คำว่าการถ่ายภาพตรงตัวหมายถึง ‘การบันทึกการเคลื่อนไหว’ ผู้กำกับเชื่อใจในคนถ่ายภาพที่คอยจัดการอารมณ์และความโดยนัยของช็อตนั้นๆ

สำหรับตัวอย่าง คุณอาจไม่คิดว่า มีหลายวิธีในหนังที่ให้คนหนึ่งคนเดินลงไปยังทางเดินได้ เช่น ถ้าหากว่าทางเดินนั้นมีแสงไฟที่เสื่อมโทรมล่ะ ? หากนักแสดงอยู่ในเงามืดล่ะ?  หรือหากเขาเดินไปอย่างสโลว์โมชั่นล่ะ?

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ ในแสงหรือเลนซ์สามารถสร้างสิ่งใหม่หรือเปลี่ยนความหมายทั้งหมดในซีนนั้นๆเลยก็ได้ ดังนั้นลิสนี้มีเป้าหมายให้คุณมีพื้นฐานที่ดีในเทคนิคการถ่ายภาพที่หนังใช้กันบ้างไม่มากก็น้อย


1. The Cabinet of Dr. Caligari (1920)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : แสง

The Cabinet of Dr. Caligari ถ่ายทำด้วยแสงระดับต่ำ(low level) ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ การเล่นกับแสงช่วยทำให้เกิดเงาได้อย่างน่าสนใจ การถ่ายภาพอาจดูสุดขั้วไปบ้าง แต่ก็เป็นตัวอย่างสมบูรณ์ของการนำเสนอความมืดและเงาที่ช่วยขับเน้นปีศาจร้าย  รวมถึงการจัดแสงที่ขับเน้นความดี

มากไปกว่านี้การจัดแสงที่บิดเบี้ยวขรุขระช่วยขับเน้นความวิกลจริตภายในตัวหนัง ตัวละครเสมือนตกอยู่ในคืนฝันร้าย อีกส่วนที่น่าสนใจ คือ มันเป็นหนังเยอรมันเอ็กเพรชชั่นนิสต์ อีกทั้ง Dr. Caligari ยังถ่ายทำช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในไวมาร์ เยอรมัน ถึแม้เงาอาจมีประสิทธิภาพแต่ก็ถ่ายทำด้วยงบประมาณอันแสนถูกอีกด้วย

 

2. The Bicycle Thieves (1948)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : โฟกัสภาพ,การเคลื่อนกล้อง

หลังจากสิ้นยุคเผด็จการ เบนิโต มุสโสลินี อิตาลีเป็นประเทศที่ตกต่ำย่ำแย่มาก ผู้กำกับ วิคตอร์ริโอ เด ซิก้า ต้องการจับภาพมากกว่าสถานการณ์เลวร้ายของตัวละคร แต่เขาต้องการจับภาพความเลวร้ายของทั้งประเทศ เขาทำอย่างน่าประหลาดใจโดยการใช้ช็อตภาพนิ่ง(static shot) ถ่ายวนเวียนอยู่กับอาคารที่ทรุดโทรมและผู้คนที่สิ้นหวัง

คนถ่ายภาพ คาร์โล มอนตูโอริ ใช้ภาพชัดลึกบันทึกสภาพแวดล้อม เพื่อทำให้มั่นใจว่าทุกสิ่งในเฟรมภาพกระจ่างชัด หลายครั้งพวกเขานำเสนอด้วยภาพที่น่าตื่นตะลึง แต่ไม่สามารถหลุดรอดไปจากความสกปรกมอซอและความยากจนของกรุงโรมได้ เช่นเดียวกันกับตัวละครของเรื่องนั่นเอง

3. The Searchers (1956)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : อัตราส่วนภาพ, สี

ยุค 1950 เป็นปีทองของโทรทัศน์ ทุกครอบครัวในอเมริกาต้องมีจับจองกันคนละหนึ่งเครื่อง แล้วทำไมถึงก่อปัญหาให้ภาพยนตร์ล่ะ? มันเป็นคำถามที่ผู้กำกับหนังจำเป็นต้องตอบ โดย The Searchers เป็นตัวอย่างที่น่าประทับใจของหนังที่ช่วยปรนเปรอประสบการณ์ของผู้ชมที่หาไม่ได้ถ้ายังอุดอู้อยู่ในห้องนั่งเล่น The Searchers ใช้ระบบสีแบบเทคนิคัลเลอร์ (technicolor) ที่สวยงาม มันยิ่งใหญ่และเป็นสีสันที่มีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด

จอห์น ฟอร์ด และคนถ่ายภาพ วิสตัน ซี ฮอร์ช รุดหน้าเพิ่มเติมด้วยการถ่ายทำในระบบไวล์ดสกรีนที่คมชัดสูง เรียกว่า วิสต้า วิชั่น (Vista Vision) ส่งผลให้ภาพ The Searchers ใหญ่โตมโหฬารมาก และหากผู้ชมต้องการอรรถรสครบสมบูรณ์ควรชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

4. Barry Lyndon (1975)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : แสง, เอฟเฟคท์ของเลนซ์

สแตนลี่ย์ คูบริก ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าซีนในหนังเรื่อง Barry Lyndon จะใช้แสงธรรมชาติแน่นอน เขาจึงหาเลนซ์กล้องขนาดยาวที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยองค์กรนาซ่ามาใช้ โดยซีนโด่งดังของเขาในหนัง คือซีนที่คูบริกถ่ายฉากกลางคืนในอาคารโดยใช้เพียงแสงจากเทียนไขเท่านั้น

ขณะที่เขาจัดแสง ช่างภาพ จอห์น อัลคอท เตรียมเลนซ์ขนาดยาวเพื่อทำให้แน่ใจว่าแสงดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่เป็นได้โดยใช้ฟิลเตอร์กรองแสงเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตามการใช้แสงธรรมชาติ(หรือธรรมชาติดูเหมือนแสง) เป็นวิธีที่ดีที่ทำให้หนังดูเรียลลิสติกมากที่สุด มิหนำซ้ำการสร้างสรรค์อย่างสุดกู่ ของอัลคอทและคูบริก  ในการลอกเลียนแบบภาพวาดในศตวรรษที่ 18 ทำได้สวยงามอย่างน่าพอใจเลยทีเดียว

5. Hard Boiled (1992)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ :ความยาวของช็อต และ การเคลื่อนกล้อง

ลองเทคตามหลักแล้วถูกใช้สำหรับการไม่ประดิษฐ์ซีนมากเพื่อทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดย จอห์น วู ใช้ลองเทคเพื่อทำให้เกิดฉากแอคชั่นสุดล้างผลาญ Hard Boiled   หนังแอคชั่นสมัยใหม่มักจะตัดต่อมากๆและทำให้ฉากแอคชั่นเกิดความรู้สึกปลอมขึ้นเพื่อหลั่งสารอดรีนาลีนออกมา แต่ทั้งนี้คนถ่ายภาพ หวาง หวิง-เฮง (Wang Wing-Heng) กลับทำในสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน

โดยการใช้เทคยาว 3 นาที ไม่มีขัดขวางไปจนจบซีน เขายกระดับโดยทำให้นักวิจารณ์ประทับใจกับสิ่งที่ดูยุ่งเหยิ่งได้อย่างเหมือนจริง การจุดดอกไม้ไฟ นักแสงถูกกระหน่ำตี เกิดให้ผู้ชมตาลุกโพลนกับฉากแอคชั่นที่แวววาวตลอดเวลา

6. Pulp Fiction (1994)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : การวางกล้อง

Pulp Fiction ถูกเล่าจากมุมมองแต่ละตัวละครที่หลากหลาย โดยใช้การเล่าเรื่องไม่ตามลำดับเวลา เพื่อให้ผู้ชมได้ปะติดปะต่อเรื่องราวกันเอาเอง เควนติน ตารันติโน่ เล่าเรื่องราวโดยการถ่ายทำที่เป็นธรรมเนียมแบบคลาสสิค นั่นคือทั้งหมดทุกซีนใช้กล้องเพียงตัวเดียว และส่วนมากก็ใช้ช็อตระดับกลางหรือใกล้ – ไม่เคยให้ผู้ชมต้องห่างไกลจากตัวละครในซีนนั้นๆ

โดยปรกติผู้ชมจะเห็นมุมของกล้อง โดยเฉพาะซีนที่มีบทสนทนา  พวกเราจะเห็นการสนทนาดำเนินไปโดยใช้เทคนิคการถ่ายกลับไปมา(reverse shot)แบบคลาสสิคซึ่งสลับมุมมองระหว่างตัวละครที่สนทนากันอยู่ เป็นผลให้แม้เรื่องราวจะซับซ้อนแต่เราก็ยังเชื่อมต่อเข้ากับเรื่องเล่าของตัวละครได้เสมอ

7. Saving Private Ryan (1998)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : สี และการเคลื่อนกล้อง

สีแดงเหมือนเลือดเป็นสีที่น่าเกลียดน่ากลัว หากมันถูกฉายอย่างอิสระอยู่บนจอภาพยนตร์ มันสามารถทำให้ภาพกลายเป็นสิ่งที่น่าคลื่นเหียนได้ แน่นอนว่า Saving Private Ryan มีเลือดมากมาย อย่างไรก็ตามสีทั้งหมดถูกทำให้เจือจางลง ลดความสว่างและเพิ่มสีฟ้าอ่อนเข้าไปในภาพ เป็นผลให้เลือดที่ไหลรินน่าดูมากขึ้น ขณะในเวลาเดียวกันทำให้ภาพยนตร์ดูเหมือนหนังข่าวเก่าๆ (ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2)

ซีเคว้นส์แอคชั่นถูกถ่ายด้วยวิธีการแบบกล้องแฮนด์เฮลด์ ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงความรู้สึกมุดน้ำเพื่อหลบห่ากระสุน ฉากชายหาดถูกสร้างขึ้นมาเหมือนเป็นที่หลบหนีออกจากเฟรมภาพได้ ยิ่งทำให้อารมณ์ความบาดเจ็บและสับสนเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยทำให้ถ่ายเทความรู้สึกการหลั่งสารอดรีนาลีนไปสู่ผู้ชมได้

8. Gosford Park (2001)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : การเคลื่อนกล้อง, แสง, โฟกัส

แต่ละซีนใน Gosford Park ถ่ายโดยใช้กล้อง 2 ตัว พร้อมๆกัน ที่พิเศษกว่านั้น ในแต่ละซีนกล้องจะเคลื่อนไหวอยู่เสมอ(แม้ว่าจะเคลื่อนนิดหน่อยก็ตาม) เกือบทุกสิ่งในเฟรมรักษาโฟกัสเสมอ และซีนภายในใช้แสงนุ่มนวลตลอด นี่ทำให้นักแสดงเล่นอย่างอิสระ และซีนทั้งหมดไม่ถูกขัดจังหวะเพื่อต้องจัดตำแหน่งใหม่หรือจัดแสงใหม่ในแต่ละฉาก

นักวิจารณ์ส่วนมากยกย่องสรรเสริญคุณภาพของการถ่ายภาพของ แอนดรูว์ ดันน์ การจัดเตรียมยกระดับได้อย่างมั่นคงซึ่งสำคัญต่อการปฎิสัมพันธ์กับตัวละครภายในภาพยนตร์

9. Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : การเคลื่อนกล้อง

ต้องผิดพลาดแน่ๆเพราะ Eternal Sunshine of the Spotless Mind ควรใช้เงินทุนทางเทคนิคพิเศษคอมพิวเตอร์มากมาย แต่มิเชล กอนดี้ กลับคิดเล็ก และใช้พื้นห้องแบบมีรูและเครื่องแต่งกายแบบเร่งรีบเท่านั้นเพื่อนำเสนอให้เห็นจิตไร้สำนึกที่แกว่งไปแกว่งมาของ โจเอล

มากไปกว่านั้น เขาบันทึกภาพการเล่าเรื่องโดยใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ที่ให้ภาพประสบการณ์ไม่จริงอย่างชัดเจนแต่กลับทำให้คล้ายกับหนังสารคดีที่ยืนอยู่บนฐานแห่งความเป็นจริง ทำไม? ที่เขาทำให้จิตนาการบิดเบือนผิดรูป เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกจริงต่อภาพความทรงจำหรือภาพในจินตนาการ เป็นผลให้หนังของกอนดรี้ ไม่เพียงรู้สึกเรียลลิสติกเท่านั้น  แตถึงขั้นโหยหวนภาพความทรงจำกันเลยทีเดียว

10. The Bourne Supremacy (2004)

 

สอนคุณเกี่ยวกับ : ความยาวของช็อต, การเคลื่อนกล้อง

คนถ่ายภาพของ The Bourne Supremacy พยายามผูกมัดผู้ชมและนักวิจารณ์ให้เป็นเงื่อนปม บางคนรัก บางคนเกลียด ไม่ว่าทางไหน มันมีอิทธิพลอย่างมากต่อหนัง The Dark Knight และ Quantum of Solace

The Bourne Supremacy มีความแตกต่าง เพราะหนังโดยทั่วไปจะใช้วิธีการแพนหรือซูมในซีน ต่อมาหลังจากนั้นเมื่อกล้องหยุดลงคุณจะเห็นการตัดต่อในช็อตต่อมา

แต่ไม่ใช่กับ The Bourne Supremacy หนังมักจะตัดต่อตรงกลางของการเคลื่อนกล้อง เป็นผลให้ผู้ชมเกิดความงุงงงสับสน อีกทั้งในระหว่างการตัดต่ออาจจะแยกห่างกันกับคนถ่ายภาพไปเลย โดยความยาวของช็อตมักจะสำคัญต่อการสื่อสารความหมายของคนถ่าย

ผู้กำกับภาพ โอลิเวอร์ วู้ด สร้างสรรค์หนังด้วยฉากแอคชั่นให้ความรู้สึกกระตุกอย่างรุนแรง และยังให้ความรู้สึกอลหม่านเป็นผลให้ผู้ชมตื่นเต้นระหว่างการรับชอบตลอดเวลา

ที่มา : Taste of cinema

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ