50 | City Lights (1931) เขียนโดย เป้งMovieMood

ในบรรดาหนังเงียบกระแสหลัก สองคนที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบด้วยกันบ่อยครั้งคงจะหนีไม่พ้น ชาร์ลี แชปลิน กับ บัสเตอร์ คีตัน หากเปลี่ยนความสามารถสองคนนี้มาเป็นผู้กำกับยุคถัดๆ มา ความก้าวล้ำทางเทคนิคและวิธีถ่ายทำของคีตันอาจหาคนมาเทียบด้วยยากหน่อย แต่ยังชวนให้นึกถึงแนวคูบริคหรือโนแลน (แน่นอนว่าหนังของคีตันเน้นความตลกผ่านเทคนิคพวกนั้น จนฟีลห่างไกลจากความเกือบเย็นชาของอีกสองคนมาก) ทว่าสำหรับแชปลินแล้ว มีผู้กำกับในอีกยุคหนึ่งกับเขาที่มีสัมผัสใกล้เคียงมากคือ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ทั้งสองมักผสานเทคนิคการทำหนังเข้ากับความซาบซึ้งของเนื้อเรื่องได้อย่างลงตัว

สำหรับแชปลิน ผลงานที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นจุดสูงสุดของแนวทางข้างต้น คงหนีไม่พ้น City Lights ซึ่งเป็นหนังที่เติมเต็มทั้งมุกตลกและความอิ่มใจมาก หนังพาเราเข้าสู่โลกอเมริกายุคเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression ในช่วงปี 30’s) ผ่านตัวละครคู่บุญของแชปลิน คือ ‘คนจรจัด’ (The Tramp) – ในโลกแห่งนี้ เราได้ประสบกับผู้คนหลากหลายสถานะ ตั้งแต่เศรษฐีผู้จะเป็นเพื่อนกับคนจรจัดแค่ตอนเมามาย ไปจนถึงสาวขายดอกไม้ตาบอดที่คนจรจัดหลงรัก แชปลินสามารถค้นเจอทั้งความซาบซึ้งและความตลกได้ไม่ว่าจะสถานะใด ด้วยการให้คนจรจัดเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณมนุษย์ที่บริสุทธิ์มาก ซึ่งการมองโลกในแง่ดีเยี่ยงเด็กของเขาไม่เพียงสร้างได้ทั้งเสียงหัวเราะจากหนัง (ไม่ว่าจะตอนวุ่นวายกับรูปปั้นตอนเปิดเรื่อง หรือฉากต่อยมวยอันโด่งดัง) แต่ยังนำมาซึ่งการกระทำอันดีงามและลึกซึ้งอีกด้วยทั้งการที่เขาช่วยเศรษฐีขี้เมาจากการฆ่าตัวตาย หรือการที่ความรักของเขาต่อสาวขายดอกไม้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ

และนั่นยังไม่นับไปถึงตอนจบอันโด่งดังและสมบูรณ์แบบที่สุดของแชปลินอีก คือฉากที่คนจรจัดกับสาวขายดอกไม้พบกันหลังสถานะของพวกเขาเปลี่ยนผัน ที่สร้างความสะท้อนในใจได้อย่างงดงามยิ่ง เสียงพูดใดๆ คงอาจจะลดผลกระทบทางอารมณ์ของฉากนี้ ที่ถ่ายทอดผ่านเพียงสีหน้าและท่าทางของตัวละคร หนังเงียบขึ้นหิ้งส่วนใหญ่มักแสดงความได้ผลของคอนเซ็ปต์ “น้อยได้มาก” คือไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหรือคำบรรยายให้มากแต่เล่าผ่านภาพแทน หากทว่าในช่วงจังหวะตอนจบของ City Lights นั้น คนดูย่อมอดไม่ได้ที่อยากจะ “ได้มาก” กว่านี้อีก อยากได้ยินเสียงตัวละครพูดความรู้สึกของพวกเขาให้เราได้ยิน อยากได้เห็นพวกเขาดำเนินเรื่องต่อไปยังปลายทางที่ไกลกว่านี้ แต่แล้วจอหนังก็เฟดลงเข้าสีดำเพื่อจบลง พร้อมทิ้งคนดูไว้กับอารมณ์โหยหาและนึกต่อถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากฉากนั้น และอารมณ์เหล่านี้ยังคงสดใหม่เสมอแม้จะผ่านมากว่าแปดสิบปีแล้ว จนทำให้บรรดาคนดูหนังหน้าใหม่ต่างหลงรักหนังเรื่องนี้อีกครั้งได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะยุคไหนๆ

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ