50| Ugetsu Monogatari (1953) เขียนโดย ธนพัฒน์ วงษ์วิสิทธิ์

ในยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศหลังภาวะสงคราม ศิลปะสิ่งหนึ่งที่ทำให้ก้าวเท้าอยู่ในพื้นที่ตะวันตกได้อย่างสง่าผ่าเผยได้คือ ภาพยนตร์ และยุคนี้ 50 จัดได้ว่าเป็นยุคที่หนังย้อนยุคหรือ จิไดเกคิ (jidaigeki) ต่างเล่าเรื่องพัลวันถึงเหล่าซามูไร และตั้งค่าเรื่องของเกียรติยศมาสู่อะไรต่อมิอะไร การประสบความสำเร็จของ Ugetsu Monogatari ของเคนจิ มิโซกุชิ เรียกได้ว่า “ก้าวไกล” ระดับพอๆ กับ อากิระ คุโรซาวะ (Rashomon , Seven Samurai) ไม่ใช่ในแง่การสร้าง “ความตื่นตาแปลกใจ” แก่คนชาติตะวันตกเท่านั้น แต่ต่างได้สร้างความ ”สด” ในการเล่าเรื่องเฉพาะตัวอีกด้วย

สำหรับหนัง ว่าด้วยชาย 2 คนต่างทิ้งครอบครัวต่างเจอเรื่องประหลาด คนหนึ่งเจอผีร้ายเจ้าขุนมูลนายอยากได้รักเป็นของตน อีกคนหลงระเริงกับ “ตำแหน่งซามูไร” อย่างหน้ามืดตามัว จนกระทั่งเจอหรือ “เกือบ” เป็นโศกนาฏกรรมในแบบของตนในที่สุด ถึงแม้เรื่องจะเป็นเรื่องผี แต่ผีนั่นไม่ได้มาแบบตุ้งแช่ หน้าขาว แบบที่เห็นในปัจจุบัน ผีกลับเหมือนคนที่มีชีวิตจิตใจ ขณะเดียวกันแรงปรารถนาอันแฝงความชั่วร้ายของผี ต่างถูกถ่ายทอดผ่านการเคลื่อนกล้องและจัดแสงอย่างลึกลับชวนพิศวงยิ่ง ไม่ต่างจากช่วงสงครามที่ซามูไรต่างทำสงครามกันอย่างบ้าคลั่ง เข่นฆ่าชาวบ้านดังในเรื่อง ดังนั้น ผี กับ ซามูไรจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกันในแง่ของ ”ความเชื่อเก่า” ที่ต่างรัดเร้าคนพาเข้าสู่การ ”เข่นฆ่า” กันในที่สุด อันมีบ่อเกิดจากความชาตินิยมอันถูกปลุกเร้าจนเป็นสงครามในประวัติศาสตร์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

สิ่งที่ดีงามที่สุด อันเป็นการถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง เห็นธรรมชาติอย่างละเล็กละน้อย ตั้งแต่ฉากเปิด อันเป็นแม่น้ำ และปิดด้วยทุ่งนาชาวบ้าน เป็นดั่งการเป็นไปและพัดผ่านของชีวิตที่เหล่าชาวญี่ปุ่นต้องเผชิญ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งท่ามกลางความสูญเสีย กับความหวังใหม่ได้ริเริ่มขึ้น หากแต่ อากิระ เน้นเรื่องเทคนิคการเล่าเรื่องสไตล์ตะวันตก การใช้ขนาดภาพ เคนจิ มิโซกุชิ ก็เป็นดั่งการใช้พู่กันญี่ปุ่นวาดภาพ และทาบด้วยภาพความจริงชีวิตที่คณานับจากสิ่งที่ตัวละครเลือกและเจ็บเพราะสิ่งที่เลือก และเมื่อถึงปลายฝั่งทางเลือก เราต้องเดินต่อไปนั่นเอง

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ