโลกที่พระเจ้าได้ตายลงแล้ว และเป็นมนุษย์เองที่เป็นพระเจ้าแทนที่ นั่นจึงเป็นเหตุให้สิ่งปลอมแปลงประดิษฐ์สร้างทั้งหลายถูกผลิตขึ้นมาเลียนแบบสิ่งที่เคยมีอยู่ในธรรมชาติ ไม่เว้นแม้กระทั่งมนุษย์เทียม หากมนุษย์ยิ่งใหญ่แทนพระเจ้าได้ การสร้างมนุษย์เทียมขึ้นมาได้ก็นับว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ในฐานะมนุษย์ผู้สร้าง

หลังจากเรพลิแคนท์ รอย แบตตี้ เน็กซัสรุ่น 6 ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์แท้และมนุษย์เทียมเลือนหายออกไป ด้วยฉากคลาสสิก Tear in Rain ในภาคต้นฉบับเพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่า มนุษย์เทียมก็มีฐานะไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่งถึงแม้จะไม่ได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์เทียบเท่า เรื่องราวก็ผ่านเลยไปอีก 30 ปี ในหนังภาคต่อ Blade Runner 2049 ที่เคารพต้นฉบับทุกกระเบียดนิ้ว โดยผู้กำกับมากฝีมือ เดนีส์ วิลเนิฟ เรื่องราวของเจ้าหน้าที่เบลดรันเนอร์ K (ไรอัน กอสลิ่ง) เรพลิแคนท์รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อฟังคำสั่งและปลดระวางเรพลิแคนท์กบฎ ที่ได้หลบหนี แต่เขากลับพบโครงกระดูกสำคัญซึ่งทำให้พบกับเหตุผลชวนช็อคว่า เรพลิแคนท์ตนหนึ่งนั้นสามารถมีลูกได้ ภารกิจของเขาจึงเปลี่ยนเป็นตามล่าหาคนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้และกำจัดทุกคนให้ซากสิ้น

วิจารณ์ Blade Runner 2049

Blade Runner นั้นเป็นโลกอันสิ้นหวังของมวลมนุษย์ มนุษย์ถูกหลอกหลอนด้วยภาพโฆษณาอันตื่นตาตื่นใจเพื่อให้ไปยังนอกโลกที่ตัวหนัง Blade Runner ไม่เคยนำเสนอให้เห็น ฉะนั้นคนที่อาศัยอยู่บนโลกจะได้รับแต่ข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อว่าสักวันพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีนอกโลก แต่คุณภาพชีวิตบนโลกก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเสียเหลือเกิน และแน่นอนการยึดครองด้วยระบบโครงสร้างทุนนิยมสูงสุดดั่งพระเจ้า ก็ยังเป็นการถอยกลับไปสู่โลกไอเดียแบบพระเจ้าสูงส่ง โลกแห่งปิตาธิปไตยที่ไปถึงขั้นสุดขั้ว โลกที่อำนาจตกอยู่ในมือของผู้ชายเต็มพิกัด เพศหญิงเป็นได้แค่สินค้าวัตถุทางเพศ โฮโลแกรมจอยสนองความปรารถนา บิลบอร์ดภาพโฮโลแกรมผู้หญิงโป๊เปลือยขนาดมหึมากลางเมือง หญิงสาวเต้นบัลเลต์ มนุษยเทียมผู้หญิงไม่เป็นโสเภณี ก็เป็นทาสรับใช้ผู้ชาย(แบบวอลเลซกับเลิฟ)

ดังนั้นสำหรับผู้เขียนแล้วโลกในหนัง Blade Runner คือโลกอนาคตที่มีแต่ความสิ้นหวังหดหู่สุดขีด ทั้งในฐานะการสะท้อนภาพของสังคม ต่อให้ภาพตรงหน้าจะมีความตื่นตาเอ็กโซติกเพียงใด แต่ภายในขอบเขตจิตใจแล้ว นี่เป็นโลกอนาคตที่ลดความเป็นมนุษย์ลงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (ไม่มีเพศทางเลือกปรากฎในทุกซอกทุกมุม) ธรรมชาติ-สิ่งมีชีวิตจริงแท้เหลือแค่ซากแห่งความโหยหาอดีต

และที่น่าเศร้าที่สุดเมื่อโลกที่มนุษย์ลดทอนความเป็นธรรมชาติเหลือเพียงสิ่งประดิษฐ์ และใช้มนุษย์เทียมเป็นเครื่องยืนยันความเป็นพระเจ้าของมนุษย์ โดยไม่ใคร่ครวญถึงความเป็นมนุษย์ในสิ่งประดิษฐ์สร้าง นับพวกเขาเป็นเพียงทาส นั้นทำให้เกิดประเด็นการสำรวจปัญหาของมนุษย์เทียมว่าสุดท้ายแล้วเขาเป็นมนุษย์หรือไม่

การเดินตามรอยจากภาคต้นฉบับหลังจากรอย แบ๊ตตี้ ได้ทิ้งน้ำตากลางสายฝนแล้วป่าวประกาศให้โลกรู้การดำรงอยู่ของพวกเขาด้วยความตาย ภาคนี้มนุษย์เทียม K ก็ได้พยายามต่อสู้เพื่อตามหาความเป็นมนุษย์ของเขาตลอดทั้งเรื่อง นี่จึงเป็นบทใหม่แห่งการสำรวจความเป็นมนุษย์ในสิ่งประดิษฐ์สร้างมนุษย์เทียม

วิจารณ์ Blade Runner 2049

จากนี้ไปผู้เขียนขอขมวดแยกประเด็นเป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม

มนุษย์เทียมมีจิตวิญญาณหรือไม่ ?

K ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าโจชิ ให้ออกล่าฆ่าเด็กในครรภ์และคนที่เกี่ยวข้องกับเรพลิแคนท์ที่มีลูก แต่มีคำพูดหนึ่งที่ K พูดออกมานั่นคือ เขาไม่เคยฆ่าสิ่งที่เกิดออกมา เพราะ K เชื่อว่า ‘สิ่งที่เกิดมาได้นั้นต้องมีจิตวิญญาณ’ แต่ K ไม่ได้เกิดออกจากครรภ์มารดา จึงไม่มีจิตวิญญาณอย่างที่มนุษย์มี แต่เมื่อรู้ว่ามีเรพลิแคนท์สามารถเกิดขึ้นมาได้ นั่นเท่ากับว่า K เริ่มสงสัยว่า แล้วแบบนี้เรพลิแคนท์จะมีจิตวิญญาณได้หรือไม่ ? เพราะถ้าเรพลิแคนท์มีจิตวิญญาณได้ก็คงไม่ต่างกับการเป็นมนุษย์

K กับวิกฤติตัวตนของเรพลิแคนท์

ก่อนหน้าที่ K จะพบกับโครงกระดูกเขาเป็นเบลดรันเนอร์ที่รับฟังคำสั่งอย่างดี และเข้าเครื่องทดสอบวอยท์-คัมพ์รุ่นใหม่ ที่บังคับให้พูดตามที่เครื่องบอกให้พูด ซึ่งเป็นการประเมินค่าในการเชื่อฟังรับคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม แต่ทันทีที่ตัวเองเริ่มค้นพบข้อมูลบางอย่างที่เชื่อมโยงเข้ากับตัวเอง เพราะเขาพบกับหมายเลข 6.10.21 ซึ่งตรงกับหมายลขความทรงจำของเขา ความรู้สึกของการดำรงอยู่ของตัวเองก็เปลี่ยนไป

ความทรงจำปลูกสร้าง

วิจารณ์ Blade Runner 2049

ในซีนที่โจชิหัวหน้าของ K ได้พยายามให้ K พูดถึงความทรงจำของตัวเอง ซึ่ง K ก็พยายามต่อต้านและบอกว่า สิ่งที่อยู่ในหัวของเขา เป็นแค่ความทรงจำปลูกสร้าง นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่พัฒนาก้าวหน้ามาจากภาคต้นฉบับ เพราะภาคนี้เรพลิแแคนท์รุ่นของ K พัฒนาจนสามารถรับรู้ได้ว่าตัวเองมีความทรงจำที่เป็นของเทียม ซึ่งแตกต่างจากเรเชล ในภาคแรก ที่ยังเชื่อว่าตัวเองเป็นมนุษย์เพราะตัวเองมีความทรงจำ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงความทรงจำของหลานสาวไทเรลเท่านั้น ความทรงจำปลูกสร้างของตัว K นั่นกลับตรงกับตัวเลขที่เขาพบเห็นกับเรพลิแคนท์เรเชลที่คลอดลูก หรือเขาจะมีอะไรเชื่อมโยงระหว่าง เรเชล กับ ความทรงจำของเขา

Joi เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้กับ K

วิจารณ์ Blade Runner 2049

ไม่มีข้อสงสัยใดๆ K นั้นเป็นเรพลิแคนท์รุ่นใหม่ที่ถูกโปรแกรมมาให้ทำตามสิ่งที่มนุษย์บัญชา แต่ด้วยความที่มันถูกลอกเลียนแบบมนุษย์จนเหมือนเป็นของสำเนา มันจึงเหมือนมนุษย์ซะยิ่งกว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอารมณ์ หรือสติปัญญา นี่เป็นเรื่องน่าหดหู่ เพราะเรพลิแคนท์ไม่ถูกมองว่าเป็นมนุษย์ แม้ว่าตัวมันเองจะเหมือนมนุษย์แค่ไหนก็ตาม

การไม่เป็นมนุษย์ในเรพลิแคนท์นั้นอาจเพราะว่าพวกมันไม่ได้ถือกำเนิดมาจากครรภ์มากรดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป การลืมตาดูโลกของพวกมันจึงแตกต่างจากมนุษย์ เสมือนว่าพวกเขาถูกเหวี่ยงเข้ามาในโลกนี้ และถูกปลูกฝังใส่ความทรงจำเข้าไป โดยที่จิตไร้สำนึกของตัวเองขาดประสบการณ์การเรียนรู้นับตั้งแต่วันที่ออกจากครรภ์มารดา

ดังนั้นปมสำคัญของเรพลิแคนท์คือการขาดความเป็นมนุษย์ (การกำเนิดจากครรภ์) การขาดความทรงจำ ขาดประสบการณ์ในวัยเด็กจริงๆ นี่เป็นปมทางจิตสำนึกที่ใหญ่มาก หากเราสำรวจจาก K เป็นสำคัญ เมื่อ K ไม่มีความทรงจำ ไม่มีการเกิดแบบมนุษย์ ชีวิตของ K จึงว่างเปล่า ไม่มีอดีตให้ใคร่ครวญ ไม่มีสิ่งใดให้โหยหา ทุกอย่างคือรับคำสั่งเท่านั้น การถูกฝังความทรงจำเข้าไปประหนึ่งความทรงจำของตัวเอง โดยที่รู้ตัวเสมอว่านี่ไม่ใช่ความจำของตัวเอง ทำให้ K แปลกแยกกลับตัวเอง น่าเศร้าอย่างมากสำหรับ K เมื่อรู้ว่าความทรงจำที่มีคือของปลอมเขาจึงพยายามต่อต้านที่จะนึกถึงมันในฐานะตัวตนของตัวเอง

วิจารณ์ Blade Runner 2049

การที่เคซื้อ Joi มาใช้จึงไม่ใช่แค่สินค้าแก้เหงาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นวัตกรรมโฮโลแกรมสิ่งนี้ ยังทำให้ K ได้รับรู้ถึงความขาดที่เขาไม่ได้รับการเติมเต็มจากการเป็นเพียงแค่มนุษย์เทียมเท่านั้น แต่ Joi ยังเติมเต็มปรารถนา K ในฐานะมนุษย์แท้ได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าสถานะของ Joi จะถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบสนองความปรารถนาของผู้ใช้ หรือเป็นแฟนตาซีของผู้ใช้เพียงเท่านั้น แต่แฟนตาซีทั้งหลายเหล่านี้ยังเป็นการตอบข้อสงสัยในใจของ K ได้ด้วยว่า K กำลังปรารถนาอะไรในการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เทียม นั่นคือการต้องการเป็นคนพิเศษ มีตัวตน หรือกล่าวอย่างรวบรัด ปรารถนาความขาดจากการไม่ได้เป็นมนุษย์นั่นเอง

K ปรารถนาการมีตัวตน

วิจารณ์ Blade Runner 2049

หลังจากที่ K เริ่มปะติปะต่อเรื่องราวภารกิจของเขาและพบว่า กระดูกเรพลิแคนท์ที่ตั้งครรถ์ได้นั้นคือเรเชล ที่มีลูกกับเด็คการ์ด และความทรงจำของเขานั้นก็เป็นความทรงจำของจริง ไม่แปลกที่ Joi ผู้ถูกโปรแกรมออกแบบมาให้ตอบความปรารถนาของ K จะเชื่อมั่นว่า K เป็นลูกของเรเชล ด้วยคำพูดต่างๆนานา ที่ทำให้ K เริ่มมองค่าตัวเองสำคัญกว่าเรพลิแคนท์ที่ถูกสร้างมารับคำสั่งและถูกปลดระวาง แต่ตัวเขาเป็นเรพลิแคนท์ที่ถูกให้ค่าว่าเป็นปาฎิหาริย์ของโลกใบนี้ เป็นสิ่งสุขล้นเหนือเกินบรรยายที่จะพรรณนาได้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์เหลือเกินสำหรับโลกของเรพลิแคนท์ที่เปรียบเป็นบุคคลชั้นต่ำสำหรับมนุษย์เท่านั้น นี่คือการเปล่งแสงประกายความหวังอันเจิดจ้าของแฟนตาซีไม่รู้จบในความรู้สึกของ K ที่ Joi ได้สนองปรารถนาทางคำพูดไว้ว่า K คือคนพิเศษ มีตัวตน และเป็นคนสำคัญ หรืออาจพูดได้ว่า Joi ได้เติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้กับ K อย่างเหลือล้น ด้วยหลักฐานต่างๆนานา รวมถึง DNA ที่ K เก็บมาได้

ความรักหรือความแม่นยำทางคณิตศาสตร์

วิจารณ์ Blade Runner 2049

คำพูดที่วอลเลซได้ตั้งคำถามแก่เด็คการ์ดว่า ถ้าความรักของเด็คการ์ดและเรเชล ถูกวางโปรแกรมมาไว้แล้ว จะเรียกมันว่าความรักได้หรือไม่ นี่ไม่เป็นเพียงคำถามที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า แต่มันเป็นคำถามที่มนุษย์ถกเถียงกันมาก่อนแล้ว สำหรับมนุษย์ที่เชื่อว่าชะตากรรมของมนุษย์ถูกพระเจ้าวาดไว้ให้แล้วนั้น เสรีภาพของมนุษย์จะมีอยู่จริงได้หรือไม่ แต่ในโลกของ Blade Runner ที่พระเจ้าแบบเก่าได้เลือนหายไปแล้ว เหลือแต่มนุษย์ในฐานะพระเจ้า คำถามกลับเป็นคำถามที่น่ากลัวมากเหลือเกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอาจเป็นแค่การวางโปรแกรมทางคณิตศาสตร์ไว้เพื่อให้เราเดินตาม เพื่อสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ แล้วแบบนี้คุณค่าของชีวิตเราจะอยู่ตรงไหน เพราะเราก็เป็นเพียงตัวเลขที่ถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้ว คำถามข้อนี้ที่หนังวางไว้ไม่ได้ถูกคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรมดั่งที่เด็คการ์ดบอกว่า เขารู้ว่าอันไหนจริง ซึ่งเป็นคำพูดกลางๆ เพื่อแสดงให้เห็นทางเลือกของมนุษย์ว่าสุดท้ายเราเองเป็นคนเลือกว่าจะมองปรากฎการณ์นี้อย่างไร

สำหรับการใส่ประเด็นข้อนี้มาใส่ในหนัง ทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังของเดนีส์ วิลเนิฟ เรื่อง Arrival พอดี เพราะประเด็นใน Arrival ก็พูดถึงว่า ถ้าหากเรารู้อนาคตแล้วจะทำให้เราต้องเสียใจ และเจ็บช้ำ เราจะเลือกให้มันเกิดขึ้นแบบนั้นเหมือนเดิมหรือเปล่า ถ้าเราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตเส้นอื่นได้ แต่สำหรับ ดร.หลุยส์ กลับเลือกทางเดิมที่จะเสียใจแบบนั้นๆ เพราะตัวเธอมองว่า ผลของการเลือกนั้นแม้ปลายทางจะต้องเสียใจ แต่ระหว่างทางที่อยู่กับการได้ใช้ชีวิตแบบนั้นคือสิ่งมีค่าที่สุดสำหรับเธอ ความคิดของดร.หลุยส์ จึงเป็นการจัดการกับทัศนะมุมมองของเราที่มีต่อการชะตากรรมของตัวเองโดยไม่แคร์ผลของอนาคต เช่นเดียวกับเด็คการ์ดการเลือกเชื่อในความรักที่มีต่อเรเชลว่าเป็นของจริง ก็เพื่อเชื่อในคุณค่าของตัวเองแม้ว่ามันจะมีความเป็นไปได้แบบอื่นที่ผิดเพี้ยนในความเป็นจริงที่ยังตรวจสอบไม่ได้ก็ตาม

วิจารณ์ Blade Runner 2049

รักแท้หรือประกอบสร้าง

วิจารณ์ Blade Runner 2049

ในตอนแรกที่ K กลับมาพบกับ Joi ในห้องของตัวเองนั้น หนังเริ่มต้นด้วยเสียงของ Joi ที่คุยกับ K อย่างหวานชื่นในขณะทำอาหาร แต่เมื่อคนดูได้เห็นตัวจริงของ Joi จะใจหายเพราะเธอเป็นแค่ภาพโฮโลแกรมเท่านั้น และยิ่งเมื่อเวลาของหนังผ่านไปเราจะยิ่งพบข้อมูลว่า สุดท้ายแล้ว Joi คือสินค้าที่ถูกสร้างขึ้นมาให้สนองพึงพอใจแก่เจ้าของ โดยผ่านการวางโปรแกรมให้เธอมองเจ้าของเป็นคนพิเศษ – สำหรับ Joi เธอเป็นเพียงแค่เสียง และภาพเสมือนโฮโลแกรม ที่ถูกประดิษฐ์สร้างจากความทันสมัยของเทคโนโลยีในโลกอนาคต Joiนั้นคงไม่ต่างจาก K เท่าไหร่นัก เพียงแต่ K มีรูปกายและมีเนื้อหนังสัมผัสได้

อย่างไรก็ตามเราสามารถเทียบเคียง Joi ได้เท่ากับ ซาแมนธ่า ใน HER โดย Joi ในหนังเรื่องนี้พาไปไกลอีกขั้นโดยการแสดงความเสมือนจริงระหว่างโฮโลแกรมกับการสวมทับตัวตนโดยใช้ผู้หญิงโสเภณีเป็นเรือนร่างของเธอ ซึ่งสร้างประสบการณ์จริงให้กับ K ที่มีต่อ Joi ได้เทียบเท่ากับ Joi เป็นคนรัก(เสมือน)คนหนึ่ง แต่เราจะนับรูปแบบความรักแบบนี้ว่าเป็นความรักได้หรือไม่ ?

ไม่ว่าเราจะตอบคำถามข้อนี้อย่างไร แน่นอนว่า Joi ถูกวางโปรแกรมมาให้สนองความพึงพอใจต่อ K แน่นอน Joi จึงมอบความรักเต็มเปี่ยมให้ K อย่างไม่มีข้อกังขา ภายใต้รูปแบบของความรักประกอบสร้าง เหมือนเป็นซอฟแวร์ชนิดหนึ่งที่ถูกเขียนโปรแกรมขึ้นมาอย่างรัดกุม ซึ่งเมื่อคิดแบบนี้แล้วนั้น ก็อาจจะยิ่งทำให้ K กลายเป็นคน ไม่ใช่สิต้องบอกว่าเป็น สิ่งที่ไม่ใช่คน ที่เศร้ามากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อหนังผ่านจุดไคลแม็กซ์ที่ทำให้ K พบเห็น โฮโลแกรมขนาดใหญ่กลางเมือง ซึ่งก็คือ Joi เหมือนกัน แถมเรียก K ว่า โจ ซึ่งก็คงเป็นชื่อที่ถูกเขียนโปรแกรมมาเหมือนกัน ถ้ามองด้วยความคิดแบบนี้ก็ทำให้เห็นว่า ความรักของ Joi ที่มีต่อ K ก็เป็นเพียงความรักประกอบสร้าง หรือเป็นสำเนาของความรักอีกที

แต่สำหรับ K แล้วเขามองว่าสิ่งนั้นเป็นความรักแท้หรือประกอบสร้างกันแน่ สำหรับ K แล้วการต้องพบกับของปลอมมาทั้งชีวิตไม่ว่าจะเป็นร่างกายตัวเอง รวมไปถึงความทรงจำ ก็ทำให้ตัวเขาเป็นเพียงมนุษย์เทียมที่ไม่อาจเป็นมนุษย์ได้ ความปรารถนาในความเป็นมนุษย์จึงขาดออกจาก K ซึ่งเมื่อเขาได้พบ Joi จึงเหมือนการได้รับความเติมเต็มจากความปรารถนาที่ขาดออกจากการที่เป็นได้เพียงมนุษย์เทียม ไม่ว่าจะความรัก หรือตัวตนพิเศษ ดังนั้นสินค้า Joi อาจจะมองได้ว่าเป็นแฟนตาซีเติมเต็มความขาดของการไม่ได้เป็นมนุษย์ของ K ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไม่มีสิ่งใดจะทำให้เขาเข้าใกล้การเป็นมนุษย์ได้มากกว่าการพบ Joi อีกแล้ว

การตามหาตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง

วิจารณ์ Blade Runner 2049

เมื่อถึงจุดที่เข้าด้ายเข้าเข็มในพล็อตเรื่อง การที่ K ค้นพบความจริงว่า ความทรงจำของเขาแท้จริงแล้วเป็นความทรงจำของเด็กจริงๆ ซึ่งเป็นลูกของเรเชล เรพลิแคนท์ที่คลอดลูกได้ ความสับสนจึงเกิดกับจิตสำนึกของ K ทันที ทำให้เขาถูกจับและไม่สามารถทดสอบเครื่องวอยท์-คัมพ์ได้อีกต่อไป เพราะทำให้ K เริ่มตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของตัวเอง หนังได้ทำให้ K ซึ่งเคยคิดว่าการดำรงอยู่ของตัวเองว่างเปล่า เต็มไปด้วยสิ่งปลอม กลับถูกกระตุ้นให้มองตัวเองด้วยมุมมองที่เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เขาเผลอคิดไปว่า หรือที่จริงแล้วเขาเป็นลูกของเรเชล เป็นเรพลิแคนท์มหัศจรรย์ที่เกิดออกมาจากครรภ์ นั้นเท่ากับว่ามุมมองที่เขามีต่อตัวเองตลอดทั้งเรื่องจะถูกไถ่ถอน และเขากำลังจะเป็นแกนนำของเหล่าเรพลิแคนท์เพื่อปฎิวัติในเผ่าพันธุ์เรพลิแคนท์อย่างสิ้นเชิง

แต่ในที่สุดหนังก็พาเรามาหักมุมในฉากที่พบกับความจริงที่ว่า ที่จริงแล้ว K เป็นเพียงแค่สำเนาหลอกของเด็กตัวจริง ซึ่งทำให้ K ถึงกลับเข่าทรุดและไม่เชื่อว่าโชคชะตาจะเล่นตลกซ้ำซ้อนกับเขา

อย่างไรก็ตาม การที่ K พลิกจากเรพลิแคนท์ใสซื่อที่ไม่สนใจในการดำรงอยู่ของตัวเอง นอกจากรับคำสั่งไปวันๆ เปลี่ยนกลายเป็นคนที่หลงคิดว่าตัวเองพิเศษ ก่อนที่สุดท้ายจะรู้ว่าจริงๆ ตัวเองไม่ได้เป็นแค่เรพลิแคนท์ั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นเพียงแค่ตัวหลอก ซึ่งถ้าใช้มุมมองของมนุษย์เข้ามาจับ การที่หลอกให้ K ดีใจก่อนที่จะพลิกตาลปัตรนั้นเศร้าสร้อยกว่าการเป็นเรพลิแคนท์ทั่วไปเสียด้วยซ้ำไป

หรืออันที่จริงแล้วการค้นพบความจริงว่า ตัวตนของ K ที่คิดว่ามีอยู่จริงนั้น ก็ไม่มีอยู่จริงเหมือนก่อนที่จะได้คิด แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลของการตามหาความจริงว่าคืออะไร แต่มันอยู่ที่มันทำให้ K ได้เปลี่ยนจากเรพลิแคนท์ที่ไม่ได้คิด กลายเป็นเรพลิแคนท์ที่ได้คิด ถึงแม้ว่าสิ่งได้รับรู้หรือได้คิดนั้น มันจะทำให้ตัวเองถึงกลับสิ้นหวัง หรือหลายคนอาจจะยอมบอกว่าถ้ารู้ความจริงเป็นแบบนี้ ยอมที่จะไม่รู้ความจริงเสียยิ่งกว่า

ดังนั้นนอกจากหนังจะทำให้ K ได้คิดแล้ว แต่เป็นการคิดที่ตัวตนของตัวเองไม่เคยมีอยู่ เพราะตัวเองไม่ได้เป็นอะไรเลยแค่สำเนาของมนุษย์เทียม ถึงแม้จะเป็นสำเนาของเด็กมหัศจรรย์ ชะตากรรมของ K จึงนับว่าเศร้าสร้อยอย่างถึงที่สุด ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพสังคมในโลกของ Blade Runner ที่มีแต่ความหดหู่สิ้นหวัง และแทบมองไม่เห็นแสดงสว่างใดๆ

ความตายคือบททดสอบสุดท้ายของเรพลิแคนท์ที่อยากเป็นมนุษย์

วิจารณ์ Blade Runner 2049

ไม่มีอะไรจะเศร้าและหดหู่ไปกว่านี้แล้ว สำหรับการใช้ K หรือนักแสดงไรอัน กอสลิ่ง เป็นตัวแทนของเรพลิแคนท์ที่หดหู่สิ้นหวัง เมื่อพบกับความจริงตลบสองชั้นว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้พิเศษอะไรเลย การที่ตัวหนัง 2049 ได้สร้าง K ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนของเรพลิแคนท์ที่ไม่สมหวัง เหมือนกับที่รอย แบ๊ตตี้ ที่พยายามเรียกร้องการมีอายุต่อในภาคแรก  ทั้ง K และ แบ๊ตตี้ จึงเป็นเรพลิแคนท์ที่สุดท้ายก็พบกับความผิดหวังไม่ต่างกันจากการที่อยากเป็นมนุษย์(สำหรับรอย) กับความปรารถนาที่ K อยากเป็นเรพลิแคนท์ที่พิเศษแต่ไม่ได้เป็น ก่อนที่ทั้งสองคนจะต้องตายในฉากสุดท้ายของทั้งสองเรื่อง ตายด้วยความตรอมใจ ที่ไม่สมความปรารถนา นี่ทำให้เห็นถึงโลกอนาคตใน Blade Runner ว่าเป็นโลกที่ไม่ได้เป็นแม้แต่เป็นตัวเอง เราอาจจะเป็นใครก็ได้ที่คนอื่นอยากให้เป็น เป็นใครก็ได้ที่เราไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร 

อย่างไรก็ตามบททดสอบความตายของเขาทั้งสอง อาจมีค่าสูงส่งกว่านั้น นั่นคือการทำให้เห็นว่า ความตายของพวกเขาก็เป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยยืนยันในการดำรงอยู่ของเขา รอย แบ๊ตตี้ ได้ช่วยเหลือเด็คการ์ดก่อนตาย เช่นเดียวกันกับ K – K ได้ช่วยเด็คการ์ดให้มาพบกับลูกสาวตัวจริงของเขา ซึ่งการช่วยเหลือครั้งนี้อาจทำให้พบกับเหตุการณ์ต่อเนื่องอีกมากมาย การช่วยเหลือของ K จึงเป็นการยืนยันในการทำเพื่ออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อเผ่าพันธุ์เรพลิแคนท์ที่กำลังต่อต้านมนุษย์ผู้สร้าง และที่สำคัญการช่วยเหลือของ K นั้นยังทำเพื่อคนอื่นซึ่งสำคัญต่อการเพิ่มคุณค่าในการดำรงอยู่ของตนเองทำให้เขามีค่าไม่ต่างกับมนุษย์อีกต่อไป

วิจารณ์ Blade Runner 2049

ในขณะที่ทุกสิ่งรอบกายตลอดชีวิตของ K จะพานพบกับสิ่งปลอมแปลงมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเอง แต่การได้พบกับของจริงแท้บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นม้าไม้ในความทรงจำจริงของเขา รวมไปถึงการได้ช่วยเหลือพ่อลูกให้ได้พบกัน ทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันสิทธิในความตายของ K ว่าเขาเป็นมากกว่าเรพลิแคนท์ทั่วไป แต่เขายังมีความพิเศษ มีตัวตนแท้จริง แต่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงในนิยามของการมีอยู่หรือกำเนิดตั้งแต่แรก เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับมัน แต่เป็นตัวตนแท้จริงที่เกิดขึ้นจากการที่เขาได้เลือกกระทำ ตัดสินใจเลือกทางเดินในแบบตัวเองซึ่งไม่ถูกสร้างเอาไว้ก่อนหน้า

หรือถ้ากล่าวกันให้สุด เรพลิแคนท์ K ได้เป็นมนุษย์แล้วในความหมายของบุคคลที่มีคุณค่า/ความหมาย/ตัวตน เพราะการได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา เพื่อเป็นการยืนยันหนักแน่นในการดำรงอยู่ของตัวเอง บทเพลง Tear in Rain ปรากฎขึ้นซ้ำอีกครั้งในภาคนี้ท่ามกลางน้ำตาเศร้าตรมตรอมใจของ K กลางหิมะเย็นยะเยือก ที่ความจริงๆแล้วตัวตนของตัวเองแสนว่าเปล่า ไม่เคยมีคุณค่าใดๆ มาก่อนเลย

จนกระทั่งสิ่งเดียวที่ยืนยันในการดำรงอยู่ของเขาได้คือการช่วยเหลือผู้อื่น ก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงหฤหรรษ์แห่งความตาย เป็นความตายที่ทั้งเศร้าและงดงามคละเคล้ากันไป เพราะในแง่ความเศร้านั้นมันคือการที่เขาพบว่าตัวเขาไม่เคยได้รับความสำคัญมาก่อน เป็นแค่เพียงตัวสำเนาหลอกเรื่อยไป แต่ในแง่ความงดงาม อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่เลือกที่จะทำในสิ่งที่ควรทำนั่นคือการช่วยเหลือเด็คการ์ด และสุดท้ายคือการเลือกที่จะตายกลางสายฝนหิมะ หิมะในอุ้งมือเขาที่มีอยู่จริง แม้เขาถูกสร้างมาแบบตัวปลอมก็ตาม แต่หวังว่าในห้วงเวลาสุดท้ายเขาจะเห็นคุณค่าของตัวเองที่มีความหมายท่ามกลางโลกพังทลายสิ้นหวังแห่งอนาคต

วิจารณ์ Blade Runner 2049

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ