48| Histoire(s) du cinéma (1988-1998) เขียนโดย A-Bellamy

การศึกษาประวัติศาสตร์ตามขนบนั้นเรามักจะพูดถึงมันไปตามลำดับเวลา ตามเหตุและผล ซึ่งทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่อยู่ในแบบเรียนมักเหมือนกัน เพราะถูกออกแบบสร้างจากผู้มีอำนาจเป็นคนบันทึกขึ้นเพื่อให้มีประโยชน์ต่อปัจจุบัน แต่สำหรับประวัติศาสตร์ในความทรงจำของใครสักคนนั้นมันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับลำดับเวลาของประวัติศาสตร์ หรือไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลสืบต่อกันไป และนี่อาจเป็นคอนเซ็ฟต์สำคัญในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และเรื่องเล่า โดย ฌอง ลุค โกดาร์ด ผู้กำกับภาพยนตร์คลื่นลูกใหม่แห่งฝรั่งเศส ที่ได้ทำการสร้างประวัติศาสตร์แห่งภาพยนตร์จากความทรงจำในรูปแบบกระแสสำนึก การใช้มองทาจตัดต่อซ้อนทับด้วยภาพที่อ้างอิงมาจากภาพยนตร์มากมาย การสร้างคอนเซ็ฟต์ของตัวเองที่ผนวกเข้ากับภาพของภาพยนตร์, เสียงเพลงจากหนังทั้งหลาย, บทกวี, ศิลปะ และ วรรณกรรม ทั้งหมดรวมอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อทำให้เห็นว่าภาพยนตร์มีอานุภาพอย่างร้ายกาจมากจนได้รับขนานนามว่าศิลปะแขนงที่ 7 อย่างอาจหาญ

ในแง่ของความจริงประวัติศาสตร์ทุกสรรพสิ่งนั้นมันจะดำเนินไปตามระยะเวลา เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ก็ใช้เวลาถึง 100 กว่าปีกว่าจะดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน แต่เรื่องนี้ โกดาร์ด ทำให้ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยภาพที่ถูกถาโถมเข้ามาแบบไม่เรียงลำดับเวลา ซึ่งนั้นทำให้เวลาในหนังเรื่องนี้ถูกทำให้สับสน ตัดผ่านระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ 100 กว่าปี ถูกทำให้ป่นปี้หลอมรวม ภาพยนตร์ถูกอ้างอิงอย่างวูบวาบ เหมือนกระแสความคิดของโกดาร์ดที่ถูกสะท้อนออกมาเป็นรูปธรรมภาพยนตร์- ในภาพยนตร์เหมือนเป็นอ้างอิงไปมาระหว่างการพูดใส่ไมค์ของโกดาร์ดที่ต้องการบันทึกความคิดของตัวเอง และการเขียนพิมพ์ดีดเพื่อต้อการละเลงความคิดเป็นตัวอักษร แต่ทั้งหมดถูกนำเสนอให้เป็นภาพเคลื่อนไหวจากการใช้ภาพจากหนัง(อีกที)ที่หล่อรวมกับคำพูดของโกดาร์ดที่ใคร่ครวญถึงภาพยนตร์ พร่ำพรรณนาถึงความคิด สวดครวญถึงความตายในรูปแบบต่างๆ

Histoire(s) du cinema จึงกลายเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบความทรงจำผ่านสื่อภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่ามากในศตวรรษที่ 20 เพราะมันเป็นเหมือนการรวบรวมสั่งสมประสบการณ์ที่มีทั้งหมดในหัว ในความคิดของโกดาร์ด นำเสนอออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ ซึ่งมันทั้งล้ำหน้าต่อยุคสมัยทั้งทางด้านภาษาของภาพยนตร์เอง หรือจะเป็นทางด้านคอนเซ็ฟต์ความคิดในเชิงปรัชญา และต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ยังใหม่ต่อการรับชมภาพยนตร์อยู่เสมอแม้จะยุคสมัยใดก็ตาม

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ