Barton Fink

 

 

– นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่พูดภาวะ Writer’s Block ของนักเขียน ที่พยายามหาแรงบันดาลใจเพื่อผลิตออกมาเป็นชิ้นงาน

– แต่ที่มันไปไกลกว่านั้น คือ ทำไมสองพี่น้องนี้มันฉลาดจังเลย ? ทำไมรอบรู้ไปหมดทุกอย่าง หนังของพวกเขาเป็นหนังสไตล์และรูปแบบที่กลับไปอ้างอิงนู้นนี้นั่น จนแทบจะบอกว่าทุกๆรายละเอียดปลีกย่อยแทบจะมีความหมายในตัวของมันเองทั้งหมด (เหมารวมหนังของเขาในหลายๆเรื่อง) ไม่ใช่แค่ในฐานะภาพยนตร์เท่านั้น แต่ทุกๆอย่าง จนเราไม่รู้จะโฟกัสอะไรดี เพราะมันมากล้นและเราชอบทุกอย่างที่กำลังนำเสนอ

– สิ่งแรกเลย หนังของ พี่น้องโคเอน จะมีอารมณ์ลี้ลับบางอย่าง ไม่ว่าจะทำหนังแนวไหนก็ตาม มันผสมผสานความรู้สึกแบบนี้ไปแทบทั้งหมด มันคล้ายคลึงกับคัมภีร์ศาสนาหรือภาพวาดอันโอ่โถงยุคกลาง แต่มันถูกปรับใช้ให้สไตล์เหล่านั้นมาอยู่ในหนังของโคเอน ที่มีความลึกลับ เหมือนจะมี God หรือ Evil สถิตย์อยู่ มันเหมือนเรากำลังดูหนังที่กำลังพูดถึง ความผิดบาป ความไถ่บาป หรืออะไรที่เกี่ยวกับศาสนา ซึ่งมันเอามาปรับใช้เข้ากับเรื่องราวสามัญ มันมีความโกธิค ลึกลับเหมือนหนังสยองขวัญ อาจเรียกมันว่าเป็น หนังที่มีสไตล์แบบ Neo-Gothic ได้เหมือนกัน

– และพอมันวางอารมณ์ให้มันลึกลับแบบนั้น มันเลยเข้ากันด้วยดีกับอะไรต่างๆ เชิงสัญลักษณ์ มันทำให้เราไม่แน่ใจ คลุมเครือ ว่าจะเกิดความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตลอดเวลา

– แต่หนังเรื่องนี้มันพูดถึง ภาวะศิลปิน ที่ในเรื่องเป็นนักเขียน ที่เชื่อว่าความสร้างสรรค์มันล้วงลึกออกมาจากจิตใจที่เจ็บปวดภายใน เป็นวิธีคิดที่โด่งดังของศิลปินภาพวาดที่จิตป่วยทั้งหลาย เราคิดถึงแบบพวก แวน โก๊ะห์ อะไรพวกนั้น แล้วความคิดแบบนี้มันมีญาณหยั่งภายในใจของตัวเอง และชอบผลิตคิดค้นอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ตลอด เพียงแต่ศิลปินพวกนี้จะชอบวาด หรือสร้างสรรค์อะไรที่เป็นสามัญ คนธรรมดา ที่ผ่านความหยั่งลึกในจิตใจของศิลปิน

– แต่ บาร์ตัน ฟิงค์ นักเขียนบทละครบรอดเวย์ที่ได้โอกาสไปเขียนบทหนังแบบฮอลลีวู้ด ซึ่งแน่นอน อุตสาหกรรมนี้มันเน้นแต่รายได้อยู่แล้ว แต่เขายังมีวิธีคิดแบบจิตวิญญาณศิลปินที่ต้องออกมาจากส่วนลึก ถ้าคิดไม่ออกก็เขียนไม่ได้ ที่ค่อนข้างสวนทางกับ พวกสูตรการเขียนบทหนัง 3 องค์ ที่มันมาพร้อมรูปแบบหลักการที่มีอยู่แล้ว นี้มันจึงพูดถึงประเด็นอะไรแบบนี ระหว่างศิลปินที่ทำงานด้วยภาวะภายใน กับ ศิลปินที่ต้องทำงานด้วยความรวดเร็วในโลกของทุนนิยม

– ดูเผินๆเหมือนหนังเรื่องนี้จะวิพากษ์อุตสาหกรรมฮอลลีวู้ดซึ่งมันก็วิพากษ์ จริงๆแหละ โดยใช้วิธีการเชื่อมโยงทางสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์แบบขำๆที่ นาซี กำลังขึ้นเป็นใหญ่ ซึ่งก็เปรียบเปรยกับอุตสาหกรรมฮอลีวู้ดที่เป็นลักษณะเผด็จการเหมือกัน

– แต่ที่เราสนใจในประเด็นของหนังเรื่องนี้ คือ มันวกกลับมาตั้งคำถามต่อตัวบาร์ตัน ที่เป็นศิลปินเองว่า ที่ตัวเองพยายามจะเข้าถึงความสามัญของคนธรรมดาและสร้างผลงานออกมานั้น เขาเข้าใจพวกเขารายล้อมกายแค่ไหน หรือเป็นการทึกทักเอาเพราะสนใจแต่ภาวะภายในของตนเอง ด้วยคำพูดที่เปรียบเทียบจากชีวิตตัวละครอื่นว่า “การเอาใจใส่และเข้าใจ” แต่เหมือนบาร์ตันจะขาดจุดนี้ไป โดยใช้คู่ขัดแย้งของอีกตัวละครลึกลับ ชาร์ลี ที่เป็นเหมือนบุคคลแปลกประหลาดที่จะกลายเป็นตัวละครในหบทหนังของ บาร์ตันได้ แต่ด้วยความหยิ่งทางศิลปินของบาร์ตันเอง มันก็ทำให้เขาเข้าไม่ถึงบุคคลสามัญอย่างที่เขาต้องการ เหมือนกับว่า ต้องการเรื่องเล่าของคนแบบนี้ แต่เป็นเขาเองที่ไม่ยอมถอดอีโก้ ทำได้แต่เรียนรู้แต่ตัวเอง ซึ่งนี้ก็ไม่ต่างจาก วิธีคิดของ ลูวิน เดวิส เท่าไหร่ แต่เราเห็นใจ ลูวิน มากกว่า แต่สำหรับ บาร์ตัน แอบสมน้ำหน้าอยู่เหมือนกัน

– สิ่งหนึ่งในความลี้ลับของหนังโคเอนคือ มันไม่มีตัวละคร ที่ดีจริง ร้ายแท้ เหมือนหนังสั่งสอนศีลธรรมทางศานา แต่มันพร่าเลือนคำว่า ชั่วกับดี เรื่องนี้เห็นชัดเจนว่า เราไม่สามารถจัดคนให้ดีหรือชั่วก็ตาม มันเหมือนจริยธรรมการใช้ชีวิตที่เราต่างใช้กันไป

– อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ศิลปะกับความเป็นจริง มันควรจะเข้าถึงกันได้ขนาดไหน เพราะหนังก็ยั่วล้อว่า การเดินทางภายในจิตใจของตัวละครต้องเป็นศิลปินเพียงอย่างเดียวหรอ แล้วคนขายประกันจะสามารถพูดคำนี้ได้หรือไม่ พูดแล้วได้เชื่อถือหรือไม่ หรือกล่าวได้ว่าหนังกำลังพยายามตั้งคำถามความสูงส่งของศิลปะของ Hight Art กับ Low Art (พวก Popular หรือ Mass Art) อยู่นั่นเอง

– ฉากจบวาดภาพงดงามมาก แสดงให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วถ้าเราจะต้องการทำงานเพื่อออกแบบสะท้อนเรื่องราวของผู้อื่นเราก็ ต้องเข้าใจในสิ่งนั้นหรือความเป็นจริงๆนั่นเสียก่อน หรือมีประสบการณ์ในสิ่งนั้นเสียก่อน ไม่ใช่ปากบอกว่า สร้างศิลปะแบบคนสามัญ แต่ตัวเองก็หยั่งลึกแต่ตัวตนของตัวเองซะเองไม่เคยเหลียวมองคนอื่นรายข้างแต่ อย่างใด

– สุดท้ายนี้จึงเป็นหนังที่พูดถึงภาวะศิลปิน พูดถึงอุตสาหกรรมเผด็จการฮอลลีวู้ด และ พูดถึงภาวะจริยธรรมของคนที่ควรเข้าใจผู้อื่น และศิลปะกับความเป็นจริง ด้วยลีลาการทำหนังลึกลับและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ได้อย่างน่ายกย่อง และยังทั้งคมคาย ยั่วล้อ และตั้งคำถาม ในเนื้อหาและรูปแบบที่กำลังสื่อสารได้อย่างน่าสนใจ

 

คะแนน 9/10

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ