Brokeback-Mountain

ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคเสรีภาพทางตัวตนเบ่งบานมาก และกระแสโลกก็ต่างยอมรับความหลากหลายทางเพศ ซึ่งมีมากกว่า 2 เพศขึ้นไป ต่างจากที่ผู้มีอำนาจยุคโบราณพยายามจำกัดไว้ให้มีเพศชายและหญิงเท่านั้น เพื่อผลประโยชน์ทางด้านศาสนา ด้านการดำรงเผ่าพันธุ์ ฯลฯ

แต่ในยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ที่ทุกคนมีเสรีภาพในการค้นหาตัวตน ซึ่งเป็นสิทธิในการกำหนดเพศให้ตนเองที่ทุกคนพึงมี ทำให้เกิดเพศอันหลากหลาย จนเกิดเป็นกลุ่มสังคม LGBT ที่ยิ่งใหญ่มากทั่วโลก โดยกลุ่มเพศอันหลากหลายนี้ ก็พยายามจะสร้างข้อเรียกร้องให้กับสังคม เพื่อให้มองพวกเขา/เธอ ด้วยฐานะเท่าเทียมกัน เป็นประชากรที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนที่มนุษย์หนึ่งคนควรมี ซึ่งเป็นไปตามหลักการณ์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทั่วไปในโลกประชาธิปไตย

ดังนั้นถ้ามองตามหลักพื้นฐานความเป็นมนุษย์แล้ว การที่เกิดกลุ่ม LGBT มากขึ้นทุกวันนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างไร แต่เป็นไปตามวิวัฒนาการสังคม โดยเฉพาะเมื่อยุคนี้สิทธิและเสรีภาพทางตัวตนเป็นสิ่งที่เราเลือกเองได้ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจเป็นคนบีบบังคับหรือจองจำเราเอาไว้

แม้จะมีข้อขัดแย้งอยู่เนืองๆเรื่องความเป็นเพศสภาพที่ลื่นไหล จนเกิดกลุ่มต่อต้านจากผู้เคร่งศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์ หรืออิสลาม ฯลฯ ที่มองว่าสิ่งเหล่านี้จัดว่าเป็นบาปในทางศาสนา จนทำให้มีกฎหมายที่พยายามจะลงโทษกลุ่มคนเหล่านี้ หรือยังมองข้อบังคับทางศาสนาใหญ่กว่า ความเท่าเทียม หรือเสรีภาพในการเลือกของบุคคล จนทำให้ลดค่ามนุษย์ลง มิหนำซ้ำยังเป็นการไม่ให้เกียรติหลักพื้นฐานคุณค่าความเป็นมนุษย์อีกด้วย

นอกจากยังมีเรื่องของยุคสมัยที่แตกต่างและเปลี่ยนไป โดยเฉพาะยุคนี้ซึ่งเป็นยุคดิจิทัล กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกรวดเร็วว่องไว จนทำให้ทุกคนเกิดการปรับตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยกระแสการเรียกร้องเรื่องเพศจากกลุ่ม LGBT ซึ่งเป็นสิทธิชอบธรรมที่ทุกคนเริ่มเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นไปด้วยกันได้กับสังคมปัจจุบัน หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดี การกีดกันทางเพศเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และถูกต่อต้าน การยอมรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศไหนเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ แคมเปญต่างๆ หรือกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBT เริ่มถูกปรับแก้และทุกคนในโลกต่างรับรู้พร้อมกันและร่วมเฉลิมฉลอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลกใบนี้ก็รับทราบข่าวอันเดียวกัน

แต่แน่นอนการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในเวลานี้ ก็ใช่ว่า ทุกคนที่เคยอยู่ในโลกที่ยึดถือศาสนาหรือสังคมในยุคก่อนหน้าเป็นใหญ่ จะปรับตัวตามได้ทัน โดยเฉพาะคนรุ่นก่อนหน้าที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ยังถูกปลูกฝังว่าการเป็นเกย์เป็นบาป หรือผู้ชายต้องแต่งงานกับผู้หญิงเท่านั้น ทำให้มันเกิดรอยเปลี่ยนผ่านที่รุนแรง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีพ่อแม่เคร่งครัดทางศาสนา หรือนิยมประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษเป็นเกณฑ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้รุ่นลูกที่ค้นพบตัวเองว่า ไม่ใช่เป็นเพศชายหญิงตามกฎเกณฑ์ของครอบครัวเริ่มหวาดหวั่น เกิดเป็นความเครียดภายในใจ กลัวว่าพ่อแม่จะรับเพศสภาพของตัวเองไม่ได้ จนเกิดเป็นความเกลียดชังตัวเอง จนอาจทำให้เกิดโศกนาฎกรรมตามมาได้

บางกรณีเกิดขึ้นกับลูกที่ไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์ จึงเกิดเป็นความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นโรคจิตที่ถูกสังคมบีบคั้นพวกเขาให้เป็น

หรือมีแม้กระทั่ง “คนที่เกลียดชังพวกรักเพศเดียวกัน” เพราะด้วยความเคร่งครัดในศาสนา หรือเคร่งครัดในกฎระเบียบสังคม จากครอบครัวที่ตัวเองเติบโตมาก็ตาม ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความน่ากลัว ที่จะสามารถก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังขึ้นมาได้ เหมือนที่ในประเทศอเมริกาเกิดบ่อยครั้ง ดังนั้นการก่ออาชญากรรมไล่ยิงคนเป็นโศกนาฎกรรมจึงสามารถเกิดขึ้นได้จากความเกลียดชังจากการเกลียดคนรักเพศเดียวกันซึ่งนั่นเท่ากับไม่ยอมรับสิทธิของผู้อื่น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้สังคมยังไม่สามารถยอมรับเรื่องสังคม LGBT แบบ 100% ได้ เพราะรากฐานสังคม จากศาสนา หรือจากผู้ใหญ่ก็ตาม แต่ถ้าเรายึดมั่นหลักการที่ว่า “ทุกคนเกิดมาสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะเป็นเพศไหน เราก็ต่างเป็นมนุษย์เท่ากัน” เชื่อเหลือเกินว่า ข้อจำกัด บังคับ ต่างๆ ที่มันเป็นการลดทอนสิทธิมนุษย์ ก็จะค่อยๆ ถูกหักล้างๆ ไปเองเรื่อยๆ

และเมื่อนั้นแล้วสังคมก็เข้าใจเองว่า สิ่งใดที่ไปกันไม่ได้กับสิทธิมนุษย์ ก็เป็นอันไปไม่ได้กับสังคมปัจจุบัน และเมื่อนั้นการรังเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันก็มีอันตกยุคสมัยกันไป แต่วันนี้ทุกคนต้องตระหนักสิทธิของพวกเขา/เธอเหล่านั้นให้ได้ก่อนว่า พวกเขา/เธอ คือ มนุษย์เท่าเทียมกันกับเรา

คุณค่าของมนุษย์ ไม่ได้วัดกันที่เพศ ไม่ว่าเราจะเป็นเพศไหนและรักใคร ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ

ความรักไม่เคยเป็นอาชญากรรม แต่การไม่ยอมรับสิทธิขึ้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ของผู้อื่น นั่นแหละ “อาชญกรรม” ดีๆ นี่เอง

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ