10 ผู้กำกับชื่อดัง ที่ไม่เคยไปเรียนภาพยนตร์

10 ผู้กำกับชื่อดัง ที่ไม่เคยไปเรียนภาพยนตร์

มัน เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นกับการเป็นคนทำหนัง อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการขยายฐานของผู้กำกับทุนต่ำเพิ่มมากขึ้น และมีเทคโนโลยีดีที่สุดเพียงปลายนิ้ว แต่ก็ยังคงมีคนมากมายสงสัยว่า “ควรจะไปเรียนภาพยนตร์ดีมั้ย ?” น่าแปลกใจ ที่ผู้กำกับมือชื่อเสียงหลายคนทิ้งห้องเรียนแล้วหาที่ทางในการเป็นผู้กำกับ ในฮอลลีวู้ดได้ นี่คือสิบผู้กำกับที่เลือกหาเส้นทางเพื่อไปฉายจอใหญ่โดยไม่ได้เรียนภาพยนตร์

10 – Miranda July

miranda-july

มิแรนด้า จูไล ส่ง งานศิลปะ,นิตยสาร และงานเขียนไปให้ผู้คุมขังในเรือนจำ เธอเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาครูซประมาณหนึ่งปี ก่อนจะดร็อปเรียนเพื่อมุ่งความสนใจไปกับความลุ่มหลงของเธอ “สำหรับฉันโรงเรียนคือที่ขัดขวางการเริ่มต้น ฉันไม่ค่อยวิชาการเท่าไหร่ ฉันต่อสู้กับแบบแผนจนมันมีประโยชน์ต่อตัวฉัน” เธออธิบาย หนังยาวของเธอเรื่องแรกคือ Me and You and Everyone We Know (2005) เปิดตัวหลังจากไปได้รางวัลที่เทศกาลซันแดซ์ และเรื่องที่สองคือ The Future (2011) แม้จะไม่ถูกพูดถึงมากแต่ตัวหนังก็ยังได้เดินทางไปตามเทศกาลทั่วโลก

ภาพ โดยนิตยสาร Time Out ถ้อยคำ Don’t Give up ที่อยู่บนฝามือ อาจสื่อถึงความเป็นเธอได้อย่างดีก็เป็นได้

 

9 – Lana and Andy Wachowski

lana-and-andy-wachowski

พี่ น้อง Wachowski ออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากเรียนได้ 2 ปี และมาเป็นคนทาสีบ้าน และทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ในระหว่างที่กำลังเขียนหนังสือการ์ตูนให้ มาร์เวล (Marvel) พีน้องคู่นี้เป็นคนคลั่งหนังมาก และอ้างถึงหนังของ บิลลี่ ไวเดอร์ และ ฮิทช์ค็อกช์ ว่าเป็นแรงบันดาลใจแรกเริ่มของพวกเขา หนังสือของโรเจอร์ คอร์แมน เกี่ยวกับการผลิตหนังทุนต่ำ ชื่อ How I Made a Hundred Movies in Hollywood and Never Lost a Dime เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาเขียนสคริปต์หนัง (Carnivore) ขายบทหนังเรื่อง Assassins (1995)และ งานที่ส่งให้เขากำกับเรื่องแรกอย่าง Bound, 1996 ต่อจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ได้ทำ Matrix ซึ่งกลายเป็นผลงานชิ้นเอกของพวกเขา และเขาสองคนนี่แหละที่ Cloud Atlas ให้คนดูบ่นอุบของการเล่าเรื่อง 6 เรื่องสลับไปมาให้ปวดหมองเล่นๆ ซึ่งเป็นการบอกถึงความทะเยอทะยานซึ่งไม่เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาแต่อย่างใด

 

8 – Christopher Nolan

christopher-nolan

คุณไม่อยากเรียนรู้บางสิ่งอย่างสุดซึ้งเช่นนี้แน่ถ้าคุณไม่ได้อยากรู้มันจริงๆ

ภาพยนตร์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คริสโตเฟอร์ โนแลน “ผมเซ่อซ่าเวลาใช้กล้อง แต่ผมไม่ไปเรียนภาพยนตร์” ผู้กำกับไตรภาคแบทแมนเปิดใจ “ผมเรียนวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยจนสำเร็จปริญญา ระหว่างนั้นผมต้องการทำหนังของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ผมควักเงินตัวเองเพื่อสร้างหนังยาวเรื่อง Following (1998) ทำกับเพื่อนๆของผม แล้วทาง Zeitgeist Films เลือกหนังของเราไปจัดจำหน่ายที่เทศกาลหนัง ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับฮอลลีวู้ดของโนแลน อะไรคือสิ่งที่เขาได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ?

วิธีพื้นฐานมากๆคือ การเข้าใจความแตกต่างแต่ละส่วนของการทำหนัง ผมสนใจในความแตกต่างหน้าที่ของคนทำ เพราะว่าผมต้องการทำทุกส่วนด้วยตัวของผมเอง ทั้งการบันทึกเสียง,พากย์ทับ ไปถีงการตัดต่อและทำเพลง ผมโชคดีมากที่เป็นยุคสุดท้ายของการตัดต่อแบบเก่า ใช้มือในการต่อหรือตัดมันออกมา ทำให้ผมมีพื้นฐานในการเรียนรู้ภาพรวมทั้งหมดทางเทคนิคของภาพยนตร์ซึ่งมีคุณค่าต่อผมมาก และนั่นหมายความว่าทุกอย่างที่ผมทำดูเหมือนง่ายเพราะว่า ผมหลงใหลและลงมือทำ คุณไม่อยากเรียนรู้บางสิ่งสุดซึ้งเช่นนี้แน่ถ้าคุณไม่ได้อยากรู้มันจริงๆ

 

7 – James Cameron

james-cameron

ผู้คนพูดว่า “คุณจะทำอย่างไรให้ได้เป็นคนทำหนัง” ผมพูดกลับไปเลยว่า “กลับบ้านไปแล้วหยิบกล้องออกมาทำหนังสิวะ”

ผู้กำกับ Titanic คนนี้รักทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ แต่ดร็อปเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาเริ่มต้นด้วยการขับรถบรรทุก และเรียนรู้ด้วยตนเองเกี่ยวกับสเปเชียลเอฟเฟคต์และโปรดักชั่นดีไซน์ ยอดโปรดิวเซอร์อย่าง โรเจอร์ คอร์แมน ทำให้เขาเป็นผู่กำกับ และทำให้เขากลายมาเป็นอย่างแบบวันนี้

สิ่งดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อผมไม่ได้เข้าโรงเรียนภาพยนตร์ คือการที่ผมได้ไปห้องสมุด มหาวิทยาลับแคลิฟอร์เนียใต้ (USC) และอ่านทุกๆสิ่ง ผมซีร็อกซ์มั่วไปหมด ผมมีหนังสืออ้างอิงของปริญญาเอกเรื่องเครื่องฉายแสงและทั้งหมดที่หาได้นั้น ผมศึกษาเทคนิคอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ผมไม่ศึกษาสุนทรียศาสตร์ทางภาพยนตร์หรอกนะ เพราะกลัวว่าผมจะรู้มากไป และมันจะเหมือนกับหนังของคนอื่นได้ คุณต้องลองฝึกหรือลองคลำทางเอาเอง และมีประสบการณ์ชีวิตร่วมด้วย ผมใช้ชีวิตในช่วงนั้นหมดไปกับเพื่อนที่ติดยาในเขตออเรนท์ ศึกษาฟิสิกส์ และหมดเวลาไปกับการอ่านและการเดินทาง เพื่อให้มีสิ่งที่อยากพูดออกมา และประสบการณ์ในชีวิตจริงนั้นไม่มีทางอยู่ในหนังเรื่องอื่นแน่ๆ

หลักๆ เลยผมต้องหยิบกล้องขึ้นมาและออกไปทำหนัง นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด ผู้คนพูดว่า “คุณจะทำอย่างไรให้ได้เป็นคนทำหนัง” ผมพูดกลับไปเลยว่า “กลับบ้านไปแล้วหยิบกล้องออกมาทำหนังสิวะ” มันอาจเป็นแค่วิดีโอ แต่ไม่สำคัญ มันก็เป็นภาพเหมือนกัน คุณเป็นคนเลือกเองว่าต้องการภาพแแบไหน ผู้คนพูดอีกว่า “ทำแล้วจะได้เงินหรอ” ช่างแม่งเงินเหอะ คนบางคนก็ต้องการแค่ทำหนัง เพราะว่าถ้าคุณทำหนังและใส่ชื่อลงไปว่า ‘กำกับโดย…’ แม้ว่าจะเป็นหนังที่เลวร้ายไม่ต่างจากขี้ในโลกนี้และไม่มีราคา แต่หลังจากนั้น คุณก็เป็นผู้กำกับ คุณเพียงไปต่อรองราคามา รู้ใช่มั้ยว่าผมหมายถึงอะไร ?(หัวเราะ) งบประมาณมันเพิ่มมาจากจุดนั้น แต่คุณได้กำหนดตัวเองในตำแหน่งนี้แล้ว หากคุณไม่สามารถกำหนดบทบาทตัวคุณที่จะเป็นได้ ดังนั้นคุณก็ไปตามทางคุณเหอะ ไม่เหมาะที่จะทำเลย

 

6 – Julie Taymor

julie-taymor

โลกของละครได้นำพา เทย์มอร์ รู้จักกับภาพยนตร์ เธอใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นในศรีลังกา, อินเดีย และมาสิ้นสุดที่ปารีสเป็นที่ๆ เธอได้ศึกษาละครใบ้ที่โรงเรียนของ Jacques Lecoq (นักแสดงฝรั่งเศส) “ที่นั่นทำให้ฉันเริ่มเข้าใจพลังของร่างกาย และสิ่งที่คุณจะทำทางกายภาพและทัศนะการเคลื่นไหว ทั้งหน้ากากและการเชิดหุ่นกระบอก” เธอกล่าว “คุณใช้ร่างกายของคุณ คุณใช้สมองและอารมณ์คุณแสดงออกมาเป็นวัตถุ คุณไม่เป็นเพียงแค่เครื่องมือก่อนการเขียน มันน่าตื่นเต้นมาก เพราะคุณได้เป็นฐานของการเขียน” หลังจากเริ่มมีชื่อจากการกำกับละครระดับชาติในญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย เธอกลับมาบ้านเพื่อละครบรอดเวย์และโอเปร่า ทั้งการประสบความสำเร็จ Lion King(มิวสิคัล) ทำให้เธอได้กำกับหนังยาวเรื่องแรกปี 1999 เรื่อง Titus แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จนกระทั่งเรื่อง Frida ในอีก 7 ปีต่อมา

 

5 – Quentin Tarantino

quentin-tarantino

“พยายามทำหนังของคุณโดยการไม่ใช้เงินนี่เป็นโรงเรียนภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำ” ตารันติโน่บอกกับนักเรียนในระหว่าง Master Class ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ หลังจากออกจากโรงเรียนสอนการแสดง เขาเร่งลับคมมีดทางศิลปะโดยการใช้เวลาทั้งหมดหมกมุ่นไปกับการดูหนัง ทำงานในร้านวิดีโอช่วงปี 1980s ซึ่งช่วยเข้าได้มาก “เมื่อคนถามผมว่าถ้าสมมติคุณไปโรงเรียนภาพยนตร์ ผมตอบกลับเลยว่า ‘ไม่’ ผมไม่ไป ผมจะไปทำหนัง” เขาตั้งข้อสังเกตว่า “ขณะคุณตีบตันทางความคิด ความสนใจมีข้อจำกัด คุณรู้ว่าคุณต้องเลือกไปโรงเรียนเป็นทางที่ดีที่สุด แต่ผมไม่ได้สนใจในโรงเรียน ผมไม่ได้สนใจในกีฬา ผมสนใจในภาพยนตร์เท่านั้น”

 

4 – Terry Gilliam

terry-gilliam

โรงเรียนภาพยนตร์เป็นที่สำหรับคนโง่

กิลเลียม กล่าวว่าเขา ‘คัดค้าน’ ไปเรียนภาพยนตร์หลายครั้ง ผู้กำกับเรื่อง Brazil(1985),Twelve Monkeys(1995) เริ่มต้นอาชีพจากคนทำอนิเมชั่นและนักเขียนการ์ตูน ค่อยๆเก็บประสบการณ์จนได้มาอยู่หลังกล้อง กระทั่งปี 2011เขากล่าวย้ำมุมมองของเขาว่า ประสบการณ์เป็นครูที่ดีที่สุด

“โรงเรียนภาพยนตร์เป็นที่สำหรับคนโง่ที่ใช้ชีวิตและเรียนรู้วิธีการทำหนัง ผมไม่ไปโรงเรียนภาพยนตร์ ผมเพียงต้องการชมภาพยนตร์ในโรงฯเท่านั้น บางทีการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นของผมคือการได้ลองทำจริง ดังนั้นสิ่งที่ผมจะขอพูดทั้งหมดคือ : ดูหนัง , ซื้อกล้อง, ทำหนัง และหากคุณทำมันมากพอ ในที่สุดคุณจะเริ่มเรียนรู้เองว่า หนังเขาทำกันยังไง”

 

3 – John Waters

john-waters

ผมไม่เคยไปโรงเรียนภาพยนตร์ ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมไม่รู้วิธีการเปิดกล้องด้วยซ้ำ

ชาวพื้นเมืองบัลติมอร์ตอนหนุ่มๆเคยไปคัดตัวนักแสดงกับเพื่อนในหนัง 8 มม. และ 16 มม. หลังจากเขาไปลงเรียนที่ NYU แต่อยู่ได้ไม่นาน “ผมอยู่ที่นั่นได้ประมาณ 5 นาที ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่” เขากล่าวว่า “ผมเข้าไปเรียนคลาสแรก และพวกเขาคุยกันถึงเรื่อง Battleship Potemkin และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะคุยเลย ผมเพิ่งดู Olga’s House of Shame (1964) (หนังโป๊คัลท์ -ผู้แปล) ไป นั่นเป็นสิ่งที่ผมเป็น” เขาพรั่งพรูความรู้สึกออกมา

“ผมไม่เคยไปโรงเรียนภาพยนตร์ ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมไม่รู้วิธีการเปิดกล้องด้วยซ้ำ ทั้งที่มันเป็นสิ่งทั่วไป อย่างไรก็ตามการขาดความสามารถของผมก็จบสิ้นลงปึ 2004 ในโลกศิลปะร่วมสมัย”

เมื่อถามเขาว่าจะไปเป็นครูสอนภาพยนตร์ในโรงเรียนมั้ย วอลเตอร์ส์ตอบว่า “ก็ดีนะ ผมจะไปสอนในคุก … ไม่! ผมไม่ได้ต้องการสอนคนปกติหรอกนะ แต่ผมชอบฆาตกรที่เป็นนักเรียนอย่างมาก พวกเขาเป็นคนดูที่ดีที่สุดสำหรับผม”

น้อยคนนักจะรู้จัก จอห์น วอลเตอร์ เขาเป็นศิลปินที่เริ่มทำหนังออกฉายตามโรงหนังเก่าๆ ที่เรียกว่าหนังอันเดอร์กราวน์ หนังของเขาท้าทายต่อมศีลธรรม ชวนเหวอ ใช้ความรุนแรง หรือเรียกเก๋ๆว่าหนังคัลท์นั่นเอง

 

2 – Stanley Kubrick

stanley-kubrick

ฉลาดล้ำเกินกว่าผู้กำกับรุ่นเดียวกัน ปลดปล่อยพลังทางปัญญาไปกับงานอดิเรกหมากรุก ขณะเป็นนักเรียนสแตนลี่ย์ คูบริก รู้สึกทอดถอนใจเมื่อไม่มีสิ่งใดตื่นเต้นสำหรับเขาเลย จนกระทั่งวันเกิดครบรอบ 13 ปี ทันทีที่เขาเปิดห่อของขวัญ ‘กล้องถ่ายภาพ’ ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป ความลุ่มหลงในการเรียนรู้เพิ่มทวี เขาเริ่มต้นลองผิดลองถูกกับการถ่ายภาพ รวมถึงการทำหนัง ผู้กำกับภาพยนตร์ The Space Odyssey ได้อรรถาธิบายถึงการเรียรู้ด้วยตนเองในการเริ่มทำหนังฮอลลีวูดในปี 1969 ว่า

“เมื่อย้อนกลับในปี 1950 ตอนนั้นผมเคยเป็นพนักงานถ่ายภาพอยู่ 5 ปี นับตั้งแต่ผมจบจากโรงเรียน ผมเริ่มทำหนังสารคดี 2 เรื่อง Day of the Fight เกี่ยวกับนักมวยรางวัลชื่อ Walter Cartier และเรื่อง The Flying Padre เรื่องโง่ๆเกี่ยวกับนักบวชทางตอนใต้ผู้บินไปยังโบสถ์เงียบๆด้วยเครื่องบินลำเล็ก ผมทำเองทุกอย่างในสองเรื่องนี้ และเป็นหนังสองเรื่องแรกของผมด้วย ส่วนเรื่อง Fear and Desire (1953) และ Killer’s Kiss (1955) ผมเป็นผู้กำกับ, ช่างภาพ, ตัดต่อ, ผู้ช่วยตัดต่อ, คนทำซาวน์เอฟเฟค มีชื่อของผม ผมทำเอง มันเป็นประสบการณ์แสนล้ำค่า เพราะต้องบังคับให้ตัวเองทำทุกอย่าง ผมได้รู้และเข้าใจครอบคลุมทุกด้านทั้งหมดของเทคนิคการทำหนัง”

 

1 – Akira Kurosawa

akira-kurosawa

คุโรซาวา ฝึกหัดเป็นนักจิตรกร เขามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ เฮโกะ พี่ชายของเขาที่เป็นคนบรรยายหนังเงียบเอาเสียมาก นี่ช่วยให้เขารักภาพยนตร์และการแสดงอย่างหัวปักหัวปำ ราวปี 1930 เมื่อสตูดิโอหนังใหม่ ( โตโฮ ซึ่งต่อมามีชื่อเสียงมาก) กำลังมองหาผู้ช่วยกำกับ คุโรซาวาไม่รีรอโอกาส กระโดดเข้าไปช่วยงานของผู้กำกับ ไคจิโร่ ยามาโมโตะ ที่ทำหนังสงครามหลายต่อหลายเรื่อง กระทั่งปี 1943 คุโรซาวา ก็ได้ประเดิมกำกับเรื่องแรก แล้วทำต่อเนื่องเรื่อยมาจนได้รับชื่อเสียงและความสามารถทางการสร้างสรรค์ของ เขา

ที่มา : flavorwire.com

 

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ