หลายครั้งหลายคราในชีวิต-เราไม่อาจเข้าถึงหัวจิตหัวใจของตัวเองได้หมด ว่าเราต้องการอะไร ? เราอยากเป็นอะไร ? เราอยากทำอะไร ?

บางครั้งเราปล่อยให้ชีวิตหลั่งไหลไปตามกิจวัตรที่กระทำ ลอยคอไปตามสังคม เดินตามกลุ่มเพื่อน เฉกเช่นในวัยเรียนของเรา (ทั้งในมัธยม มหาลัย ) จนไปถึงวัยทำงาน

ชีวิตมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ซับซ้อน ต่างจากชีวิตสัตว์ที่มีความเรียบง่าย : กิน อยู่ สืบพันธุ์ และดำรงอยู่ เช่นนั้นจึงทำให้เราต้องฉุกคิดเสมอว่าเราต้องการอะไรจากชีวิตนี้กันแน่ หรือการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นั้นมีเป้าหมาย เจตจำนง หรือความฝันใดสักทาง

หากใครคนใดพูดโพล่งออกมาว่า “กูอยู่ไปแบบไม่มีเป้าหมายเลยว่ะ” รับรองได้ว่าจะถูกผู้ถามมองอย่างหมิ่นแคลนในความอ่อนหัด ดูถูกเหยียดหยามในความอับจนหมดหนทางอย่างแน่นอน

ดังนั้น “การค้นหาตัวเอง” จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเคยประสบพบเจอด้วยกันทั้งนั้น ….แต่ “การค้นหาตัวเอง” กลับเป็นอะไรที่ยากเสียเหลือเกิน

ในโลกปัจเจกชนอันแสนโดดเดี่ยว การสำเร็จการศึกษานั้นเปรียบเหมือนการผลิตสินค้าอัดกระป๋องในสายพานแห่งอุดมศึกษา เราไม่เคยได้หายใจหายคอเลย จวบจนกระทั่งเราเรียนจบ ในวันที่เรารับปริญญาอันแสนร้อนระอุ สายตาสู้กับแสงชัตเตอร์จากกล้องดิจิทัล และรอยยิ้มของพ่อแม่ที่เบิกบานใจไปกับความสำเร็จของลูก แต่คล้อยหลังไปไม่นานความจริงก็เริ่มปรากฎ สำหรับคนที่เลือกทางเดินถูกแล้วคงไม่มีปัญหาอันใด แต่สำหรับใครหลายคน การทำงานก็คงเป็นเหมือนเส้นทางแห่งการค้นหาตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

การบากบั่นทำงานโดยไร้แรงปรารถนาแห่งชีวิตก็เป็นเหมือนการออกวิ่งโดยไร้จุดหมาย เหงื่อหลั่งมากมายจากร่างกายกำยำ แต่กลับไร้แรงขับเคลื่อนแห่งชีวิต ซังกะตาย และเกือบเหมือนเครื่องจักรกลเข้าไปทุกที แม้นมีพละกำลังในการผลิตงานตามคำสั่งจากหัวหน้า แต่จิตวิญญาณกลับห่อเหี่ยว ได้แต่รอวันสลายสาบสูญไปดั่งใบไม้แห้งกรอบสีส้มร่วงหล่นจากต้นไม้ปลิดปลิวหายไปด้วยกระแสแรงลมที่พัดพา

ความสิ้นหวังทั้งมวลอาจมีหนทางขจัดหาย แม้นไม่หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ก็เพียงพอที่เป็นเชื้อไฟร้อนเร่ากระตุ้น “แรงปรารถนาแห่งชีวิต” ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มนตราพิเศษแห่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อดวงใจได้พบคนที่ใช่ผู้เข้ามาเติมเต็มและกระตุ้นเร้าแรงปรารถนาแห่งการมีชีวิตอยู่ให้ดำเนินต่อไป เป็นแสงไฟสอดส่องและสนับสนุนตัวตนของเราที่หลบซ่อนอยู่ให้เปล่งประกายออกจากความมืดมิด เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ตัวเราได้มั่นอกมั่นใจ ลงมือค้นหาจุดหมายปลายทาง ความใฝ่ฝันอันแสนไกล และเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ จนคุณคิดฝันว่าคนผู้นั้นจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณไปตลอดกาล เป็นความรักหอมหวานปานดอกไม้ที่พบเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่กลับส่งกลิ่นหอมยาวนานชั่วนิรันดร์

…แต่รักแท้ของคุณนั้นอาจพบกับความผิดหวัง หัวใจคุณแตกสลาย และเธอคนนั้น ผู้ที่เป็นแสงประทีปแห่งจิตใจผู้เข้ามาปลุกคุณจากความหลับใหลได้เดินจากไป ปล่อยให้คุณเศร้าโศกเสียใจกับความรักที่คุโชนไปด้วยไฟปรารถนาแห่งชีวิตที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เคยนอนหลับใหลท่ามกลางดวงใจอันมืดบอดและอับแสงส่องทางของตัวเราเอง

คุณจะปล่อยให้ความเสียใจหล่นทับดวงใจปรารถนาแห่งตัวตนซึ่งเปิดขึ้นอีกครั้งไม่ได้ กลับกันคุณจะต้องนำพาความเสียใจผสมด้วยแรงแห่งความรักอันผิดหวังหลอมรวมให้กลายเป็นแรงผลักดันและเปิดเผยแรงปรารถนาที่ร้องเล่นอยู่ในจิตใจออกมา บุกเบิกเส้นทางแห่งชีวิตที่ครั้งหนึ่งคุณได้แต่นึกฝันให้เป็นจริง โลดแล่นไปด้วยความหวัง และความกล้าแกร่งครั้งใหม่ในดวงใจของคุณ พลิกฟื้นคืนจากความผิดหวัง ความเสียใจ ใช้โอกาสจากแรงปรารถนาที่เคยเปิดออก รังสรรค์ชีวิตดั่งต้องการ

แรงขับเคลื่อนจากความรักจะนำไปสู่การค้นพบเส้นทางแห่งจิตใจ ความรักมีอานุภาพในการเปิดเผยบางสิ่งออกมา ความรักเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี ยิ่งในวันที่ผิดหวังจากความรัก ความสิ้นหวังก่อกุมหัวใจของคุณ แต่ในอีกทางมันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งต่อจิตใจของคุณเองในการเผชิญหน้าต่อตัวตนที่ความรักอันโศกเศร้าครั้งนั้นได้แผ้วถางเปิดทางไว้ ความรักจึงเป็นมนตราขนานหนึ่งที่เปิดหัวใจของคุณออก และความรักที่แท้จริงจะช่วยกันปลุกเร้าความรู้สึกทางจิตใจเป็นแรงกระตุ้นทางจิตวิญญาณ ให้ความเชื่อมั่นกับอีกฝ่ายจนปีกกล้าแกร่งและพร้อมโบยบินไปตามเส้นทางแห่งตัวตนของคนผู้นั้น

ความรักจึงเป็นแรงขับเคลื่อนไปสู่การค้นพบตัวตนไม่ว่าคุณจะผิดหวังหรือสมหวังจากความรักก็ตามแต่ความรักที่ช่วยยกระดับจิตวิญญาณและแรงปรารถนาแห่งชีวิตได้นั่นคือ

“ความรักแท้จริง”  ที่ก้าวข้ามทุกอุปสรรคและจะหล่อเลี้ยงหัวใจของคุณไปชั่วกาลนาน

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ