โหมโรงก่อนดู The Bling Ring กับผลงานผู้กำกับหญิง โซเฟีย คอปโปล่า

โหมโรงก่อนดู The Bling Ring กับผลงานผู้กำกับหญิง โซเฟีย คอปโปล่า

 

ต้อนรับการเข้าฉาย The Bling Ring 5 ก.ย. 2013 นี้ ผมจึงลองทำบทความที่ยังไม่เคยทำ คือ สืบสำรวจงานของผู้กำกับ โซเฟีย คอปโปลา เพื่อเป็นการแนะนำคร่าวๆให้รู้จักผลงานหรือแง่มุมอื่นที่น่าสนใจในตัวเธอเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนการดูหนังครับ

 

โซเฟีย คอปโปลา

โซเฟีย คอปโปลา ในวัย 42 ปี เธอเกิดมาบนกองเงินกองทองรายล้อมด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง เพราะเธอเป็นลูกสาวสุดรักสุดหวงของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ ที่กำกับหนังระดับมาสเตอร์พีชอย่างไตรภาค The Godfather (1972-1990) , Apocalypse Now (1979) แถมยังเป็น นักธุรกิจเจ้าของโรงบ่มไวน์ ,ธุรกิจโรงแรม และนิตยสาร เส้นทางการเติบโตของเธอจึงเต็มไปด้วยป๋าดันที่จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงได้ไม่ยากนัก

การปรากฎตัวครั้งแรกในจอภาพยนตร์ของเธอเกิดขึ้นขณะแบเบาะและยังเป็นการปรากฎในฉากสำคัญที่เป็นจุดไคลแม็กซ์ของภาพยนต์ The Godfather (1972) ซึ่งถูกยกย่องขนานนามว่ามีการตัดต่อแบบพาราเลลคัท (Parallel Cut) ที่ดีฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ โดยฉากนั้นคือฉากที่ ไมเคิล คอร์เลโอเน่ (อัล ปาชิโน่) กำลังทำพิธีศีลจุ่มกันในโบสถ์ ที่มีการตัดสลับกับการที่ไมเคิลได้สั่งลอบสังหารแก๊งค์อื่นๆอย่างอุกอาจ เพื่อเป็นการแสดงอำนาจว่าเขามีความเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าพ่อคนใหม่ของเขาเพียงใด  ซึ่งทารกในพิธีศีลจุ่มก็คือ โซเฟีย คอปโปลา นั่นเอง

หลังจากโซเฟียเติบโตขึ้นมา ก็ไม่วายถูกพ่อดันให้เธอแสดงหลายต่อหลายเรื่องของเขาทั้ง  The Outsiders (1983), Dairy Queen, Rumble Fish (1983), The Cotton Club (1984), Peggy Sue Got Married (1986)

จนกระทั่งหนังสั้นเรื่อง Frankenweenie (1984) ของผู้กำกับทิม เบอร์ตัน ซึ่งเป็นผลงานที่เธอได้แสดงโดยไร้ร่มเงาของพ่อเป็นครั้งแรก แต่เราก็ไม่รู้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วทำไม ทิม เบอร์ตัน ถึงเลือกเธอแสดง

 

Life without Zoe หนังที่เธอเขียนบทร่วมกับพ่อ

นอกจากการแสดงที่พ่อพยายามช่วยปลุกปั้นแล้ว ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ยังให้โอกาส โซฟีย คอปโปล่า ร่วมกันเขียนบทหนังสั้นตอนหนึ่งที่ชื่อ  Life without Zoe   ซึ่งเป็นโปรเจ็คท์หนังสั้น 3 เรื่องเกี่ยวกับเมืองนิวยอร์กโดยเอามารวมกันในชื่อเรื่อง New York Stories (1989) โดยนอกจากฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ได้กำกับตอนที่ว่าแล้ว อีก 2 ตอนที่เหลือยังเป็นผลงานกำกับชั้นครูของวู้ดดี้ อัลเลน และมาร์ติน สกอร์เซซีอีกด้วย โดยเนื้อเรื่อง Life without Zoe นั้นเกี่ยวกับเด็กหญิงครอบครัวฐานะดีคนหนึ่งชื่อ Zoe (Heather McComb) ซึ่งถูกทิ้งไว้ตามลำพังในโรงแรมหรู เพราะพ่อแม่ต้องทำงาน ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเองจนพบกับความลับของเพชรอาหรับที่ถูกขโมยมา

ถ้าเราดูผลงานเรื่องหลังๆของโซเฟีย คอปโปลา จะพบว่าบทหนังเรื่องนี้มีประเด็นที่คล้ายคลึง ทั้งการใช้ตัวละครหลักเป็นผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยว หรือกระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก(ที่พบใน Somewhere)  รวมถึงยังมองเห็นรสนิยชนชั้นสูงที่ปรากฎออกมาผ่านตัวละครหรือบริบทเรื่องราวซึ่งไม่ต่างจากพื้นฐานฐานะครอบครัวของโซเฟียเลย

 

 

The Godfather ภาค 3 จุดหักเหของชีวิต

แม้พ่อเธอจะให้โอกาสเธอได้ลองเขียนบท เพื่อได้ทดลองงานหลากหลายรูปแบบ แต่ก็ยังไม่หยุดปลุกปั้นลูกรักในเส้นทางของการเป็นดาราต่อไป จนจุดพลิกผันของเธอก็เกิดขึ้น เมื่อโซเฟีย คอปโปล่าได้รับโอกาสจากพ่อเล่นเรื่อง The Godfather ภาค 3 (1990)  แทนที่ของ Winona Ryder ในบทลูกสาวเจ้าพ่อ (อัล ปาชิโน่) แต่ผลตอบรับกลับกลายเป็นว่า เธอถูกนักวิจารณ์ถล่มแหลก ป

ระเด็นสำคัญอาจเพราะเธอเป็นเด็กเส้น บวกทั้งการแสดงไม่เอาอ่าวของเธอเอง จนเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในการประกวดรางวัลราซซี่ อวอร์ด ที่เราต่างรู้กันว่า เป็นออสการ์ของหนังห่วยในสาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดแย่ และนักแสดงสมทบหญิงยอดแย่ แล้วเธอก็ชนะเลิศไปครองทั้งสองรางวัล เป็นสัญญาณเตือนว่า เส้นทางการแสดงของเธอคงไม่โรยด้วยดอกกุหลาบเสียแล้ว แม้ว่าเธอจะได้เล่นบทสมทบอีกนิดหน่อยตามมา ใน Inside Monkey Zetterland(1992) หรือกระทั่ง บท Saché ใน Star Wars Episode I: The Phantom Menace(1999) แต่ก็ไม่ได้ช่วยกอบกู้ชื่อเสียที่ได้รับมาอย่างท่วมท้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้แคร์สื่อ แถมยังให้สัมภาษณ์ย้อนหลังด้วยว่า เวลานั่น เธอไม่เข้าใจที่สื่อหรือนักวิจารณ์ประโคมข่าวโจมตีเธอเลย  เธอไม่ได้ต้องการเล่น หรือไม่ได้ต้องการเป็นนักแสดงด้วยซ้ำไป

 

ก้าวแรกสู่งานกำกับภาพยนตร์

หลังจากเธอเรียนจบสถาบันศิลปะที่แคลิฟอร์เนีย ระหว่างที่สาละวนค้นหาตัวเองอยู่นั่น เธอได้ลองหันมาทำหนังสั้น เรื่อง Lick the Star (1998) ขึ้นมา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเธอได้เหมือนกัน เพราะหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนแสงส่องทางให้เธอดำเนินตามรอยทางสายกำกับภาพยนตร์เฉกเช่นพ่อเธอ โดย Lick the Star (1998) เป็นหนังสั้นที่พูดถึงแก๊งค์ผู้หญิงในโรงเรียน โดยมี โคลอี้ สาวที่ดูแก่กว่าวัย และเฟี้ยวกว่าคนอื่น เป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งมีรหัสลับเป็นรูปดาว โดยรวมหัวกับเพื่อนเพื่อใส่ยาพิษในอาหารกลางวันของพวกผู้ชาย หนังเรื่องนี้เริ่มแสดงให้เห็นถึงลายเซ็นของโซเฟียหลายอย่าง ทั้งความโดดเดี่ยวและไม่สมหวังในตอนจบของ โคลอี้ ตัวละครหลัก  การได้รับความรู้สึกแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมและผู้คนรอบข้าง ซึ่งจะพบในหนังของโซเฟียในเรื่องต่อๆมา

 

The Virgin Suicides (1999)

ถ้าจะถามว่าเรื่องไหนมีความเป็นโซเฟียที่สุดผมคิดว่าต้องเป็นเรื่องนี้แน่นอน ด้วยความที่มันเป็นหนังยาวเรื่องแรกของเธอ อีกทั้งยังไม่มีแรงกดดันถาโถมเข้ามาทำให้เธอสามารถสื่อสารสิ่งที่ปรารถนาออกไปได้อย่างหมดจด โดยเรื่องราวยังคงพูดถึงแก๊งค์วัยรุ่น แต่เปลี่ยนมาเล่าในมุมมองของผู้ชาย ที่ย้อนอดีตความทรงถึงเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม คือพี่น้องสาวสวยตระกูลลิสบอน ที่มีปัญหาจนเรา(ในสายตาของผู้ชาย)ไม่อาจเข้าใจ หนังอยู่บนเส้นแบ่งของจินตนาการและความจริง และยังเต็มไปด้วยการแสดงภาพเด็กผู้หญิงที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา และไม่สามารถยอมรับการก้าวข้ามผ่านพ้นวัยเพื่อจะเติบโตไปในโลกของผู้ใหญ่ได้ มันเป็นรอยเส้นแบ่งที่เราไม่อาจก้าวข้ามไป แม้ในสายตาผู้ใหญนั่นเด็กผู้หญิงคือของบริสุทธิ์ที่ต้องทะนุถนอมให้เติบโต หารู้ไม่ว่าความยึดตรึงกับความบริสุทธิ์มันก็กำลังทำลายความเป็นหญิงสาวน่ารักของของเด็กสาวในเรื่องด้วยเช่นกัน โดยโซเฟียก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเงียบเหงาเต็มเปี่ยมผสมด้วยภาพฝันกึ่งจินตนาการคลอไปด้วยเพลงป็อบสมัยใหม่ นี่เป็นหนังที่ช่างบริสุทธิ์ แล้วตอกหน้าผู้ใหญ่ได้ดีซะเหลือเกิน

 

จากนักแสดงรางวัลราซซี่สู่ผู้กำกับมือรางวัล

บ้าจริงๆ ถ้า The Virgin Suicides (1999) คือการทำหนังที่ถ่ายทอดภาวะอารมณ์ออกมาอย่างไม่จำกัด แต่เมื่อเธอได้ลองขับเน้นประเด็นชัดๆออกมาเธอก็ทำได้อย่างแน่นนักถนัดมือ ส่งผลให้ Lost in Translation (2003)  กลายเป็นหนังดังที่สุดของโซเฟีย คอปโปลาไปโดยปริยาย เพราะมันส่งให้เธอเข้าชิงรางวัลผู้กำกับออสการ์ รวมถึงสาขาเขียนบทน่
าเสียดายที่เธอได้แค่สาขาเขียนบทเท่านั้น มิเช่นนั้นเธอจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้สาขาผู้กำกับไปครอบครองเป็นคนแรกของประวัติศาสตร์ออสการ์ (ตอนนี้แคธรีน บิเกโลว์ ทำสำเร็จแล้วจากเรื่อง The Hurt locker )

หนังพูดถึงประเด็นเปลี่ยวเหงาของหนุ่มนักแสดงวัยโรยราที่ต้องเผชิญวิกฤติวัยกลางคน บ็อบ (บิล มัลเล่ย์) ที่ต้องเธอเดินทางไปรับงานถ่ายโฆษณาวิสกี้ที่ญี่ปุ่น และ ชาร์ล็อต์ (สการ์เล็ตต์ โจแฮนน์สัน) หญิงสาวที่ตามสามีที่มาทำงานในญี่ปุ่นแต่ต้องพบกับความอ้างว้างกับชีวิตหลังแต่งงาน โซเฟีย คอปโปลา ใช้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นและสังคมเข้ามาขับเน้นให้ตัวละครเอกทั้งสองรู้สึกแปลกแยกจากถิ่นฐาน ซึ่งประเด็นนี้ยังถูกนำไปใช้กับภาพยนตร์เรื่องต่อมาอย่าง Marie Antoinette(2006) ด้วย เพียงแต่เรื่องนี้เจาะเน้นประเด็นของความเป็นปัจเจกและการค้นหาตัวตน และรอยเปลี่ยนผ่านของวัย การถ่ายภาพของโซเฟียเรื่องนี้สะท้อนอารมณ์ได้อย่างเรียกได้ว่ามหัศจรรย์ ทั้งองค์ประกอบในการจัดวาง การเคลื่อนกล้องด้วยความเชื่องช้า แสดงความรู้สึก “เหงา” เข้าสู่ใจผู้ชมได้ไม่ยากเย็น แถมหนังเรื่องนี้ยังมีความยั่วล้อกับสไตล์หนังฮอลลีวู้ดได้อย่างพอเป็นพิธี ทั้ การสร้างความอีโรติกของเรื่องราวแต่กลับไมได้ขับเน้นอะไร (การดึงดูดสายตาผู้ชมด้วยบั้นท้ายและกางเกงในตัวจิ๋วของ ชาร์ล็อตต์ตลอดเรื่อง) หรือกระทั่งการจบที่ช่างทรมานจิตใจคนดู แต่นั่นมันมันเหมาะสมกับเรื่องราวและสไตล์ของโซเฟีย เหมือนดั่งหนังยุโรปที่เสมือนการจบของหนังเป็นเพียงการเริ่มต้นของชีวิตตัวละครเท่านั้นเอง

 


ในวันที่เธอได้รับรางวัลออสการ์ มีพ่อ และนิโคลัส เคจ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอมาร่วมแสดงความยินดี

Marie Antoinette(2006)  เจ้าหญิงป็อบร็อค

หลังจากประสบความสำเร็จจาก Lost in Translation (2003)  เธอก็กลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์สเกลใหญ่ที่สุดของเธอ มิหนำซ้ำเธอยังถูกวิจารณ์เสียๆหายๆกับการตีความหรือดัดแปลงประวัติศาสตร์ซะจนไม่เหลือเค้าดี แต่ทั้งหมดนั้นมันทำให้เจ้าหญิง มารี อองตัวเน็ต เป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็กที่จากบ้านเกิดเมืองนามาอยู่ในพระราวัลแวร์ซายส์ของฝรั่งเศส ให้อารมณ์คล้ายในหนังเรื่องก่อนของเธอ  กับการสำรวจความบริสุทธิ์ของหญิงสาวนางหนึ่งที่ต้องก้าวข้ามตัวตนของตัวเองไปอยู่ในอีกสภาพแวดล้อมหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือแปลกแยก แม้จะต้องต่อสู้กับความเปลี่ยวเหงา ความโดดเดี่ยว คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ต้านทาน นอกจากใช้ชีวิตด้วยสิ่งที่ตัวเองจะกระทำด้วยความสุขที่สุด และนั่นจึงเป็นที่มาของเจ้าหญิงที่สุรุ่ยสุร่าย สิ้นเปลือง และจัดเต็ม ด้วยการออกแบบดีไซน์งานสร้างและเสื้อผ้าหน้าผมที่สุดแสนอลังการ จนไปคว้ารางวัลออสการ์สาขาคอสตูมไปครอบครอง นี่ยังไม่ต้องพูดดนตรีของโซเฟีย ที่มันช่างขัดแย้งกับการดูหนังประวัติศาสตร์ซะเหลือเกิน เอ๊ะหรือเราไม่ได้ดูหนังประวัติศาสตร์ เรากำลังดูหนังสมัยใหม่ที่มีบริบทประวัติศาสตร์ก็เท่านั้น

 

Somewhere (2010)

ทันทีที่ผลงานหนังยาว 3 เรื่อง ของเธอผ่านพ้นไป เธอได้กล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าหนังทั้ง 3 เรื่อง มันมีอะไรคล้ายกัน จนเป็นเหมือนหนังเรื่องเดียวกัน ฉันอยากจะทำอะไรที่แตกต่างจากนี้บ้าง”  – คำพูดนี้ของเธอน่าสนใจมาก เพราะทำให้การสำรวจหนังเรื่องที่ 4 ของเธอ อย่าง Somewhere ว่าจะเป็นไปอย่างที่เธอรสวาจาไว้ตั้งแต่ก่อนทำได้หรือไม่ แต่เหนืออื่นใด หนังเรื่อง Somewhere มันได้จุดพลุเฉลิมฉลองรางวัลชนะเลิศสิงโตทองคำจากเทศกาลเมืองเวนิสด้วยเสียงค่อนขอดในตัวเธออีกเช่นเคย เพราะผู้ที่เป็นประธานกรรมการในปีนั้นคือ เควนติน ตารันติโน่ ซึ่งทั้งสองเคยชิดใกล้แอบควงกันอยู่ช่วงสั้นๆนั่นเอง

 

 

จะขอข้ามเรื่องกอสซิปไปเพื่อมาสำรวจเนื้องานอย่างเต็มเหนี่ยว หากจะเปรียบเทียบ Somewhere กับหนัง 3 เรื่องก่อนหน้านี้ ว่ามันต่างอย่างที่โซเฟียเคยกล่าวไว้หรือไม่ก็ต้องบอกว่า มันมีทั้งต่างและไม่ต่าง หากภาพยนตร์หนึ่งเรื่องมันอุดมไปด้วยรูปแบบสไตล์(Form) และ เนื้อหา(Content)  Somewhere จึงมีส่วนต่างทางด้าน Form มากกว่าเรื่องอื่นๆก่อนหน้า รูปแบบของ Somewhere ถูกลดทอนให้เหลือสิ่งจำเป็นเท่านั้นในการนำเสนอ ทั้งการใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ติตตามตัวละครอย่างเรียบง่าย  การจัดวางอย่างพยายามจงใจในองค์ประกอบทางภาพยนตร์ก็ลดน้อยถอยลง มันเกือบค้ลาย Lost in Translation (2003) ในแง่รูปแบบที่สุด แต่ Somewhere มันฉีกหนีได้ไกลออกไปอีกระยะ หาความจัดจ้านทางศิลปะภาพยนตร์ได้น้อยเต็มที่ แม้จะปรากฎให้เห็นบ้างในฉากที่แสดงถึงความสุข แต่ภาพการบันทึกกิจวัตรของตัวละคร จอห์นนี่ มาร์โก (Stephen Dorff) ดาราหนุ่มฮอลลีวูด ที่เกิดอาการตีบตันกับชีวิตที่เป็นอยู่ แม้ความสำเร็จรวมทั้งชื่อเสียงเงินทองจะอยู่รายล้อมกายก็ตาม ก็ถูกแสดงอย่างซื่อสัตย์ และกล้องก็ทำหน้าที่พยายามบันทึกอย่างใจเย็น บังเกิดผลด้านความเบื่อหน่ายกับการเฝ้ามองตัวละคร ซึ่งทำให้ผู้ชมมีภาวะอารมณ์ร่วมกันกับ จอห์นนี่ มาร์โก นั่นเอง

มาว่ากันต่อในเรื่อง เนื้อหา(Content) ซึ่งมันแทบไม่แตกต่างจากเรื่องก่อนหน้าเลย จอห์นนี่ แปลกแยกกับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองเป็นอยู่ มีความโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา อยู่บนรอยต่อของสิ่งที่กำลังก้าวข้ามไปหรืออาจจะไม่ข้าม แล้วความสุขก็เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวนั่นคือลูกสาว คลีโอ(แอล แฟนนิ่ง) ที่จอห์นนี่เคยไข่ทิ้งไว้ได้มาขออาศัยอยู่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วนั่นทำให้เป็นความสุขที่เข้ามาอย่างเอ่อล้น  ได้ทำให้จอห์นนี่กลับมาค้นหาตัวเองอีกครั้ง (คล้ายการมาของพบกันของ บ็อบ และชาร์ล็อตต์ ใน Lost in Translation)

อีกทั้ง Somewhere ยังเฉียดใกล้หนังสไตล์ยุโรปมากที่สุดก็ว่าได้ที่ โดยเฉพาะ New Wave ทั้งของฝรั่งเศสหรืออิตาลี ที่มักบันทึกภาพของตัวละครที่มีปัญหาแต่ไม่เคยคลี่คลายถึงจุดจบที่บริบูรณ์เสียเลย  ดังนั้นในความรู้สึกของผู้เขียน Somewhere จึงเป็นหนังที่กลับไปหารากเหง้าของสิ่งที่โซเฟียได้รับอิทธิพลมามากที่สุด  รวมทั้งแสดงความสมจริงของเหตุการณ์มากที่สุด มีการจัดองค์ประกอบภาพอย่างจงใจน้อยที่สุด

————————————————————————————————————————————————–

ทั้งหมดคือแง่มุมจากการความรู้สึกและเหตุผลจากการดูหนังเรื่องก่อนหน้าของเธอ ซึ่งด้วยความมีสไตล์และความเป็นตัวเองที่ปรากฎในหนังหลายๆเรื่องๆ ทำให้น่าสนใจว่า ในหนังเรื่องใหม่อย่าง The Bling Ring จะยังคงความเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรเช่นเรื่องก่อนหน้า หรือสำหรับใครที่ไม่เคยดูหนังของเธอเลย ข้อมูลที่กำลังบ่งบอกเหล่านี้ก็ทำให้คาดเดาได้เล็กๆว่า  The Bling Ring จะมีรสชาติประมาณใด ซึ่งอาจใช่หรือไม่ใช่ก็เป็นได้

ก่อนจะจบบทความนี้ ผู้เขียนขอปิดท้ายด้วยรูปเฟรมภาพจากหนังที่เป็น ลายเซ็น และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ปรากฎในหนังของเธอ เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนรวบรวมขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่จะหาได้ พร้อมแล้วเลื่อนลงมาเลยครับ

 

  • ตัวละครอยู่บนรถ

หนังแทบทุกเรื่องของโซเฟีย จะปรากฎภาพของตัวละครที่เหม่อมองออกมานอกรถโดยกล้องจะจับใบหน้าจากด้านนอกรถซึ่งทำให้ผู้ชมทำได้เพียงสำรวจสีหน้าและอารมณ์ของตัวละครเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

  • อารมณ์ซึมเศร้า เหงาหงอย และแปลกแยกต่อสภาพแวดล้อม

ความขัดแย้งหลักๆของตัวละครหลักในหนังของโซเฟียคือการเผชิญหน้ากับรอยเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่ก้าวข้ามไป  หรือกำลังตัดสินใจอยู่ เป็นสภาวะที่แปลกแยกแตกขาดกับสภาพแวดล้อมที่ดำเนินอยู่ จนทำให้ไม่แน่ใจกับภาวะการดำรงอยู่ของตนเอง

 

 

 

 

 

 

  • ประโยคเด็ดเสียดแทงหังใจ : BYE

 

 

 

 

  • ฉากจบ ออกห่างจากกล้อง

 

 

 

สุนทรียศาสตร์ด้านภาพในภาพยนตร์ โซเฟีย คอปโปล่า คลิก ที่นี้ >>> http://wp.me/p3K0jF-Kw

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ