วิจารณ์ Burning

Burning

แรงเพลิงแห่งการแผดเผา

*เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์*

ซีนเล็กๆ ในบ้านของอีจุงซู ที่เขากลับมาพักอาศัยอยู่ในเมืองชนบทพาจู เมืองที่มีพรมแดนติดกับเกาเหลือเหนือ พ่อของเขาก็ติดคุกเพราะทำร้ายเจ้าหน้าที่ โทรทัศน์เครื่องเล็กๆ รายงานข่าวหนุ่มสาวเกาหลีใต้ตกงานเป็นอัตราสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD อีจุงซู เรียนจบมาหลายปี เขาอยากเป็นนักเขียน แต่กลับไม่พบแรงปราถนาแนวที่อยากเขียนอะไรเอาจริงเอาจัง

อีจุงซู รับจ้างพาร์ทไทม์เป็นคนส่งของในตลาด เขาดูเป็นคนเฉื่อยๆ เมินเฉย ด้านชาต่อชีวิต ไร้เป้าหมาย จนกระทั่งมาพบกับแฮมี พริตตี้เชิญเที่ยวงานเกษตรแฟร์ เธอเข้าหาจุงซู และบอกว่าเธอเป็นเพื่อนข้างบ้านสมัยเด็ก ทั้งคู่ต่อกันติดอย่างรวดเร็วด้วยบุหรี่ เหล้า และละครใบ้ แฮมี สอนแนวคิดละครใบ้ให้จุงซูตอนที่เธอปอกส้มแมนดารินในอากาศ “เธอต้องอย่าคิดว่ามันมีอยู่” จุงซึถึงกลับทำหน้าทึ่งและครุ่นคิด

ใช่สิ…ชีวิตทุกคนเริ่มต้นจากการไม่มีอยู่ การมีของทุกคนเคยไม่มีอยู่มาก่อน และกำลังจะไม่มีอยู่ในวันข้างหน้า วันหนึ่งวันใดเราทุกคนก็จะหายสาบสูญกันไปอย่างถาวร

วิจารณ์ภาพยนตร์ Burning มือเพลิง

ชีวิตของแฮมีอาจกล่าวได้ว่ากระเดียดไปทางลึกลับ เธอเคยมีช่วงหนึ่งในความทรงของจุงซูหรือเปล่า—ก็ไม่ เขาจำความไม่ได้แล้วว่าเคยรู้จักแฮมี และจู่ๆเธอก็เข้ามาอีกครั้ง ในวันเฉื่อยชาของชีวิต หากเปรียบชีวิตของจุงซูเป็นบุหรี่ก็คงเป็นบุหรี่ที่ถูกไฟจุดและดับรอการเป็นขี้เถ้า แต่แฮมีกลับเป็นเหมือนไฟที่จุดชีวิตของจุงซูขึ้นมาอีกครั้ง

เธอขอให้จุงซูงไปให้อาหารแมวที่ห้องของเธอ ระหว่างที่เธอไปเที่ยวแอฟริกา เธอพาจุงซูขึ้นห้อง พูดคุยเรื่องแมว ห้องของแฮมีเล็กและคับแคบอับแสง เปิดหน้าต่างไปเจอกับโซลทาวเวอร์ไกลๆ แสงเดียวที่จะเล็ดลอดเข้าห้องได้ คือแสงที่กระทบโซลทาวเวอร์และหักเหเข้าสู่ห้องบางๆ ก่อนพูดว่าจุงซูเคยบอกกับเธอตอนมัธยมว่าเธอน่าเกลียด จุงซูทำหน้างง เป็นวินาทีเดียวกับที่แฮมีรุกจูบใส่เขา จุงซูตอบกลับอย่างรุกรน นี่ทำให้เห็นว่า จุงซู ก็ปรารถนาความใคร่ในใจอยู่เหมือนกัน ภาษากายของจุงซูทำให้เห็นถึงความตื่นเต้น เคอะเขิน แต่ก็ยังเต็มไปด้วยใจที่ปรารถนา ก่อนจุงซูถึงจุดสุดยอด เขามองไปยังแสงที่เล็ดลอดเข้ามาในห้องบางๆ แสงบางเฉียบที่ต่อเติมผนังห้องให้แวววาว เป็นอัญมณีล้ำค่าท่ามกลางทะเลทรายอันเหือดแห้ง

วิจารณ์ Burning

ชีวิตของแฮมีมีที่ว่างให้ต่อเติมได้มากมาย สำหรับฐานะทางชนชั้นเธอคงไม่ต่างจากจุงซู เขาและเธอก็เป็นชาวชนบทในรุ่นที่ 2 ของปู่ย่ารุ่นเบบี้ บูมเบอร์ ซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี แต่คนรุ่นใหม่อย่างแฮมี และจุงซี เกิดมาในยุคที่เกาหลีพัฒนามาไกลมาก ทุกคนมุ่งหน้าสู่เมือง แข่งขันเรียนหนังสือ แต่สุดท้ายตลาดแรงงานก็ไม่เพียงพอกับพวกเขา จุงซูเรียนจบมหาลัยแต่กลับว่างงาน อยากเป็นนักเขียน แต่เหมือนว่าความปรารถนาขาดห้วงต่อเติมไม่เต็ม แฮมีจากสาวชนบทขี้เหร่ แต่งเติมศัลยกรรม อยากเป็นนักแสดง แต่เป็นได้เพียงสาวพีอาร์พาร์ทไทม์ หนทางไม่ก้าวหน้า ทั้งคู่มาพบเจอกันในช่วงเวลาพอดิบพอดี

แฮมีเหมือนมีความลับบางอย่างในชีวิตที่จุงซูเข้าไปไม่ถึง เธอเป็นหญิงสาวโหยหาและหิวโหย เธอบอกว่าความหิวมีสองแบบ แบบแรกคือหิวเพราะร่างกายจำเป็น แบบที่สองคือความหิวโหยเพราะปรารถนาความหมายของชีวิต ใช่เธอคงอยู่ในความหิวแบบที่สอง ไม่ว่าชีวิตเธอจะเคยพบอะไรมาก่อน แต่ความหิวโหยในการค้นหาความหมายของชีวิตคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตดูลึกลับ และแตกต่างกว่าจุงซู จุงซูคงเหมือนกลับวัยรุ่นเกาหลีใต้ทั่วๆไป ที่ไม่พบแรงปรารถนาของชีวิต ทริปแอฟริกาจึงเป็นทริปค้นหาความหมายของเธอ

วิจารณ์ภาพยนตร์ Burning มือเพลิง

การหายไปของแฮมีในทริปแอฟริกา จุงซูต้องแวบมาให้อาหารแมวที่หาตัวไม่เจอ และก็สำเร็จความใคร่ภายใต้แสงบางๆจากหน้าต่างที่หักเหมาจากโซลทาวเวอร์ โซลทาวเวอร์คือสัญลักษณ์ใจกลางของกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ ที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาชื่นชมความสวยงามของมัน แต่สำหรับห้องหับอันคับแคบของแฮมี โซลทาวเวอร์มีหน้าที่เพียงแค่หักเหแสงเพื่อให้ไออุ่นทางจิตใจ ภายใต้ตึกรามอาคารแออัดของกรุงโซล นอกจากนี้โซลทาวเวอร์ยังเป็นคำพ้องเสียง ของ Soul ที่แปลว่าจิตวิญญาณ แสงที่ส่งมาจากโซลทาวเวอร์จึงอาจมีค่าในจิตใจของแฮมี ที่ส่งต่อมาให้จุงซู ในยามที่แฮมีไม่อยู่การสำเร็จความใคร่ของเขาต่อแสงเหมือนครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาได้ร่วมรักกับแฮมีก็เป็นเหมือนสิ่งหล่อเลี้ยงให้ตัวเขายังมีแรงปรารถนาในจิตใจ พูดกันอีกแบบคือ มันทำให้ชีวิตอันสุดแสนน่าเบื่อและซ้ำซากของจุงซู มีค่ามากกว่านั้น แฮมีจึงไม่ใช่เพียงเป็นหญิงสาวลึกลับของจุงซู แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ทางด้านจิตวิญญาณที่จุงซูไม่เคยได้พบ

แต่โลกของจุงซูก็พลิกผันไป เมื่อแฮมีกลับมาจากทริปแอฟริกากับ เบน ชายหนุ่ม มาดดี หล่อเหลาเอาการ ขับรถปอร์เช่ ที่แตกต่างจากจุงซูในทุกอนันตนากาล นี่คือการะปะทะกันอย่างแรง ของรักสามเส้า แต่ที่มันไปไกลกว่านั้น มันเป็นความรักสามเส้าที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน มันเป็นความเหลื่อมล้ำกันอย่างหาที่สุดจะเอื้อนเอ่ย เหมือนช่วงเวลาที่ประเทศเกาหลีใต้กำลังพัฒนาหลังจากสงครามเกาหลี เบนเป็นเหมือนช่วงเวลาที่เกาหลีใต้ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่เหนือทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในแบบที่ไม่อายตะวันตก แต่ขณะเดียวกัน จุงซูและแฮมี คือคนที่ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อไปอยู่ตรงจุดนั้นบ้าง แต่ก็ไม่มีวันที่ทั้งสองจะไปได้ แฮมีอาจจะมีโอกาส สถานะของผู้หญิงเกาหลีใต้ อาจสามารถเพิ่มต้นทุนทางหน้าตาเพื่อทำตนให้ได้ประโยชน์เพื่อแข่งขันให้ได้ในตลาดชนชั้น เพื่อไต่เต้าไปอยู่จุดสูงสุด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงจะบอกว่าแฮมีจะจับเบนเพื่อเอาตัวรอดในตลาดแรงงานที่ตัวเองเสียประโยชน์ เพราะอย่างที่เห็น แฮมีมีชีวิตที่มีความขัดแย้งในใจ ซึ่งนี่อาจเป็นไปได้ว่าเธอก็กำลังดื้นรนภายในจิตใจที่กำหนดและนิยามตัวเองอย่างสุดกำลังว่าความหมายของชีวิตเธอคือแบบไหน เส้นแขตแดนขอบฟ้าสุดขอบโลกของแอฟริกาที่แฮมีได้สัมผัสกับตา ได้เติมเต็มคุณค่าความหมายของเธอแล้วหรือยัง ? หรือสุดท้ายมันก็ยังไม่สามารถตอบสนองความรู้สึกหิวโหยจิตวิญญาณได้เพียงพอ

วิจารณ์ Burning

ส่วนจุงซูนั้น คงได้บรรลุกับความจริงในตอนที่เขาหยิบกระเป๋าเดินทางส่งให้เบนเพื่อให้เบนไปส่งแฮมีที่ห้องของเธอ โดยตัวเขาจะปลีกตัวกลับเมืองพาจู รถปอร์เช่ของเบน กับรถกระบะเล็กๆเก่าๆ เป็นสัญลักษณ์ความแตกต่างอันสุดกู่ สายตาของแฮมีมองจุงซูหลายครั้ง อาจเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมจุงซูถึงเลือกให้เบนไปส่งเธอ จุงซูก็คงเป็นเพียงชายหนุ่มขี้ขลาดตาขาวเข้าใจสภาะการดำรงอยู่ของสังคม และความแตกต่างทางชนชั้น ระหว่างเขาและเบน เขาเลือกขับรถกลับบ้านเกิดไปอย่างถ่อมตน ปล่อยให้แฮมีและเบน ได้อยู่ด้วยกันสองคนหลังจากนั้น จุงซูกลับบ้านเลี้ยงวัว ฟังเสียงโพรพากันด้าเกาหลีเนือ แต่เขาก็ถูกโลกของเบนและแฮมี ดึงเขาไปอีกครา ไม่ว่าจะเป็นการได้พบกับอพาร์ทเม้นของเบน ในใจกลางกังนัมสไตล์ หนุ่มโอ้ปป้า ที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร แต่มีชีวิต หรูหรา ไฮโซ นี่เป็นความลึกลับของจุงซูอีกแบบ ความไม่เข้าใจในโลกที่ทำให้เขากังขาต่อชีวิตตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเบนและแฮมีก็ได้ขับรถมาหาเขาที่พาจู มาสังสรรค์ กินไวน์ พี้กัญชา ท่ามกลางแสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าสวยสดงดงาม เพลงบรรเลงดนตรีแจ๊สของไมส์ เดวิด แฮมีลุกขึ้นมาเริงระบำเปลือยอก นับได้ว่าเป็นฉากมาสเตอร์พีชในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะในแง่สุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ หรือจะในเชิงความหมาย เพราะมันทำให้เห็นจิตใจที่อ่อนโหยโรยแรงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังหิวโหยจิตวิญญาณ การขยับเต้นไปเหมือนดั่งเช่นคนป่าเต้นไหว้ธรรมชาติ เหมือนว่าร่างกายออกแรงอัตโนมัติ แต่น้ำตากลับไหลรินออกมา เหมือนความอึดอัดภายในได้พรั่งพรู ความรู้สึกอันไม่อาจบรรยายได้ เสียงวัวร้อง และเสียงโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลียังคงดำเนินต่อไป ความรู้สึกเหมือนคนกำลังใกล้ตายที่ขอความช่วยเหลือ แต่เป็นความตายของจิตวิญญาณ แฮมีจึงเหมือนเป็นตัวแทนวิญญาณที่แหลกสลายของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่ถูกสังคมคาดหวัง ความร้าวราน การแบ่งเขตแดนและความตึงเครียดของพรมแดนเกาหลี ความแตกต่างเหลื่อมล้ำในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ การเปล่าเปลี่ยวทางจิตวิญญาณ และสิ่งสำคัญการเป็นหญิงสาวในโลกที่ผู้ชายยังครองความเป็นใหญ่

วิจารณ์ภาพยนตร์ Burning มือเพลิง

หลังจากนั้นบทสนทนาระหว่างเบนและจุงซู แสนขึงขังจึงได้เริ่มขึ้น เรื่องของการละเล่นของเบน ที่มีงานอดิเรกเผาเรือนเพาะชำ และตอนนี้เขากำลังวางแผนเผาใกล้ๆ บ้านของจุงซู ใกล้ๆ มาก เบนได้เน้นย้ำกับจุงซู

อย่างไรก็ตามการมีอยู่ของเบนในหนังเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความต่างระหว่างชนชั้นแล้ว จุงซูยังทำให้ตัวเองรู้สึกต้อยต่ำเมื่อเทียบตัวเขากับฐานะของเบน นี่เป็นเหตุผลที่เขาไม่แสดงความรู้สึกที่มีในใจของตัวเองให้แฮมีรู้ แต่เผลอพลาดบอกความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อแฮมีให้กับเบนรู้ และสิ่งที่ได้รับกับมาคือเสียงหัวเราะขำขันจากเบน

วิจารณ์ภาพยนตร์ Burning มือเพลิง

หลังจากคืนนั้นแฮมี และเบน ก็ได้จากไป ส่วนแฮมีนั้นได้หายสาญสูญอย่างหาไม่พบ ส่วนเขาก็เฝ้าค้นหาเรือนเพาะชำทั้งหมดในเมืองแต่ก็ไม่พบ เขาร้อนรนกับการตามหาเรือนเพาะชำ เทียบเท่ากับการตามหาแฮมี สิ่งหนึ่งที่เขาเข้าใจ คือ การเผาเรือนเพาะชำนั่นแสนง่าย เขาได้ทดลองเอาไฟจุดเผลอแป๊บเดียวมันก็อาจโหมลุกได้ การหายไปของแฮมีจึงทำให้ไฟในใจของเขายิ่งโหมลุก ความคั่งแค้นในใจของจุงซูค่อยๆถาโถมเพิ่มทวี เขาเริ่มติดตามเบนเพื่อหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแฮมี เบนดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับการหายไปแฮมีเท่าไหร่ แถมยังพูดสอนให้จุงซูรู้จักการปล่อยวาง และสนุกกับชีวิตให้มากขึ้น จนเขาเริ่มเห็นหลักฐานบางอย่างที่เบนเชื่อมโยงกับการหายไปของแฮมี และพยายามค้นหาหลักฐานมากมายเพื่อยืนยันว่าคำพูดของแฮมีเป็นคำพูดสัตย์จริง ไม่ว่าจะเป็นการที่บอกว่าเขาเคยช่วยเหลือเธอจากการตกบ่อน้ำสมัยเด็กๆ หรือความจริงเรื่องแมว จนทำให้จุงซูมั่นใจว่า เบน คือตัวการสำคัญ จนนำไปสู่โศกนาฎกรรมสำคัญ ที่แผดเผาและร้อนรุ่มดั่งไฟ

เบนจึงไม่ต่างจากกลจักรสำคัญที่ปลุกเชื้อเพลิงอันสงบนิ่งอย่างจุงซูให้ระเบิดและทำลายล้างได้อย่างพลิกผัน นี่คือความอัดอั้นขั้นรุนแรงของจุงซูที่ได้ระเบิดใส่เบน และเปลี่ยนขั้วตัวเองจากคนนิ่งเมยเฉยชา กลายเป็นคนที่ถูกกระตุ้นเพื่อรอจังหวะทำลาย สำหรับเบนแล้วการเผานั้นคือการละเล่น การเผานั้นยังป็นการอุปมาถึงความร้อนรุ่มดั่งเพลิงใจ การละเล่น หลอกล่อ การเผาเรือนเพาะชำของเบน จึงอุปมาเหมือนการเผาเรือนเพาะชำในใจของจุงซูนั่นคือแฮมี แฮมีจึงเป็นสัญลักษณ์ของเรือนเพาะจำที่ถูกทิ้งร้าง เบนบอกจุงซูว่าได้เผาเรือนเพาะชำไปแล้ว และเมื่อจุงซูได้ค้นหาเรือนเพาะชำที่แผดเผากลับไม่พบ ในเวลาเดียวกันแฮมีได้หายไป เขาจึงเริ่มเชื่อมโยงเข้าหากันได้ว่า การหายไปของแฮมีคือการกระตุ้นให้เกิดไฟเพลิงในใจของเขา และพร้อมทำลายล้างเบนผู้ที่เป็นคนกระตุ้นให้จุงซูรู้จักในด้านทำลายล้างที่เก็บงำเอาไว้

วิจารณ์ภาพยนตร์ Burning มือเพลิง

ความต่างขั้วระหว่างเบนและจุงซู คือสิ่งที่เป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้คนสองแบบไม่สามารถยอมรับกับคนอีกแบบได้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในชนชั้นแบบจุงซู ซึ่งเหมือนผู้แพ้ในเชิงเศรษฐกิจ ในโลกระบบทุนนิยมนั้น การอยู่ในชนชั้นแบบเบนได้นับได้ว่าเป็นปรารถนาในใจของคนทุกคน การใช้ชีวิตอย่างเซ็กซี่ เปิดเพลงคลาสสิกคลอไประหว่างทำอาหาร ในอพาร์ทเม้นสุดหรู เลือกผู้หญิงที่ต้องการ วางหลักศีลธรรมของตัวเองขึ้นมาได้อย่างสบายอกสบายใจ เพราะรู้เงื่อนไขเป็นไปของโลกและสังคม สังคมที่คนแบบเขานับได้เป็นพระเจ้าแห่งโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ขณะเดียวกันคนแบบจุงซู ก็เป็นอีกขั้วหนึ่งของเขา จุงซู คือคนในโลกแบบเก่า โลกของเกาหลีใต้ที่พยายามพัฒนาจากเศรษฐกิจแห่งชาติ หลุดออกจากวิถีชนบทจากบรรพบุรุษ อาศัยในเมืองแข่งขันในระบบการศึกษา และหวังว่าโชคชะตาจะได้เป็นคนแบบเบน แต่ในความจริงอันโหดร้าย หลุมพรางขนาดใหญ่ที่กั้นขวางระหว่างคนสองชนชั้น คือจุงซู ไม่อาจเป็นแบบเบนได้ ขณะเดียวกันเขากลับต้องกลับไปสู่บ้านชนบท พื้นที่ทิ้งร้าง พ่อติดคดี เป็นความจนตรอกของตัวเองที่กลับมา เพราะเขาไม่สามารถเอาชนะและประสบความสำเร็จได้ อยากเป็นนักเขียนแต่กลับไร้แรงบันดาลใจ

ส่วนแฮมีนั้นคือคนแบบจุงซู ที่เต็มไปด้วยการค้นหาความหมายของชีวิต ดูผิวเผินเธออาจจะเหมือนชีวิตผู้หญิงสมัยใหม่ทั่วไปที่สังคมคาดหวัง การเสริมแต่งศัลยกรรมคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เป็นต้นทุนในชีวิตของเธอ แต่สิ่งนั้นก็กลับไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นคนที่อยากจะเป็น ถึงแม้ว่าหนังจะไม่ได้เปิดเผยปูมหลังของแฮมีมากนัก แต่เราก็รับรู้ความบาดเจ็บในใจของเธอได้ เธอมีหนี้บัตรเครดิตไม่ต่างจากคนสมัยนี้ แต่อีกด้านหนึ่งของเธอคือการค้นหาความหมายในชีวิต การเดินทางไปสุดขอบโลกแอฟริกา ก็ไม่อาจเติมเต็มความหิวโหยทางวิญญาณได้ ถึงแม้ว่าหนังจะคลุมเครือว่าเธอถูกทำให้หายไปหรือเธอหายไปเองด้วยความปรารถนาที่ต้องการหายไป พรสวรรค์ของเธอสามารถทำให้สิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นมีจริงได้ด้วยละครใบ้ แท้จริงแล้วตัวตนของเธอในเวลาที่เห็นอยู่ก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่มีจริงก็ได้ ไม่มีจริงในแง่ของความถูกหลงลืม ความไม่ใช่คนสำคัญ ความเปล่าเปลี่ยวไร้ค่า คล้ายกับเรือนเพาะชำที่ถูกทิ้งร้างและรอการเผาไหม้ แต่จุงซูกลับเห็นเธอ และเห็นความสำคัญของเธอ ในยามที่เธอหายไป แต่มันความสำคัญรูปแบบไหนยากจะอธิบาย จุงซูยังคงสำเร็จความใคร่ในห้องของแฮมี ยังคิดว่าแฮมีมีอยู่ในความทรงจำ ขณะที่เธอได้หายไปแล้ว เขายังคงตามหาเธอจากเบนอยู่ เขาติดตามเบนไปทุกที่ จนถึงที่สุดจะอดจะทนเขาก็เพิ่มแรงแค้นภายในใจและทำลายเบนลง ด้วยไฟที่เบนสอนให้จุงซูรู้จัก รู้จักการเผา รู้จักถึงการปลดปล่อยแรงแค้น แท้ที่จริงแล้วจุงซูอาจจะมีเชื้อเพลิงอยู่แล้วก็เป็นได้ จุงซูเต็มไปด้วยความคับแค้นตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเกลียดพ่อที่ทำให้แม่ทิ้งไป พ่อให้เผาเสื้อผ้าของแม่ ไฟที่แผดเผามันมีอยู่ในใจของจุงซู ไฟนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในมนุษยชาติ

วิจารณ์ Burning

นักปราชญ์กรีกเฮราคลิตุส กล่าวว่าปฐมธาตุของโลกและมนุษย์นั้นคือไฟ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแปรสภาพ ไฟจึงเป็นธาตุที่ไม่เคยอยู่นิ่งมันทำให้สิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นคนทุกคนจึงมีไฟที่พร้อมแผดเผาล้างผลาญอยู่ในตัวเองเป็นสากล จุงซูมีไฟแค้นที่ได้รับแรงกระตุ้นจากพ่อในวัยเยาว์ก่อนที่จะได้รับไฟปราราถนาจากแฮมีให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายจุงซูใช้ไฟแค้นนั้นทำลายเบน ซึ่งนอกจากไฟจะเปลี่ยนเขาจากอีกคนเป็นอีกคนแล้ว ไฟยังคือความขัดแย้ง การปะทะของชนชั้นตั้งแต่สมัยก่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกสิ่งนั้นก็อุปมาได้ถึงไฟเผาผลาญ การตกอยู่ในข้อเสียเปรียบทางด้านชนชั้นของจุงซู การได้ใช้ไฟในตอนจบของหนังก็เป็นการชนะครั้งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งอื่น ไฟจึงสำคัญต่อหนังทั้งเรื่อง เพราะมันเป็นทั้งแรงผลักดันในเชิงที่สร้างสรรค์และการทำลาย เป็นปฐมธาตุเดียวที่ทั้งรุนแรงร้าวราน

หนังทั้งเรื่องคือการทำให้เห็นถึงแรงโกรธแค้น แรงอัดอั้น ของคนในเจเนอเรชั่นปัจจุบันของเกาหลีใต้ ที่มีความแตกต่างทางชนชั้น รักสามเส้าที่มีชนชั้นกั้นกลาง แรงระเบิดต่อการวางรากฐานพัฒนา แรงโกรธต่อสังคม การไม่สามารถเป็นอีกแบบได้ การทำลาย การมอดไหม้ จุงซูคือคนไร้แรงปรารถนาที่ถูกไฟแค้นเล่นงาน เบนคือคนที่เล่นกับไฟ ส่วนแฮมีคือคนที่ใช้อุปมาของการแปรสภาพของสิ่งที่ไม่มีเป็นสิ่งที่มี (ละครใบ้) และเปลี่ยนสิ่งที่มีให้เป็นสิ่งที่ไม่มี ตัวเธออาจเปลี่ยกลายเป็นกลุ่มควัน (ตามตัวอักษรคือเป็นเหยื่อหรือหายไปเองในเชิงอุปมา) และตัวเธอยังเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาระหว่างเบนและจุงซูเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟเผาผลาญกันและกัน

ทั้งหมดนี้คือเรื่อราวรักสามเส้าของชายหญิงหนุ่มสาวของคนสามคนที่เต็มไปด้วยบริทสังคมของเกาหลีใต้ที่คุกรุ่น ความอัดอั้นคับแค้นโกรธสังคมที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ มันเป็นเรื่องของยุคสมัยแห่งความเผาไหม้ในจิตใจ ความสิ้นหวังร้าวราน ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ความไร้ตัวตน  ความโกรธขึงสภาพที่เป็นอยู่ ไฟจึงคือสิ่งล้ำค่าที่จะทำให้ทุกสภาพแปรเปลี่ยนไปอย่างกลับคืนอีกไม่ได้อีกต่อไป มันคือธาตุเดียวที่ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย สงบนิ่งรอวันเผาผลาญดั่งจุลเพลิง

วิจารณ์ภาพยนตร์ Burning มือเพลิง

วิจารณ์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ The Handmaiden

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ