ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โครงการนาซ่า ได้ยกเลิกภารกิจสำรวจดวงจันทร์ด้วยยาน Apollo 18-20 โดย ยานApollo 17 ถือเป็นยานลำสุดท้ายที่ถูกส่งขึ้นไปสำรวจในปี 1972 มีหลายฝ่าย หลายองค์กรต่างตั้งคำถามกับนาซ่าว่า เพราะเหตุใดนาซ่าจึงได้หยุดสำรวจดวงจันทร์ของ Apollo 18-20ลง ทั้งๆที่การสำรวจของยานก่อนหน้านี้กำลังรุดหน้าไปด้วยดี หรือนาซ่าพบอะไรบางอย่างบนดวงจันทร์จนต้องปกปิดเป็นความลับ

คำถามเหล่านั้นไม่ได้ถูกเฉลยจนกระทั่งภาพยนตร์เรื่อง APPOLLO 18 เกิดขึ้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามใช้ข้อได้เปรียบของความสงสัยของมนุษยชาติ สร้างเรื่องขึ้นมาโดยใช้วิธีการถ่ายทำแบบสารคดี เพื่อสร้างความสมจริง ซึ่งวิธีการแบบนี้เคยถูกนำเสนอมาแล้วจาก ภาพยนตร์เรื่อง The Blair Witch Project (1999),Paranormal Activity(2007) และ Cloverfield (2008)

การสร้างเรื่องขึ้นมาและบอกว่ายาน apollo 18 ได้ถูกส่งขึ้นไปสำรวจอย่างลับๆจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯนั้น และบอกว่าวิดีโอเหล่านี้คือที่สิ่งถูกค้นพบจากการสำรวจ วิธีนี้นั้นเป็นกาวดักหนูชั้นดีให้มนุษยชาติทั่วโลกสนใจและพร้อมเสียเงินในการซื้อตั๋วเข้ามาชมภาพยนตร์ แต่หากชมจบลงแล้ว คงจะบอกได้คำเดียว ว่าไม่น่าโดนหลอกมาดูเลย

เพราะสิ่งที่หนังนำเสนอมันคือสิ่งที่เคยถูกนำเสนอมาจนหมดแล้ว เรียกได้ว่า หนังเรื่องนี้ ผสมผสานในหลายแนวทาง หลายพล็อต เอามารวมมิตรยำกัน ซึงพอจะยกตัวอย่างคร่าวๆได้ดังนี้

1. การส่งนักบินอวกาศขึ้นไปแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่ทางโลกรู้ทุกอย่าง หนังไซไฟขึ้นชื่อ อย่าง Alien(1979) ก็ได้ทำมาแล้ว

2. การพยายามค้นหาความจริง หรือการตระหนักรู้ในคุณค่าความเป็นมนุษย์ หนังอย่าง Moon(2009) ก็ได้สร้างแล้ว **สำหรับเรื่อง Moon เป็นหนังดีที่แนะนำให้ดูจริงๆ **

3.การใช้พล็อตเรื่องครอบครัวเข้ามาช่วยในตอนแรก เพื่อให้นักบินตระหนักเห็นคุณค่าของตัวเอง ในขณะที่รู้ตัวว่าจะไม่ได้กลับโลก ซึ่งพล็อตพวกนี้ ถือว่าเกร่อ และถูกนำมาใช้ในหนังมากมาย (แต่เป็นวิธีการที่ใช้ได้ผล เพราะว่าตามหลักทฤษฎีจิตวิเคราะห์แล้ว ครอบครัวคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ที่คนจะมีชีวิตอยู่ต่อไป)

4.หรือจะเป็นเรื่องกล้องในแนวสารคดี ก็ถูกนำมาใช้แล้วอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งเก่าที่นักดูหนังเคยพบเจอมาหมดแล้ว เว้นอยู่แค่เรื่องแต่งที่ apollo 18 ได้ขึ้นไปดวงจันทร์เท่านั้น

ดังนั้นเชื่อเหลือเกินว่าบทภาพยนตร์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้จากตามกระแสความสงสัย ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่อยู่บนดวงจันทร์ และนั้นทำให้ยอดรายได้ทางการตลาดพุ่งปรี๊ดอย่างแน่นอน(รายได้รวมทั้งโลกนะ เพราะเมืองไทยอาจไม่ชอบหนังสไตล์นี้)

ซึ่งวิธีการนำเสนอในรูปแบบสมจริง เป็นผลตามมาของการปวดหัว และตัดต่อภาพแบบ Jump cut ซึ่งหนังต้องการให้ผู้ชมรู้สึกร่วมไปกับการใช้ชีวิตของนักบินอวกาศในการดำรงชีพอยู่บนดวงจันทร์ที่เงียบ อึดอัด และน่ากลัว พูดอย่างง่ายๆ ก็คือ ทำให้ผู้ชมอึดอัดไปกับตัวละครนั่นเอง และสิ่งนี้ดูจะเป็นจุดเด่นที่สุด นอกเสียจากผู้ชมจะไม่ชอบกับวิธีการนำเสนอในแนวทางนี้

แม้หนังจะมีจุดบกพร่องในความสมเหตุสมผลหลายจุด ไม่ว่าการละเลยการบ่งบอกว่า กล้องวิดีโอของนักบินอวกาศที่หลุดมาถึงโลกได้อย่างไร ในเมื่อผู้คนเหล่านั้นไม่ได้กลับมาถึงโลก หรือกระทั่งรอยเท้าบนดวงจันทร์ ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เหมือนรอยเท้าคนปกติบนโลกมนุษย์ ทั่้งที่ความจริงแล้ว มันควรจะมีระยะห่าง แตกต่างกันไป เพราะแรงโน้มถ่วงบนดวงจันทร์แตกต่างกับบนโลกมนุษย์

หรือจะมีการแสดงที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตอนที่ นักบินอวกาศ 1 ใน 2 คนนั้นต้องติดเชื้อ แต่มักทำอะไรบ้าบิ่น จนคนดูสับสนว่า มันตายหรือยัง มันเป็นคนหรือเปล่า แล้วทำไมมันชอบทำตัวบ้าบิ่นเกินไป หรือกระทั่งทำตัวดูโง่ๆ

ซึ่งถ้าหากสังเกตให้ดี จะรู้สึกได้ว่า หนังไม่ค่อยเคารพผู้ชมเท่าไหร่ในการให้รายละเอียดต่างๆ จนบางครั้งต้องถามตัวเองว่า ถ้าเราคล้อยตามไปกับหนัง แสดงว่าเราเป็นเชื่อคนง่ายใช่ไหม อย่างเช่นตอนที่นักบินเก็บหินบนดวงจันทร์แล้วห่อพลาสติกไว้อย่างดี แต่กลับพบว่ามันหล่นอยู่บนพื้น แทนที่นักบินจะเอาหินที่ห่อไว้มาเทียบเคียง แต่กลับโวยวายและบอกว่า มันมาอยู่ตรงพื้นนี้ได้อย่างไร

ทั้งหมดทั้งมวล จึงอาจกล่าวได้ว่า Apollo 18 คือหนังที่ชวนให้คนดูอึดอัด กับสไตล์การถ่ายภาพ มิหนำซ้ำยังผลักไสคนดูออกไปจนคนดูเหมือนไม่มีส่วนร่วมต่อเหตุการณ์ จึงไม่แปลกหากใครไปชมแล้ว จะออกมาอย่างผิดหวังต่อตัวภาพยนตร์ เพราะข้อมูลที่หนังได้ให้ตลอดระยะเวลา 80 นาที มันช่างเบาหวิวซะเหลือเกิน

แต่ใช่ว่าภาพยนตร์จะมีแต่ข้อเสียทั้งหมด การดำเนินเรื่องของภาพยนตร์ใช้วิธีสงสัยใคร่รู้ของผู้ชม ในความลับที่ให้ผู้ชมค้นหา เพื่อไปค้นพบกับคำตอบ ซึ่งนี่แหละคือจุดแข็งของภาพยนตร์ ไม่มีทางล่วงรู้ในความลับได้เลยถ้าเราไม่เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง

คะแนน 5/10
เกรด D

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ