50 | La Jetée (1962) เขียนโดย Thitikom

การประหัตประหารล้างพันธุ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในสงครามโลกครั้งที่สามปิดฉากลงด้วยความย่อยยับสูญสิ้น กรุงปารีสแหลกราบด้วยพลานุภาพแห่งอาวุธนิวเคลียร์ เป็นเหตุให้ผู้เหลือรอดต้องลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน ใช้อารยธรรม องค์ความรู้เท่าที่ยังหลงเหลือไปกับการวิจัยและพัฒนาแนวคิดการเดินทางข้ามเวลา หวังจะดึงเอาทั้งอดีตและอนาคตมากอบกู้ปัจจุบัน พวกเขาใช้นักโทษสงครามเป็นหนูทดลอง หนึ่งในนั้นคือชายผู้ถูกความทรงจำจากครั้งยังเยาว์ตามหลอกหลอน ความทรงจำจากยุคก่อนสงคราม ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งกับการตายของผู้ชายอีกคนที่เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

คริส มาร์เกอร์ ประกอบสร้าง La Jetée ขึ้นจากมอนทาจภาพนิ่งขาวดำ เสียงบรรยาย สกอร์ กับเสียงเอฟเฟ็กต์ง่าย ๆ อีกจำนวนหนึ่ง เนรมิตให้เกิดการคืบไหลของความทรงจำขึ้นในสำนึกรับรู้ของผู้ชม ส่งผ่านความเจ็บช้ำจากสงครามครั้งเก่า หวาดระแวงสงครามครั้งใหม่มาในเรื่องเล่า แต่นอกจากจะเล่นสนุกกับความเคลื่อนไหวในภาพนิ่งแล้ว มาร์เกอร์ก็ยังเล่นล้ออยู่กับสถานะความเป็นวัตถุบันทึกของกล้อง สร้างความหมายใหม่ให้ภาพ ดังที่มาร์เกอร์ใช้ภาพซากปรักหักพังของบ้านเรือน ภาพประตูชัยที่เว้าแหว่งเสียหาย ผลจากสงครามครั้งก่อน มารวมอยู่กับเสียงบรรยาย ทำให้ภาพเหล่านั้นพลันเกิดความหมายใหม่ กลายเป็นภาพความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สามที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

คงไม่เกินเลยนักที่จะกล่าวว่า La Jetée คือหนึ่งในบรรพบุรุษของหนังข้ามเวลาทั้งหลาย แม้ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้จะมีหนังที่ใช้แนวคิดเรื่องการเดิน ทางข้ามเวลาในหนัง A Connecticut Yankee in King Arthur’s Court (1949) หรือ The Time Machine (1960) อันเป็นผลผลิตแห่งต้นธารการย้อนเวลาในโลกวรรณกรรมของเอช. จี. เวลส์ มาแล้ว โดยหนังสองเรื่องข้างต้นใช้การเดินทางข้ามเวลา นำพาตัวละครไปพบกับสถานการณ์ผิดยุคผิดสมัยเพื่อความขบขันหรือเพื่อรับใช้อุดมการณ์การเมืองบางอย่าง แต่ La Jetée หันมาเล่นกับความยอกย้อนของความทรงจำของผู้ถูกหลอกหลอนจากภาพแห่งอดีต ลำดับเหตุการณ์ ไปจนถึงความเป็นปฏิทรรศน์ (paradox) อันเกิดจากการไปข้องแวะกับกาลเวลา กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้หนังไซไฟในยุคต่อมาอย่าง The Terminator (1984), Total Recall (1990) และ 12 Monkeys (1995) ไปจนถึงหนังไซไฟว่าด้วยการเดินทางข้ามเวลาที่เล่นสนุกกับปฏิทรรศน์อย่างที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ