ตั้งวง

คงทราบข่าวกันไปนานแล้วว่า ภาพยนตร์ตั้งวง แหกด่านภาพยนตร์พันล้านอย่าง พี่มาก…พระโขนง คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เวทีสุพรรณหงส์ไปครอบครอง จนทำให้เกิดกระแสกระแบ่งฝักแบ่งฝ่ายถึงฐานที่มั่นในการแสดงความเห็นระหว่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ดู กับ ภาพยนตร์ยอดนิยมที่ทำรายได้สูงที่สุดแต่ไม่ได้รางวัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวาทะเด็ดอยู่ชั่วครู่ชั่วคราวตามสื่อออนไลน์แล้วจากไป

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าสงครามน้ำลายอย่างที่กล่าวไปคือ ‘ตัวบท’ ของภาพยนตร์ตั้งวง ที่ทำให้เห็นทิศทางภาพยนตร์พื้นที่กระแสหลักที่ไม่เป็นตามขนบทั้งแนวคิดและ วิธีการของภาพยนตร์ไทยได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

ตั้งวงนำเสนอด้วยมุมมองความคิดเชิงลบ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่คู่ควรอยู่ในพื้นที่กระแสหลักเท่าไหร่นักถ้าเรามองด้วย สิ่งที่ถูกนำเสนอในสื่อกระแสหลักทั้งทีวีหรือภาพยนตร์ ทำให้ตั้งวงจึงทั้งถูกคนรักและคนชังพร้อมๆกัน ด้วยความคิดที่ว่าภาพยนตร์มีมุมมองความคิดที่รุนแรงจนสั่นสะเทือนความคิด กระแสหลักเลยทีเดียว

ถ้าจะให้คิดถึงความคิดด้านลบในประวัติ ศาสตร์(ตะวันตก) อาจมองย้อนกลีบไปถึงช่วงยุคศตวรรษที่ 15-16 ที่ศาสนายังครองความยิ่งใหญ่ จนทำให้ศาสนาเป็นแนวความคิดกระแสหลักของสังคม และใครต่อต้านหรือมีมุมมองความคิดเชิงลบก็มักถูกจัดเป็นพวกนอกรีต ไร้ศาสนา ไม่นับถือพระเจ้า จนถูกจับไปสอบสวน หรือกระทั่งเผาฆ่าทำลายด้วยความพร้อมใจของคนในสังคม หรือเรียกกันว่า ยุคล่าแม่มดนั่นเอง

แต่ด้วยความเรืองปัญญาของมนุษยชาติจนเข้าสู่ยุค ที่มนุษย์สามารถใช้หลักวิทยาศาสตร์เข้าไปจัดการสังคม แต่ก็ยังไม่วายคนในสังคมยังมีความคิดไปในทิศทางเดียวกันจนเกิดเป็นยุคแห่ง อำนาจนิยม โดยใช้กรอบความคิดของชาตินิยมในทางที่ผิดเช่น การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ พวกนาซีที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว โดยไม่มีใครรู้สึกว่านี้คือสิ่งเลวร้ายแต่อย่างใด หรือนี่เป็นคุณธรรมที่ทุกคนคู่ควรในเวลาขณะนั้นนั่นเอง

แต่บทเรียน เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้มนุษยชาตินิ่งนอนใจ มันมีแนวความคิดที่เริ่มออกมาท้าทาย ทำลายหรือวิพากษ์แนวคิดเหล่านี้เพื่อให้เกิดความคิดทางเลือก หรือเป็นความคิดเชิงลบต่อความคิดที่เป็นกระแสหลักของสังคม ยิ่งถ้าเราบีบจำกัดให้เหลือเพียงภาพยนตร์ เราก็จะต้องเริ่มนับประวัติศาสตร์กันว่า ยุคที่ภาพยนตร์เรืองรองโดยการที่หนังเริ่มนำเสนอความคิดเห็นทั้งทางด้าน เนื้อหาหรือรูปแบบที่ไม่เป็นไปตามจารีตนิยม หรือเป็นมุมมองเชิงลบ วิพากษ์สังคม ก็คือ ยุคที่ถูกเรียกกันว่า เฟร้นช์ นิว เวฟ (ราวๆ 1950s-1960s เป็นต้นมา)

กลับมาที่ ตั้งวง ซึ่งเป็นหนังที่ไม่ตามจารีตแนวความคิดของสังคมไทยมากนัก โดยเล่าเรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งดันไปบนบานกับศาลเจ้าพ่อ จนสำเร็จผล จนต้องไปแก้บนโดยการรำพร้อมๆกันต่อหน้าสาธารณชน สิ่งที่มันอยู่ด้านตรงข้ามเลยคือมันตั้งคำถามต่อ วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปละเลยที่จะตั้งคำถาม เพราะเราเชื่อมาต่อกัน โดยเจาะจงไปว่า วัฒนธรรมของไทย คือการรำเพียงอย่างเดียวหรือไม่

แต่ใช่ว่าหนังจะพูดหรือนำเสนอแต่เพียงประเด็นหลักเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว เพราะรายละเอียดปลีกย่อยมันก็พูดถึงสิ่งที่ไม่ถูกนำเสนอในกระแสหลักเท่าไหร่ นักโดยเฉพาะเรื่องการเมือง โดยหนังนำเสนอความคิดของพ่อของตัวละครหลักซึ่งเป็นคนเสื้อแดง ในมุมมองของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมมองขัดแย้งในกระแสการเมืองปี 53 ช่วงนั้นที่สื่อกระแสหลักพร้อมใจโจมตีคนเสื้อแดงว่าเป็นคนเผาบ้านเผาเมือง จนคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองในแนวความคิดอื่นใดๆเลย นอกจากประเด็นนั้น ดังนั้นการที่ตั้งวง กลับมานำเสนอจุดนี้ก็ทำให้เป็นการรื้อฟื้นบางมุมมองที่ถูกกดทับไม่ได้นำเสนอ ในกระแสหลักออกมาบ้าง จนทำให้ผู้ชมได้เสมือนเข้าไปอยู่ในช่วงคืนหนึ่งที่มีการยิงต่อสู้และชักจูง ให้รู้สึกถึงความเป็นความตายของมนุษย์คนหนึ่งได้เหมือนกัน จนทำให้เราเห็นใจหรือเรียกคืนค่าความเป็นมนุษย์กลับมาจากคนที่มีอุดมการณ์ แย้งขั้วกับเราได้บ้าง หรือเป็นการนำเสนอภาพแตกต่างจากสิ่งที่เรารับทราบจากในสื่อกระแสหลักได้

ประเด็นต่อมาคือการที่ ตั้งวง ประชดประชันความคิดของสังคมกระแสหลัก ซึ่งมักทำหรือมองอะไรอย่างผิวเผิน โดยใช้ตัวละครทั้งหมดของตัวเองเป็นสื่อนำสารความคิดเสนอต่อผู้ชม โดยเฉพาะช่วงไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์ที่ทุกคนในกลุ่มเชื่อว่า ต้องรำแก้บนต่อหน้าคนอื่น ซึ่งจะทำให้เราสบายใจ คนอื่นก็ยกย่องเชิดชูเราว่ามีความรักชาติ รักวัฒนธรรมและสืบสานประเพณีไทย แถมยังคู่ขนานไปกับการชำระล้างในวันทำความสะอาดแยกราชประสงค์อย่างยิ่งใหญ่ ของคนในเมืองหลวง หลังเสร็จสิ้นการชุมนุมในปี 53 โดยตัดสลับกับความย้อนแยงกับสโลแกนกรุงเทพที่อยู่บนสะพานลอย เช่น “ชีวิตดีๆที่ลงตัว” ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้เป็นไปในลักษณะแดกดัน ประชด เสียดสี ต่อคนกรุงเทพ แต่มันจะไม่เป็นลักษณะนี้เลยหากหนังเลือกจบด้วยวิธีที่ทุกอย่างสวยงามนั่น คือ การรำแก้บนประสบความสำเร็จ ทุกคนมีความสุขและจบลงอย่างแฮปปี้เอนท์ดิ้ง

ผิดกันมีตัวละครหนึ่งที่มีอุดมการณ์ในเชิงลบหรือตรงข้ามต่อกลุ่ม ทำให้ผู้ชมอาจจะรู้สึกว่าไอห่านี้บ่อนทำลายต่อแนวคิดอันงดงามเป็นปึกแผ่นต่อ สังคมของห้วงเวลาในหนังช่วงนั้น แต่นี้คือตัวละครสำคัญที่นำพาให้ภาพยนตร์จบลงด้วยการสำรอกความโลกสวย และกลับมาจมปลักด้วยแนวคิดที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง ขัดแย้งต่อสิ่งที่มี ที่ควรเป็น หรือสิ่งที่เราได้รับแบบง่ายๆโดยทั่วไป

และนี้คือประเด็น สำคัญทำให้คนรับไม่ได้ที่ตัวหนังไม่ได้พาผู้ชมไปสู่จุดหมายที่สวยงาม โดยการที่หนังทำตัวเลือกจบโดยเป็นปฎิปักษ์ต่อแนวคิดหลักของสังคม ซึ่งถ้าสมมติว่าหนังเลือกจบในแบบโลกสวย ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เราก็จะไม่ได้รับประสบการณ์ในอีกแบบซึ่งจะเป็นมุมมองที่เราปิดกั้น ถูกกดทับเอาไว้ และเลือกสรรแต่สิ่งที่เราวาดฝันให้สังคมของเราเป็น เราก็จะมองไม่เห็นคุณค่าของแนวคิดด้านตรงข้ามเลย หรือไม่มีภูมิคุ้มกันทางความคิดโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อนำ เราก็จะอยู่แต่ในโลกเพ้อฝันว่าเราอยู่สังคมแต่อุดมคติ ตัวละครทุกตัวจบลงด้วยความงดงาม ทุกอย่างเป็นไปดังใจคิด

แต่คิดกลับ กันทันทีที่เราได้รับมุมมองในแบบตรงข้ามสิ่งที่เราได้รับคือความอึดอัดกระวน กระวาย ซึ่งทำให้เราต้องใช้ปัญญาขบคิดว่าสิ่งที่เราได้รับนั้นเหมาะมั้ย จริงหรือเปล่า สังคมเราเป็นแบบนี้หรือไม่ ถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร เราจะมีทางแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งแน่นอนมันให้ผู้ชมเกิดการ Active เชิงปัญญามากกว่า Passive หรือวางเฉยจากการที่เราได้รับรู้แนวคิดที่ถูกปลูกฝังจากกระแสหลักอยู่แล้ว ที่ เรารู้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ก่อนชมภาพยนตร์ ดังนั้นภาพยนตร์ก็ไม่ได้ให้ประสบการณ์ใหม่เลย แม้จะไม่ได้ดูหนังก็ตาม

ดังนั้นความคิดเชิงลบ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนคิดนอกคอกที่จ้องทำลายให้ประเทศล่มจม เพราะถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์แล้วนั้น เราจะเห็นว่า แนวคิดตรงข้ามหรือเชิงลบ นั้นมันก็ต้องการทำให้เห็นว่า เมื่อสังคมมีปัญหา เราก็ยังมีทางเลือกที่เดินออกนอกกรอบแบบสร้างสรรค์ เพื่อไม่ให้เกิดการทำซ้ำในแบบที่ดำเนินไปสู่แต่สิ่งที่เราเชื่อ เรานับถือกันแบบไม่ตั้งคำถาม เพราะความคิดกระแสหลัก ทั้งทางศาสนา ที่นำไปสู่การล่าแม่มด หรือทางด้านชาติพันธุ์ ชาตินิยมที่นำไปสู่สงครามโลก หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ่งที่เราจะหลุดรอดกับสิ่งเหล่านั้นได้ ก็หวังว่าศิลปะจะช่วยกระตุ้นให้เรามีทางเลือกในหลายทาง เพื่อไม่ให้เราคิดเหมือนกันแบบวันเวย์ เพราะการไม่เหมือนกันทางความคิด เป็นพื้นฐานทางประชาธิปไตย ที่ในสังคมสมัยใหม่ ต่างร้องโหยหวนกันทุกคนตามสื่อกระแสหลัก

และถึงแม้ตั้งวงจะมีแนวความ คิดที่เป็นเชิงปฎิปักษ์กับแนวคิดหลักของสังคมที่เราถูกปลูกฝังกันมา แต่การที่เราได้เห็นแนวความคิดในรูปแบบนี้อยู่ในพื้นที่หลักในสังคมไทย หรือถูกยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีของหนังไทย ก็ทำให้เห็นว่า แม้แรงกระเพื่อมของภาพยนตร์จะไม่ได้รุนแรงมากมาย แต่มันก็เป็นแรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่คอยเตือนเราว่า ในโลกยุคที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลกันได้อย่างกว้างขวางและโจ่งแจ้ง จนรสนิยมในการดำเนินชีวิตเราหลากหลาย แตกต่างกันมากมายแม้อยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่เรายังมีความคิดชุดเดียวกันที่เราต่างเชื่อถือปฎิบัติกันได้อีกหรือไม่ และเรายังสามารถทำลายกันหากพบเจอคนที่ต่างความคิดเราอีกหรือเปล่า หรือเราต้องอยู่ในโลกยุคที่ต้องเชื่อกันได้แล้วว่า ความคิดที่เรายึดปฎิบัติกันมาแบบไม่ตั้งคำถาม อาจนำพาไปสู่ความเลวร้ายรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเหมือนที่ประวัติศาสตร์เคยมอบ ให้เรามา

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ