About Me

ความทรงจำกับภาพยนตร์ของผมคือการได้เช่า Back to the Future จากร้านซึทาญ่ามาดูกับพ่อ เดินหาหนังผีมานอนดูกับแม่ และก็เช่า The Matrix  มาดูไม่รู้เรื่องแล้วไหลหลับไป หนังคือที่พึ่งในเวลาโดดเดี่ยว ในยามที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้อยู่บ้านคนเดียว ถึงแม้ในช่วงวัยรุ่นหนังจะเลือนหายไปจากชีวิต และผมหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่า

กระทั่งเรียนจบมหาลัยในช่วงเวลามืดบอดแห่งชีวิต พบว่าการก้าวเข้าสู่วัยทำงานช่างยากลำบาก เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่าต้องการทำงานอะไร แต่แล้ววันหนึ่งแสงส่องทางเล็กๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อเช้าวันหนึ่งได้ดูหนังเรื่อง Into The Wild ทางช่องทรู เรื่อของชายคนหนึ่งที่เรียนจบและออกไปใช้ชีวิตในอลาสก้าตามความฝัน พลันดูจบ พบกับความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าอย่างจัง ตัวชา ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ เพราะหนังก็ไม่ได้สนุกแบบเดียวที่ดูหนังฮอลลีวูดแมสมาทั้งชีวิต แต่เรากลับพบชุดความคิดของ ‘คริส’ ตัวละครเอก มีอะไรที่โดนใจคล้ายเรา แต่มันคล้ายอยู่ภายในลึกๆของเราที่ไม่เคยถูกดึงออกมา เหมือนชีวิตของคริสได้กระตุ้นให้เราเห็นบางอย่าง จนเราเองอยากค้นพบแบบคริสบ้าง

Into the wild

Into The Wild นับได้ว่าเป็นบันไดก้าวแรก ที่ทำให้เราขวนขวายหาหนังสร้างแรงบันดาลใจมาดู ประจวบเหมาะกับยังหางานทำไม่ได้ จึงขยันซื้อหนังดีในราคาถูกตามกระบะหนังมาดูอยู่เรื่อยๆ

ดีของเราในที่นี้คือมันสร้างความรู้สึกกระตุ้นสั่นไหวภายในใจให้มองโลกอย่างมีพลังและมีแรงที่จะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

การดูหนังจึงกลายเป็นงานอดิเรกหลังจากนั้น กระบะหนังไม่สามารถตอบสนองหนังที่อยากดูได้ หนังคลาสสิกเถื่อนตามเว็บคือคำตอบ หลังจากจดลิสต์หนัง Top IMDB ได้แล้วก็ไล่ซื้อดูมันให้ครบ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้ว่า โลกของภาพยนตร์มันกว้างใหญ่มากนัก และเราก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้หมด…งานวิจารณ์ภาพยนตร์จึงเริ่มเข้าเติมเต็มเราหลังจากนั้น บทวิจารณ์จากนิตยสารภาพยนตร์ รวมถึงบล็อกหนังต่างๆ บล็อกของอาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร, ผมอยู่ข้างหลังคุณ, Filmsick และอีกมากมายที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าหนังเป็นมากกว่าอะไรทั้งหมดที่เราเคยรู้จักมาชั่วชีวิต นี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขเหลือเกิน

Best of IMDB Top 250

อ่านบรรดางานเขียนคนเก่งๆมากเข้าก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากเขียนถึงความรู้สึกที่หนังมอบทางสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิตมีความหวังต่อไปได้ ในยามที่มืดหม่น แกมสิ้นหวังต่ออนาคตของชีวิตข้างหน้าได้บ้าง แต่ครั้นจะเขียนงูๆปลาๆก็ไม่มั่นใจตัวเองจึงพยายามศึกษาหาความรู้การเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างถูกวิธี นั่งรถเมล์ไปหอสมุดแห่งชาติและถ่ายเอกสารหนังสือวิจารณ์ภาพยนตร์ทุกเล่มที่มี และทำแบบนี้กับหอหนังสือจุฬา ภาพยนตร์จึงได้มอบความเป็นหนอนหนังสือให้ไปในตัว เพราะนอกจากจะอ่านบทวิจารณ์เรายังเริ่มอ่านวรรณกรรมต่างๆ เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตที่ตลอดมาไม่เคยได้สนใจมาก่อนด้วย

ความพีคสุดคือการรู้สึกว่าตัวเองควรไปให้สุด จนค้นหาข้อมูลจึงเห็นว่ามีการเปิดสอนป.โทหลักสูตรภาพยนตร์ ที่ม.เกษมบัณฑิต ด้วยความไม่มีเงิน แต่อยากเรียนมาก (จริงๆอยากเรียนแค่วิชาเดียวคือ วิชาวิจารณ์ภาพยนตร์) จึงไปขอความกรุณาจากคุณป้าซึ่งมีฐานะดี โดนไต่ถามจากญาติๆอย่างหนักหน่วงมากในวันรวมญาติ จนสุดท้ายได้เรียน นี่ก็เป็นอีกช่วงที่พิเศษของชีวิตมาก เป็นเหมือนช่วงเวลาที่เราได้คิดและเลือกเดินตามในสิ่งที่คิดจริงๆ หลังจากช่วงชีวิตก่อนหน้าเหมือนแค่เรียนไปโดยไม่มีแรงจูงใจในชีวิตจริงจัง

หลังจากเข้าสู่คลาสเรียนซึ่งไม่ได้เรียนทุกวันจึงทำให้ช่วงเวลานั้นเราได้ศึกษาเรียนรู้ภาพยนตร์อย่างจริงจังมาก ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ทฤษฎี การวิจารณ์ สุนทรียศาสตร์ต่างๆ ทำให้สายตาที่เราใช้มองหนังเปลี่ยนไปอย่างมาก เรามองภาพยนตร์อย่างมีคุณค่าความหมายมากขึ้นแต่ก่อนมากๆ จนได้เรียนวิชาวิจารณ์กับนักวิจารณ์ที่เราชื่นชมอย่างมาก “อาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร” นั้นก็ทำให้เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เราได้ความรู้เพิ่ม ทั้ง เทคนิค ข้อคิด เฉพาะตัว ที่นอกเหนือจากตำราเรียน

ระหว่างนั้นเราเริ่มก็เปิดบล็อก เปิดเพจ สร้างกลุ่มหนัง ใน Facebook ไปด้วย เริ่มต้นเดือน 8 ปี 2554 เริ่มมีสังคมออนไลน์กับคอหนังที่มาพบปะเจอกันทางออนไลน์ เริ่มเขียนงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เคยได้รับตีพิมพ์ในสตาร์พิคส์ คอลัมน์ที่ให้คนทางบ้านส่งงานไป (ดีใจมาก) ถึงแม้จะพบข่าวร้ายว่าคุณป้าที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค่าเล่าเรียนจะเป็นมะเร็งและไม่สามารถส่งเงินเราเรียนต่อได้แล้ว (ในที่สุดท่านก็เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว) ทำให้เราต้องหางานทำและเลิกเรียน ซึ่งบังเอิญที่ได้งานทำกับโครงการวิจารณ์ศิลปะของ อ.เจตนา นาควัชระ  เราทำในส่วนวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นคนเก็บข้อมูลต่างๆ แต่เราจะได้ความรู้เวลาที่อาจารย์วิจัยจากสาขาศิลปะต่างๆมาประชุมกันเรื่องการวิจารณ์ ซึ่งได้ความรู้มากๆ จนนำไปต่อยอดหาความรู้ และเขียนงานของตัวเองได้อย่างมีมิติมากขึ้น

อย่างไรก็ตามหลังจากเราหมดสัญญากับโครงการวิจารณ์ในช่วงปลายปี 2556 เราก็กลับมามืดบอดอีกครั้ง โชคดีที่นิตยสารสตาร์พิคส์ติดต่อกลับมาพอดี หลังจากที่เคยส่งเมลไปแนะนำตัว จนได้ไปเขียนสกู๊ปหนังเป็นครั้งคราว บวกกับเราเปิดเพจขายเสื้อหนัง Surcines พอขายเสื้อประทังชีวิตไปได้บ้าง เราต้องรอโอกาสอีกประมาณครึ่งปีจากสตาร์พิคส์ให้เราได้เขียนงานวิจารณ์ภาพยนตร์ลงตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในคอลัมน์ “ดูหนังในหนังสือ” ตีพิมพ์ เดือน ธ.ค. 2557 ซึ่งเป็นความฝันสูงสุดเราในเวลานั้น เพราะเราตั้งเป้าในวันที่เขียนงานครั้งแรกว่า เราอยากมีมีบทวิจารณ์ของตัวเองลงในนิตยสารหนังสักครั้งในชีวิตซึ่งเราก็ทำสำเร็จแล้ว

แต่ชีวิตยังไม่จบแค่นั้น ถึงแม้เราจะได้เขียนฟรีแลนซ์สตาร์พิคส์แต่ก็ไม่ได้เขียนทุกเดือน ส่วนเสื้อที่ขายก็ไม่ได้กำไรดีจนสามารถเลี้ยงชีพได้ ยังดีที่เราได้มีโอกาสทำสกู๊ปบทความหนังเรื่องเร็วทะลุเร็วให้กับสหมงคล เพราะเราเคยไปสัมภาษณ์ครั้งนึง แต่ไม่ผ่าน ผ่านไปอีกครึ่งปีเราก็ได้โอกาสทำสกู๊ปบทความนี้ ซึ่งใช้เวลากับมันได้เต็มๆมาก 2 อาทิตย์ ทั้งดูหนังพันนา สัมภาษณ์ทีมงานมากมาย  กว่าจะปั้นบทความนี้ออกมาได้ เราเต็มที่กับมันมากๆ ระหว่างนี้เราก็ยังส่งประกวดบทวิจารณ์ภาพยนตร์ไป สถาบันปรีดี พนมยงค์ ด้วย และได้รางวัลสร้างสรรค์ไป ซึ่งไม่ใช่รางวัลใหญ่สุดแต่ก็ดีใจมาก ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขในการเขียนอย่างมาก

อีกไม่กี่เดือนต่อมาเราก็ได้โอกาสเข้าไปสัมภาษณ์งานในตำแหน่งฝ่ายข้อมูลหนังต่างประเทศของสหมงคล จนเราได้งานประจำครั้งแรกในชีวิต (เดือน ก.พ. 2558) ดีใจมาก (คิดในใจไม่อดตายแล้ว) ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก แม้งานจะเครียด เพราะมันต้องมีส่วนที่เราต้องแปล และถอดคำภาษาอังกฤษ (นอกจากเขียนสกู๊ปที่พอถนัด)  ยากเกินไปสำหรับเราและเป็นปัญหาต่อสุขภาพจิตเรามากๆ จนสุดท้ายในช่วงโมงเร่งด่วนกับหนังที่เข้าถี่ๆติดกัน เราไม่สามารถจัดการงานกับเวลาได้ และงานในส่วนที่ไม่ถนัดก็ทำให้งานในส่วนที่ถนัดมาตรฐานตกต่ำไปด้วย จนเราต้องออกในอีกปีต่อมา (ก.พ. 2559) ในช่วงปีนั้นแม้เวลาเขียนวิจารณ์หนังจะน้อยลงไปมาก แต่ก็ยังได้เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ลงนิตยสาร Filmmaker อยู่ 6 ฉบับ และก็ได้เขียนงานลงนิตยสารฟรี The Jam Factory Magazine  อยู่ 2-3 ครั้ง และได้เอาบทวิจารณ์ Into The Wild มารีไรท์ และได้ลงบทตามนิยายแปล Into The Wild (อันนี้ก็ดีใจมาก)

 

Into-the-wild

ช่วงท้ายๆของงานที่สหมงคล เราเฟลกับชีวิตมากด้วยความที่เราบาลานซ์ให้กับงานกับชีวิตส่วนตัวไม่ค่อยได้ และเฟลที่ตัวเองเขียนวิจารณ์น้อยลงไป จนทำให้ตั้งใจว่างานต่อไปจะไม่ข้องเกี่ยวกับสายนี้แล้ว จนสุดท้ายได้ไปทำงานสายการตลาดออนไลน์ให้กับ Video On Demand เจ้าหนึ่งที่ชื่อ DOONEE ทำในส่วนคอนเทนต์และโซเชียลมาร์เก็ตติ้ง ในช่วงที่เราอยู่ที่นี้จนถึงปัจจุบัน เราตั้งใจกับตัวเองจะเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ให้บ่อยขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่เอาเข้าจริงพอทำงานที่ได้รับเงินประจำทุกเดือน ทำให้เราติดนิสัยเกียจคร้าน และยิ่งงานเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นงานอดิเรกไม่ได้รับค่าเขียนด้วยแล้ว ทำให้เรารู้สึกนอยด์ตัวเอง ว่าเราจะเหนื่อยเขียนไปทำไม จนทำให้ขี้เกียจเขียนไปสักพักใหญ่  และศึกษาเรื่องการตลาดออนไลน์ในงานที่ทำอย่างเดียว เริ่มครุ่นคิดว่าจะทำงานอย่างไรให้ชีวิต แต่กลับพบว่าชีวิตเเหมือนมีอะไรขาดตกบกพร่องไปเสมอเหมือนเติมไม่เต็ม จนมานั่งครุ่นคิดคิดค้นหาคำตอบจึงพบว่า เรากำลังเดินออกห่างจากสิ่งที่เป็นตัวเราที่สุดไปนั่นคือการเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์นั่นเอง เราสูญเสียความคิดเริ่มต้นที่ทำให้เรามายืนจุดนี้ได้ด้วยแรงขับเคลื่อนทางใจล้วนๆ เมื่อพบจุดนี้ได้แล้วจึงทำให้เกิดแพสชั่นอีกครั้งว่าเราจะหยุดเขียนอีกไม่ได้

เหตุนี้ที่เราต้องตั้งใจทำบล็อก A-Bellamy นี้ให้ดีที่สุด ยอมลงทุนซื้อธีมศึกษาปรับแต่งด้วย WordPress เป็นเดือนๆ เพราะนี่จะเป็นพื้นที่แบ่งปันงานเขียนของเรา ถึงแม้เราจะไมได้ทำงานเขียนเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทำเป็นเพียงงานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่ ทำเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้ชีวิตด้านอื่นดำเนินไปได้เพียงเท่านั้น

ขอบคุณที่ยุคออนไลน์นี้ทำให้มีพื้นที่เผยแพร่งานเขียน จนเราได้แสดงความเป็นตัวเองผ่านงานเขียนออกมา และดีใจเสมอที่มีคนติดตามแม้จะจำนวนเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่สำหรับเราเสมอ ตอนนี้เราศึกษาเรื่องการทำบล็อกจากต่างประเทศ และเห็นว่าหลายคนก็ใช้วิธีรับเงินบริจาคสนับสนุน หรือติดลิงค์ที่มาจากพวกเว็บขายของแบบ Amazon ถ้าใครคลิ๊กแล้วจ่ายเงินซื้อของเราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นไปด้วย ซึ่งก็เป็นรายได้เล็กๆน้อยๆ ที่เจ้าของบล็อกหากัน ซึ่งเราพยายามทำบ้าง เผื่อจะมีใครใจดีแบ่งปันเล็กๆน้อยๆ ถือเป็นน้ำใจสนับสนุนกัน แต่ถึงจะไม่มีใครให้เราก็ยังคงทำสิ่งที่เรารักต่อไป

ช่วงเวลานี้เหมือนชีวิตวนลูปลับมาลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อพยายามค้นหาให้เจอสิ่งใดเป็นจุดที่ให้เรายังมีแรงใจในชีวิตเดินต่อไปได้ ถ้าหาเจอแล้วก็จงทำสิ่งนั้นต่อไป ถึงแม้ว่าสิ่งที่รักในวันนี้อาจไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตทางกายภาพดีขึ้น แต่ก็เป็นอาหารเสริมทางจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงชีวิตดำเนินไปได้ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตก็เหมือนอ้างว้าง เบาหวิวไร้คุณค่าความหมายไปเลย

 

ช่องทางในการสนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์ A-Bellamy.com

1. บริจาคผ่าน Paypal

2. โอนเงินเข้าบัญชีกสิกรไทย : ชื่อบช. สุทธิพงษ์ นุกูลเอื้ออำรุง & เลขบช. 583-2-07105-8

โอนแล้วแจ้งมาทางกล่องข้อความทางด้านล่างซ้ายมือนะครับ เดี๋ยวผมจะทำหน้าขอบคุณผู้สนับสนุนไว้ให้ครับ

ขอบคุณมากครับ

ใส่ความเห็น

รับสมัครบทความใหม่ทางอีเมล์ทุกสัปดาห์
สมัครสมาชิกวันนี้รับบทความอัพเดตใหม่ล่าสุดทางอีเมล์ทุกสัปดาห์
Thanks for signing up. You must confirm your email address before we can send you. Please check your email and follow the instructions.
We respect your privacy. Your information is safe and will never be shared.
Don't miss out. Subscribe today.
×
×
WordPress Popup Plugin